ทีมสองเรา คุณศิลา และ ผู้เขียน เพิ่งได้ทำงานชิ้นล่าสุดที่นำแนวคิด ความสุขและการสร้างพื้นที่ความสุข ไปใช้ประโยชน์สร้างสุขให้กับคณะคุณหมอ คุณพยาบาลและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสระใคร จังหวัดหนองคาย เมื่อวันที่ ๑-๒ กันยายนที่ผ่านมา โดยคุณหมออ้อ-ธิรัมภา เป็นผู้นำให้ทุกคนได้มาร่วมสร้างสุขกัน ดังที่คุณศิลาได้เล่าถึงไว้อย่างรวดเร็วหลังจากกลับมาตามประสาคนยังมีกำลังและพลังเยอะอยู่

 

Large_12sakraieg

 (ก๊อปปี้ภาพจากคุณศิลามาค่ะ กล้องตัวเองเอาไปแต่ สว.ลืมชาร์ตแบตเตอรี่ )

เมื่อคุณศิลาเริ่มด้วย สุขจากการสังเกต ผู้เขียนก็ขอค่อยๆต้วมเตี้ยมมาขยายความในบางจุดเสริมกันนะคะ

ผู้เขียนมีประสบการณ์จากการที่ตนเองสัมผัสความสุขจากการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และมีชีวิตที่ไม่รีบเร่ง ทำให้ได้ค่อยๆมองดูสรรพสิ่งด้วยตาและด้วยใจ เป็นความสุขเล็กๆที่เติมหรือสะสมให้ตนเองได้ทุกวัน พบว่าความสุขนั้นมีได้ง่ายเพียงแค่เราได้รับรู้สิ่งที่อยู่แวดล้อมรอบตัว ใกล้ตัว ไม่ละเลยแม้สิ่งเล็กน้อย เช่น กอมะลิริมรั้ว ดอกหญ้า หรือแมงมุมที่กำลังชักใย และเชื่อมโยง เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่เห็นกับตัวเราเอง รู้สึกได้ถึงการร่วมโลกเดียวกัน เห็นความเคลื่อนไหว ความแปรเปลี่ยน เห็นความเป็นไปของสัจธรรมแห่งชีวิต

ความสุขที่อยู่ใกล้ตัว เช่น การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้ระลึกรู้ปัจจุบันขณะ ณ ที่แห่งนั้น เวลานั้น กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นผ่าน การมองเห็น ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้ยินเสียง ได้สัมผัสผิวกาย นำไปสู่ความเข้าใจชีวิตอันลึกล้ำ เป็นความสงบและ ความสุขที่เรียบง่าย ไม่ต้องซื้อหา แสนมหัศจรรย์ในความสุขเล็กๆนี้

 

 

เมื่อได้มีโอกาสแบ่งปันวิธีการเติมความสุขให้ชีวิตในการอบรมหลายๆครั้ง ก็ได้ลับความคิด และคำอธิบายให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในเรื่อง สุขจากการสังเกต นี้  จนล่าสุดได้คำอธิบายที่คมชัดที่สุดจากการอ่านหนังสือเล่มน้อยชื่อ สุขกาย สุขใจ โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

พระอาจารย์มิตซูโอะท่านชี้ถึงปัจจัยแห่งความสุข จึงอยากนำบางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น ความสุขจากการสังเกต มาสรุปย่อ และคัดมาให้อ่านกันบางส่วน หากท่านได้อ่านเล่มเต็มแค่ร้อยกว่าหน้าจะยิ่งชอบใจค่ะ

  • มนุษย์ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติ ทุกภาษาทั่วโลก ต่างต้องการความสุขกันทุกคนและกำลังแสวงหาความสุขเป็นเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางกายและความสุขทางใจ

“...เมื่อประมาณปลายปีพ.ศ. ๒๕๕๒ มูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ (New Economics Foundation) ของประเทศอังกฤษได้สรุปผลการวิจัยเรื่องความสุขไว้ว่า หลังจากมีปัจจัยเบื้องต้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว การใช้จ่ายเพื่อหาสรรพสิ่งมาเพิ่ม จะไม่ได้ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นตามไปด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ความสุขไม่ได้ผันแปรไปตามปริมาณของทรัพย์สินเงินทอง...

...ในเบื้องต้นการแสวงหาปัจจัย ๔ ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน...นอกเหนือจากปัจจัย ๔ อันเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับร่างกายแล้ว การวิจัยของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ เขาก็สรุปผลว่า ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้เกิดความสุขเพิ่มมากขึ้นนั้นมีอยู่ ๕ ข้อด้วยกัน คือ

๑.     การมีเพื่อนและการมีความสัมพันธ์อันดีกับคนรอบข้าง

๒.    การที่ร่างกายได้เคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจ

๓.    การเป็นคนช่างสังเกต

๔.    การเรียนรู้อยู่เสมอ

๕.    การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่น  

……………………………………………………………….....”

ผู้เขียนเห็นว่าข้อ ๑, ๒, ๔, และ ๕ นั้น เป็นปัจจัยที่คนส่วนมากเข้าใจได้ว่าหมายความว่าอย่างไร แต่สำหรับ ข้อ ๓ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้ยิน ได้ฟังว่า การเป็นคนช่างสังเกตจะทำให้มีความสุขนั้นหมายถึงอย่างไรกันแน่

  • พระอาจารย์มิตซูโอะกล่าวว่า การสังเกตหมายถึงการเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งสิ่งแวดล้อมภายนอกและภายในจิตใจของเรา โดยอาศัยความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน

การฝึกตนให้เป็นคนช่างสังเกตให้ประโยชน์หลายอย่าง

...การสังเกตนอกจากจะเป็นทักษะในการเก็บรวบรวมข้อมูล ช่วยทำให้เกิดการเรียนรู้และมีความละเอียดรอบคอบแล้ว ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความสุข...

สิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งผู้คน รถรา อาคารบ้านเรือน ต้นไม้พืชพันธุ์ ที่เราเห็นทุกวัน เห็นจนชิน จนกลายเป็นความซ้ำซาก จำเจ ทว่าหากเราลองใส่ใจให้มากขึ้น พระอาจารย์ท่านชี้ว่า เราจะพบว่าทุกสิ่งนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเรามีโอกาสได้ไปในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เช่นไปต่างจังหวัด ไปต่างประเทศ ไปต่างถิ่น ล้วนมีสิ่งให้เราได้สังเกต เรียนรู้มากมาย เช่นได้เห็นสภาพภูมิประเทศ สภาพบ้านเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ความงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมประเพณี สิ่งเหล่านี้ให้ประสบการณ์ใหม่แก่เรา ...กระตุ้นให้คิด ให้ตั้งคำถาม ช่วยทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจได้มาก ...

การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ได้เห็น ได้สัมผัสธรรมชาติด้วยตนเองทำให้ เกิดความสบายตา สบายใจได้ ให้เราสังเกตดู เมื่อตามองเห็นต้นไม้ ดอกไม้ ใจก็ได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติแล้วก็จะหยุดคิดปรุงแต่งได้ ไม่เหมือนกับเวลาที่มองเห็นผู้หญิงสวย ผู้ชายหล่อ หรือเห็นความสวยงามของวัตถุสิ่งของ...ซึ่งกระตุ้นให้เกิดกิเลส

ตรงข้ามความงามของธรรมชาติกลับเตือนให้เรามองเห็นอนิจจัง คือความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง

...การที่เราหยุดคิดปรุงแต่งได้ เพียงแค่นี้ก็ทำให้เรามีความสุขสดชื่นได้ ...

 

ขั้นต่อไปที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นคือ

...เมื่อเราใช้ใจ เฝ้าสังเกตดูเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา รวมทั้งสภาพของร่างกายของเรา ที่จะต้องแก่ เจ็บ และ ตาย เหมือนกันหมดทุกคน ก็จะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย อดีตเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล ปัจจุบันเป็นเหตุ อนาคตเป็นผล เราต้องทำใจยอมรับความจริง และรักษา กาย วาจา ใจ เป็นศีล...

หากเรารู้จักพิจารณาและยอมรับความจริงที่เกิดกับเราทางกายภาพซึ่งเป็นเรื่องภายนอกแล้ว เราก็จะมองดูภายในจิตใจของเราได้ง่ายขึ้น อารมณ์ ความรู้สึกยินดี ยินร้ายในจิตใจของเราก็เหมือนปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเราเฝ้าสังเกตดูการกระทำ คำพูด และความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจของตัวเองได้มากเท่าไรเราก็จะรู้จักและเข้าใจตัวเองได้มากเท่านั้น...

 

จากคำสอนของท่าน การอยู่กับปัจจุบันขณะและฝึกการสังเกตสิ่งภายนอกจนสามารถน้อมใจเข้าไปสังเกตความรู้สึกภายในจิตใจของตนเอง ที่เคยชินกับการปรุงแต่งด้วยกิเลส ก็จะเริ่มมองเห็นกิเลสในจิตใจของตนเองชัดเจนขึ้น เห็นโทษของกิเลสนั้น และเห็นการผันแปร เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของอารมณ์ของเราเอง เมื่อเข้าใจ และ เพียรฝึกฝนการปล่อยวางอารมณ์ร้ายๆ ความไม่สบายใจต่างๆที่เกิดจากกิเลส ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ไม่คงที่ ไม่แน่นอน ความสุขย่อมเป็นผล

  • หลายคนเข้าใจผิดคำว่า ปล่อยวาง ไปตีความว่าหมายถึง ไม่ใส่ใจ ไม่แคร์ และให้ทิ้งเรื่องที่เป็นปัญหาไป แท้จริงแล้ว การปล่อยวาง คือ การที่เรายังคงทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำด้วย สติ-ปัญญา แต่ต้อง วาง หรือ ไม่แบกอารมณ์ร้ายๆอันเกิดจากกิเลสนานาชนิดเปรียบได้ดังแผลผุพองเน่าเหม็นน่ารังเกียจที่ทำให้เราเจ็บปวด ทุกข์ทน และผลักไสผู้คนให้อยากถอยห่างจากเรา

...ถ้าเรารู้จักปล่อยวางได้มาก ปล่อยวางได้เร็วเท่าใด จิตใจเราก็จะเบาสบาย มีความสุขกาย สุขใจได้มากเท่านั้น...

“ใจที่ดี” เปรียบเหมือนแม่เหล็กที่จะดึงดูดสิ่งที่ดีๆให้เข้ามาหาเรา อย่างน้อยสุขภาพจิตใจก็ดีขึ้น ความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนรอบข้างก็จะดีขึ้น เป็นปัจจัยให้เกิดความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคม...

 

  • โครงการ Happy Ba จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่การมีชีวิตอันอุดม มีความเต็มทางจิตวิญญาณ เปี่ยมสุขจากภายใน จากการรู้จักตนเองเป็นเบื้องต้นแล้วยอมรับในความแตกต่างของผู้คน มีความเมตตา ต่อตนเอง ต่อผู้อื่น มีสติและปัญญาในการใช้ชีวิต เกิดเป็นความแข็งแกร่งของชีวิตที่จะอยู่ได้อย่างสงบเย็น เป็นประโยชน์ท่ามกลางความวุ่นวาย ความขัดแย้ง วิกฤตต่างๆ ทั้งในระดับเล็กและใหญ่ของสังคมและโลกทั้งใบที่เรายังคงต้องอยู่ร่วมด้วยไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ