ที่จั่วหัวไว้เช่นนี้ ไม่ใช่ว่าหนังสือธรรมะไม่ดีเลยแนะให้เลิกอ่านนะครับ . . .ปัจจุบันนี้มีหนังสือธรรมะดีๆ มากมายด้วยกัน และนั่นคือเหตุผลที่ผมต้องเขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อใช้เตือนตัวเองว่า “น่าจะหยุดอ่านได้แล้วนะ

          หนังสือธรรมะส่วนใหญ่มักจะเป็นการถ่ายทอดคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้ผ่านประสบการณ์ทางธรรมมา ท่านมีจิตเมตตาช่วยชี้ทางให้เราเห็น ท่านช่วยเปิดประเด็นเพื่อให้เราก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ผมว่าตัวเราเองต่างหากที่เป็นปัญหา อาจเป็นเพราะว่าเรายังไม่มีปัญญาพอ จึงมัวแต่ไปติดอยู่กับ “นิ้วที่ใช้ชี้ดวงจันทร์” ของท่าน ครูบาอาจารย์ท่านนั้นชี้ไว้อย่างนี้ สอนไว้อย่างนี้ อาจารย์อีกที่อีกสำนักสอนไว้อีกอย่างหนึ่ง แล้วเราก็พยายามจะ “เข้าถึง” สิ่งที่ท่านสอนนี้ ด้วยความคิด (อันจำกัด) ของเรา

          อ่านอย่างไร คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ จนบางทีต้องเปลี่ยนไปศึกษาวิธีการของสำนักใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ อ่านไปเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับการช็อปปิ้งธรรมะไปวันๆ อ่านไปมากๆ ก็ “หลงผิด” คิดว่าตัวเองรู้ คิดว่าตัวเองพัฒนา สามารถสนทนาธรรมกับคนอื่นได้ โดย “ไม่รู้ตัว” เลยสักนิดว่า “ประสบการณ์ทางธรรม” ของตนนั้นยังย่ำอยู่กับที่ แม้ว่าจะอ่านหนังสือธรรมะมาหลายร้อยเล่มแล้วก็ตาม

          จึงต้องพยายามเตือนตนเองบ่อยๆ ว่า “ต้องเลิกแสวงหา หยุดการพัฒนาภูมิธรรมแบบนี้ได้แล้ว” เพราะนอกจากจะเสียเวลาแล้ว อาจจะเพิ่มพูน “อัตตา” ไป โดย “ไม่รู้ตัว” อีกด้วย  อ่านมาถึงตรงนี้ บางทีท่านอาจจะมีคำถามว่าแล้ววิธีการที่ควรจะทำล่ะ เป็นเช่นใด? อย่างที่บอกไว้ล่ะครับว่าครูบาอาจารย์ทำได้อย่างมากก็แค่ชี้ทางให้เราเท่านั้น ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ว่า “แล้วเราน่ะ ออกเดินหรือยัง?” ถ้ายังมัวแต่นั่งอ่านหนังสือ หรือใช้ความคิดเพื่อทำความเข้าใจ แสดงว่ายังไปไม่ถึงไหน แล้วนี่เมื่อไหร่จะได้พัฒนาล่ะ?

          เสียงภายในหัวอาจเถียงขึ้นว่า “ก็ยังไม่รู้เลยว่าวิธีของอาจารย์ท่านไหนใช้ได้ ใช้ไม่ได้ แล้วจะให้เดินไปได้อย่างไร?” ขอเตือนไว้ก่อนว่า “อย่าไปไว้ใจ และเชื่อความคิดในหัวที่ชอบโต้เถียงนี้มากนัก” มันมักจะมีอะไรๆ มาอ้าง มีเหตุผลต่างๆ นานาที่มาทำให้เราไม่ได้ก้าวเดินอยู่เสมอ แค่ให้รู้ว่ามีเสียงเหล่านั้นอยู่ แต่ก็ก้าวขาออกไป ลองทำดู แล้วก็จะรู้เองว่าหนทางที่กำลังเดินอยู่นั้นมันถูกหรือผิด วิธีเช็คง่ายๆ ก็คือการดูว่าถ้าเดินไปตามนั้นแล้ว “อัตตาตัวตน” มันใหญ่ขึ้นๆ ทุกที นี่ย่อมเป็นเครื่องชี้ว่ามาผิดทางแล้วแน่ๆ

          หรือหากทำไปๆ แล้วใจมันเกิด “บ้าบุญ” มากขึ้นๆ อยากไปอยู่สวรรค์ชั้นโน้นชั้นนี้ นี่ก็น่าจะมาผิดทางเช่นกัน (นะจ๊ะ) เพราะถ้าเดินมาถูกทาง เราก็น่าจะ “ปล่อยวาง” ได้มากขึ้น ความหงุดหงิดรำคาญใจ ไฟแห่งความโกรธในตัวน่าจะลดน้อยลง สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่แต่ละท่านจะต้องหมั่นเช็คตัวเอง “สอบอารมณ์” ตัวเองอยู่เสมอผ่านสิ่งที่เรียกว่า “สติ หรือ การรู้ตัว”

          สรุปว่าหนังสือธรรมะหรือคำสอนของครูบาอาจารย์เป็นได้ก็แค่เครื่องชี้ทางเท่านั้น ตัวท่านจะไปถึงจุดหมายปลายทางหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับว่าท่านนั้นได้ออกเดินทางไปบ้างแล้วหรือยัง ท่านได้ก้าวเท้าออกไปเพื่อที่จะได้มีประสบการณ์ตรงแล้วหรือยัง หรือว่าท่านยังคงนั่งอ่านหนังสือธรรมะและใช้ความคิดอยู่เหมือนผม !

                                    

                                      ภาพจาก kanchana.bth.cc