ในการออกไปสัมภาษณ์ชาวตะวันตกนั้น แม้ว่านักศึกษาบางกลุ่มจะประสบกับปัญหา แต่สุดท้าย ทุกกลุ่มก็สามารถทำได้สำเร็จด้วยความพยายามของพวกเขาเอง ซึ่งตรงกับสุภาษิตที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น (Where there is a will, there is a way.)"

           ในท้ายบันทึกเรื่อง "Let's Communicate in English" ดังภาพล่างที่สร้างเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2555 ผู้เขียนได้มอบหมายงานนักศึกษาไว้ ดังนี้ 

 

       อาจารย์ขอแจ้งข่าวดีให้นักศึกษาทราบว่า ในช่วงปลายเดือนกรฏาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม จะมีชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เข้ามาเยือนบ้านเราเป็นจำนวนมาก (ซึ่งปกติก็มีอยู่แล้วจำนวนไม่น้อย) นับเป็นโอกาสดี ที่พวกเราจะได้สื่อสารภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง จึงขอให้นักศึกษาจับกลุ่ม 4 คน เตรียมวางแผนและเตรียมการที่จะออกไปสัมภาษณ์พูดคุยกับชาวต่างชาติ โดยทุกคนในกลุ่มต้องมีโอกาสพูด และหาคนถ่าย Video Clip ให้ เพื่อนำไปเสนอในชั้นเรียน ตอนนี้ก็ขอให้ทุกคนศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยอ่านจากคำเชิญชวนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ได้เชิญชวนให้ศิลปินจากทั่วโลก มาร่วมงานปั้นและแกะสลักเทียน และร่วมงานประเพณีแห่เทียน ดังข้อความข้างล่าง

          The Tourism Authority of Thailand would like to take this opportunity to inform you about "The 7th International Wax Sculpture and Thai Candle Wax Carving, Ubon Ratchatani, Thailand"; as well as promoting the Candle Procession an annual famous festival at Ubon Ratchathani province. This year, the 7th UBON Wax Sculpture 2012, Thailand will be held during 20 July-5 Aug, 2012. The Thai Candle Festival is organized with the aim to conserve unique Thai arts and culture as well as to publicize this wonderful event to be well-known. This can also encourage future generations to realize in the value of arts. ... The list of selected artist will be announced on 5 June, 2012 by E-Mail.

Program :

19 July - Depart to Ubon Ratchathani/ Welcome Party Briefing/Start Workshop

20 -31 July : Workshop

1 Aug : Sightseeing Ubon Ratchatani

2 Aug : Attend a ceremony of Asalha Puja Day

3 Aug : Enjoy Wax procession / Thank you Party

(http://inter.tourismthailand.org/sg/home/whats-new/whats-new-info/?home_news_id=878&cHash=225e1a2e59)

        ภาพล่าง : ศิลปินชาวต่างชาติ จาก 8 ประเทศ ที่ไปร่วมกิจกรรมการปั้นและแกะสลักเทียนที่อุบลฯ  

 

       หลังจากนั้น ก็มีการเตรียมการอีกหลายขั้นตอน ตั้งแต่ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่ม เตรียมบทสัมภาษณ์โดยอาจารย์ให้ข้อชี้แนะ ให้ไปฝึกซ้อมบทให้คล่อง ให้บางกลุ่มแสดงสถานการณ์จำลองให้ดู และสุดท้ายได้ให้ข้อคิดกับนักศึกษา ด้วยใบความรู้ "7 Things Not To Do When Speaking English" ซึ่งเป็น 7 อย่างที่พึงหลีกเลี่ยง เมื่อจะต้องพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติในสถานการณ์จริง โดยตัดตอนเนื้อหามาจากแนวคิด ของ Josh ซึ่งได้เขียนขึ้น จากประสบการณ์ 2-3 ปีที่เขาได้ท่องเที่ยวและอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และได้มีโอกาสพูดคุยสนทนากับชาวต่างชาตินับพันๆ คน ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และได้พบเห็นสิ่งที่บุคคลเหล่านั้นปฏิบัติ อันจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของพวกเขา

 7 Things Not To Do When Speaking English by Josh on April 23, 2012

       I’ve spent the last few years traveling and living abroad, and during that time I’ve talked to a lot of people who spoke English as a foreign language. After talking to thousands of foreigners in English I’ve noticed several things that they do that hurt their progress as a language learner. Here are the top 7:

          1)      Don’t Be Too Ashamed To Speak (อย่าอายที่จะพูด) : There is only one way to learn how to speak English, and that is to open your mouth and speak English! The only way you will ever get better at speaking is by speaking, and speaking a lot!   

          2)      Don’t Be Afraid of Making Mistakes (อย่ากลัวว่าจะพูดผิด) : Everybody makes mistakes, even native speakers of English. Nobody is born speaking perfect English; fluency is something that takes time and hard work to achieve. There are many Americans who go through 13 years of schooling and still don’t learn how to speak English properly. You can learn from them and improve your skills.

         3)       Don’t Apologize For Your Level (ไม่ต้องกล่าวขอโทษที่ตนพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดี) : Something that really annoys me when I’m talking to someone in English is when they apologize for how much English they speak. I’ve never been offended by someone’s level of English, and I don’t get upset when someone makes mistakes.

        4)       Don’t get frustrated with yourself (อย่าเครียดเวลาพูด) : Learning English will come with a certain amount of frustration. At some point you will come to a stage where you won’t be able to fully express yourself like you would be able to in Portuguese, and there will be times when you won’t be able to find the right word to say.  …The only way to overcome this frustration is by practice, practice, practice.

         5)  Don’t take it personally when people don’t understand you (ไม่ต้องไปเอามาเป็นอารมณ์ เมื่อคนฟังไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณพูด) : … Due to the large number of English speakers in the world, there are a wide range of accents, some of which are hard to understand.

          6) Don’t compare yourself to other English Speakers (ไม่ต้องนำตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ที่พูดภาษาอังกฤษ) : No matter what level your English is at, you had to work hard to bring yourself to that level. Be proud of what you’ve accomplished and don’t be too concerned with what other people think about it.

           7) If you are fluent, or just think you are, DON’T GET COCKY (ARROGANT) (เมื่อคุณสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแล้ว ก็อย่าเพิ่งลำพองใจ) “Life (English) is a Journey Not a Destination.” (เพราะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือนการเดินทาง ไม่ใช่เป้าหมาย : นั่นคือ เป็นกิจกรรมที่ต้องทำไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด)

          ในการออกไปสัมภาษณ์ชาวตะวันตกนั้น แม้ว่านักศึกษาบางกลุ่มจะประสบกับปัญหา แต่สุดท้าย ทุกกลุ่มก็สามารถทำได้สำเร็จด้วยความพยายามของพวกเขาเอง ซึ่งตรงกับสุภาษิตที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น (Where there is a will, there is a way.) ผู้เขียนอดไม่ได้ ที่จะรู้สึกชื่นชมในลูกศิษย์ของตน ที่ได้ใช้ความพยายามในการตามหาบุคคลเป้าหมาย และกล้าที่จะสื่อสาร จึงขอกล่าวกับนักศึกษาทุกคน ทุกกลุ่มที่ทำได้สำเร็จว่า "Congratulations. You did it. (ดีใจด้วยจริงๆ พวกเธอทำได้แล้ว)" และหวังว่า ประสบการณ์ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้น ของความกล้าที่จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ ในโอกาสต่อๆ ไป    

 

        

     ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างการเขียนอนุทินของนักศึกษา จากประสบการณ์ดังกล่าว 

          รายที่ 1 นักศึกษา Section 02 สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 3 (คนซ้ายสุดในภาพล่าง)  

         (http://www.gotoknow.org/journals/entries/111909)

          เวลา 18.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2555 ข้าพเจ้านัดเจอกับเพื่อนๆเพื่อไปทำกิจกรรมการสนทนากับชาวต่างชาติ ณ บริเวณทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่การจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ซึ่งถือว่าว่าเป็นประเพณีวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวอุบลราชธานีเรามาถึง 111 ปี ซึ่งทางจัดหวัดได้จัดขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2555 เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ตระการตาสำหรับชาวอุบลและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนวัฒนธรรมอันวิจิตรศิลป์ ณ จังหวัดอุบลราชธานีแห่งนี้

        กระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง สมาชิกของกลุ่มเราก็เดินทางมากันอย่างพร้อมหน้า พร้อมตากัน และเตรียมพร้อมกับการทำกิจกรรมในวันนี้ จากนั้นพวกเราเกาะกลุ่มออกตระเวนไปเพื่อไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ แต่ในระหว่างการออกเดินหาชาวต่างชาตินั้น มันช่างมีผู้คนมากมายเสียเหลือเกิน คนเดินเบียดเสียดสีกันไปมา จนทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความแออัด ร้อนไปทั้งตัว และกระหายน้ำ จนเริ่มหงุดหงิดบ้างเล็กน้อย แต่ข้าพเจ้าและสมาชิกทุกคนก็ไม่ย่อท้อต่อสภาวะรอบข้าง เพื่อกิจกรรมของเราจะได้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ พวกเราเร่งฝีเท้าเพื่อตระเวนหาชาวต่างชาติกันต่อ กระทั่งไปเจอชาวต่างชาติมากมายหลายคนในบริเวณถนนสายเทียน แต่พวกเราก็ยังไม่กล้าเข้าไปทักทาย เพราะพวกเรายังเขินอายซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เพราะพวกเราไม่เคยทำกิจกรรมที่แปลกและท้าทายอย่างนี้มาก่อน เมื่อพวกเราได้เข้าไปทักทายขอสัมภาษณ์ขาวต่างชาติหลายต่อหลายคน แต่ผลที่ออกมากลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะภรรยาของชาวต่างชาติที่เป็นคนไทยกลับปฏิเสธการขอสัมภาษณ์ของกลุ่มพวกเรา อันมาจากสาเหตุที่ว่า ไม่ให้สัมภาษณ์บ้าง รบกวนเวลาบ้าง แต่พวกเราก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

        จนกระทั่งได้ไปพบกับชาวต่างชาติคนหนึ่ง เธอมีชื่อว่า “ดอลญ่า” เป็นชาวเยอรมัน เธอเป็นชาวต่างชาติที่ใจดี และมีอัธยาศัยไมตรีอย่างเป็นกันเอง เธอเป็นคนที่น่ารัก ตัวสูง ตาโต เธอไม่ทะนงตัว และยอมให้พวกเราสัมภาษณ์อย่างง่ายดาย เมื่อพวกเราสนทนาสัมภาษณ์เสร็จเรียบร้อย พวกเราก็ได้ร่วมกันถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก และได้กล่าวคำขอบคุณกับเธออย่างไมตรีจิต จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันไปชมงานประเพณีแห่เทียนพรรษากันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินและแอบแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า

        กิจกรรมการไปสนทนาการกับชาวต่างชาติ เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้พวกเราได้กล้าแสดงออก และมีทักษะการพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้ารู้สึกดีและมีความสุขมากๆ ในการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนในครั้งนี้ พวกเราขอขอบคุณ ผศ.วิไล แพงศรี มากๆครับ ที่ทำให้กิจกรรมการสนทนากับชาวต่างชาติบรรลุไปด้วยดี และมีความสุขในการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์แก่ตัวเราเองด้วยครับ

 

       รายที่ 2  นักศึกษา Section 03 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ชั้นปีที่ 3  (คนซ้ายสุดในภาพล่าง)

(http ://www.gotoknow.org/journals/entries/113067)

       เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555 หนูได้ร่วมทำกิจกรรมสนทนากับชาวต่างชาติ แต่ในการตามศิลปินชาวต่างชาตินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หนูและกลุ่มเพื่อนได้ตามหาคนที่อาจารย์เเนะนำให้ไปสัมภาษณ์ศิลปินชาวต่างชาติ หนูและกลุ่มเพื่อนได้ไปรอเพื่อการสัมภาษณ์แถวผลงานของศิลปิน และหนูกับกลุ่มเพื่อนก็ได้รู้ว่าศิลปินชาวต่างชาติได้ไปท่องเที่ยวกับไกด์นำเที่ยว หนูกับเพื่อนๆในกลุ่มได้โทรไปหาอาจารย์ว่าเอาชาวต่างชาตินอกเหนือจากคนที่อาจารย์แนะนำได้ไหม อาจารย์ก็บอกว่าได้ เราเลยออกเดินตามหาชาวต่างชาตินานหลายชั่วโมง แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมา พอตกเย็นก็ยังไม่ได้สัมภาษณ์ กลุ่มเพื่อนๆหนูเลยตกลงแยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อพี่จะมาตามหาชาวต่างชาติในวันถัดมา คือ วันที่ 3 สิงหาคม2555 หนูกับเพื่อนๆ ก็ยังออกตามหาชาวต่างชาติอยู่นาน แต่ก็ถูกปฏิเสธอีกเช่นเคย พอตกเย็นกลุ่มเพื่อนและหนูได้มานั่งพักในพิพิธภัณฑ์จุดที่จัดการแสดงงาน และทันใดนั้นก็ได้เจอกับศิลปินชาวต่างชาติที่อาจารย์แนะนำ จึงรีบเข้าไปทำการสัมภาษณ์ศิลปินชาวต่างชาติทันที  กิจกรรมสนทนากับชาวต่างชาติทำให้หนูได้รู้ว่า อย่าไปกลัวที่จะพูดผิด

     - ความรู้สึกตอนสัมภาษณ์ : เกร็งและตื่นเต้นมากกล้าๆกลัวๆที่จะพูดผิดในการสื่อสารกับศิลปินชาวต่างชาติ แต่ศิลปินชาวต่างชาติให้การสัมภาษณ์เป็นกันเองยิ้มแย้ม

      -ความรู้สึกหลังสัมภาษณ์ : ทำให้หนูรู้สึกหายตื่นเต้นหายเกร็ง แล้วนึกคิดกับตัวเองว่า เราก็สามารถที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้ ถึงแม้การออกเสียงหรือการพูดยังมีติดขัดบ้าง

กลุ่มหนูได้ไปสัมภาษณ์

ชื่อศิลปิน: Mr. Fabian Rucco

ประเทศ: Argentina

ชื่อผลงาน: Instructions to fly

 

        รายที่ 3 นักศึกษา Section 04 สาขาวิศวกรรมเครือข่าย ชั้นปีที่ 2 (นักศึกษาชายในภาพซ้ายที่กำลังพูด)(http://www.gotoknow.org/journals/entries/112898)

       วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13.30 น  เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆที่น่าตื่นเต้น ที่จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ในช่วงงาน The Wax festival ubon  ผมได้เรียนวิชาพฤติกรรมมนุษย์การพัฒนาตน อาจารย์ผู้สอนท่าน ผศ. วิไล  แพงศรี  สั่งให้แต่ละกลุ่มไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ เพื่อเป็นการพัฒนาตนทางด้านทักษะด้านภาษาต่างประเทศ  ซึ่งทำให้ผมตื่นเต้นมากที่จะได้นำวิชาที่เรียนมาไปใช้กับชาวต่างชาติจริงๆ สักที  และต้องเตรียมตัวอย่างมากเพราะกลัวว่าจะพูดผิดหลักภาษา และกลัวฝรั่งจะไม่เข้าใจที่เราพูด พอถึงวันที่ไปสัมภาษณ์จริงๆ ก็ได้รู้สึกว่าฝรั่งเขาใจดีมาก พยายามที่จะฟังเราพูดและใส่ใจการสัมภาษณ์ของเรา  

       ชาวต่างชาติที่ผมได้สัมภาษณ์ ชื่อ Maric .  he very  friendly. comes from Australia. "ไม่รู้เป็นไรนะพอเอ้ยชื่อประเทศนี้ขึ้นมาผมนึกถึงจิงโจ้ตลอดเลยตั้งแต่เด็กแล้ว" แล้วที่ผมภูมิใจในฐานะที่เป็นคนไทยหลังจากที่ได้ยินว่า Maric บอกว่าเขารักเมืองไทย เมืองไทยเป็นเมืองที่สวยงามมีวัฒนธรรมที่งดงามคนไทยนิสัยดี และที่สำคัญเขาก็มีภรรยาเป็นคนไทย

อาจารย์แสดงความเห็นดังนี้    

 • เขียนได้ดี แต่ให้แก้ไขภาษาอังกฤษ และภาษาไทยดังนี้

• The wax festival ubon ให้แก้อักษรตัวแรกเป็นอักษรพิมพ์ใหญ่ทุกตัว เช่น Wax

• Mr.maric ,  he very  freindly, come from Australia แก้เป็น

   Maric comes from Australia. He is very  friendly.

 • แก้ไขภาษาไทย "...ไม่รู้เป็นไรนะพอเอ้ย (เอ่ย) ชื่อประเทศนี้ขึ้นมาผมนึกถึงจิ้งโจ้ (จิงโจ้) ตลอดเลยตั้งแต่เด็กละ (แล้ว)

      ในบันทึกนี้ อาจารย์มีกติกา (เฉพาะกับนักศึกษานะคะ สำหรับกัลยาณมิตร GotoKnow : As you like it. ค่ะ) ว่า ถ้าใครจะแสดงความเห็น จะต้องเลือกว่า ชอบคำคมใดมากที่สุด ระหว่าง คำคม ๑-๖ โดยจะต้องขยายความด้วยว่า เข้าใจว่าคำคมที่เลือกมีความหมายว่าอย่างไร และทำไมจึงชอบคำคมนั้นๆ มากที่สุด สำหรับนักศึกษาที่ใช้คำแปลใน Google  ควรปรับคำแปลให้เป็นสำนวนภาษาของตน เพื่อจะได้ไม่ซ้ำกับคนอื่น และจะช่วยให้อาจารย์ สามารถประเมินทักษะทางภาษาของนักศึกษาได้ 


 

ภาคผนวก

          จากที่ผู้เขียนได้ติดตาม ณ วันที่ 5 กันยายน 2555 : 04. 30 น. พบว่า จากนักศึกษาจำนวน 31 คน ที่ได้บอกถึงความชอบของตนต่อคำคม ๑-๖ คำคมที่มีนักศึกษาชอบมากที่สุด (ประมาณ 42 %) คือ "คำคมที่ ๒ : Don't cry over the past, it's gone......(อย่าร้องไห้ ให้กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว...)"...ก็ไม่ทราบว่า ความชอบดังกล่าว แสดงนัยว่า ลูกศิษย์ของผู้เขียน ไม่ค่อยพึงพอใจกับอดีตของตนหรืออย่างไร...รองลงมา (ประมาณ 29 %) ชอบ "คำคมที่ ๓ : Learn from yesterday.....(เรียนรู้จากอดีต...)" คำคมที่มีนักศึกษาชอบน้อยที่สุดคือ "คำคมที่ 4 : Always remember you are braver than you believe...(จำไว้เสมอว่า...คุณเป็นผู้กล้า กว่าที่คุณเชื่อว่า คุณเป็น...)" และคำคมที่ยังไม่มีใครเลือกเลย คือ "คำคมที่ ๕" ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า สาเหตุที่ไม่มีใครเลือกคำคมดังกล่าว เป็นเพราะไม่แน่ใจในความหมายหรือไม่ ก็เลยให้ความหมายไว้พอเป็นแนวทาง ดังภาพล่าง (ประโยคภาษาอังกฤษในภาพขวา น่าจะถูกต้องมากกว่าประโยคในภาพซ้าย)