ในการออกไปสัมภาษณ์ชาวตะวันตกนั้น แม้ว่านักศึกษาบางกลุ่มจะประสบกับปัญหา แต่สุดท้าย ทุกกลุ่มก็สามารถทำได้สำเร็จด้วยความพยายามของพวกเขาเอง ซึ่งตรงกับสุภาษิตที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น (Where there is a will, there is a way.)"

ในท้ายบันทึกเรื่อง "Let's Communicate in English" ดังภาพล่างที่สร้างเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2555 ผู้เขียนได้มอบหมายงานนักศึกษาไว้ ดังนี้
อาจารย์ขอแจ้งข่าวดีให้นักศึกษาทราบว่า ในช่วงปลายเดือนกรฏาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม จะมีชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เข้ามาเยือนบ้านเราเป็นจำนวนมาก (ซึ่งปกติก็มีอยู่แล้วจำนวนไม่น้อย) นับเป็นโอกาสดี ที่พวกเราจะได้สื่อสารภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง จึงขอให้นักศึกษาจับกลุ่ม 4 คน เตรียมวางแผนและเตรียมการที่จะออกไปสัมภาษณ์พูดคุยกับชาวต่างชาติ โดยทุกคนในกลุ่มต้องมีโอกาสพูด และหาคนถ่าย Video Clip ให้ เพื่อนำไปเสนอในชั้นเรียน ตอนนี้ก็ขอให้ทุกคนศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยอ่านจากคำเชิญชวนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ได้เชิญชวนให้ศิลปินจากทั่วโลก มาร่วมงานปั้นและแกะสลักเทียน และร่วมงานประเพณีแห่เทียน ดังข้อความข้างล่าง
The Tourism Authority of Thailand would like to take this opportunity to inform you about "The 7th International Wax Sculpture and Thai Candle Wax Carving, Ubon Ratchatani, Thailand"; as well as promoting the Candle Procession an annual famous festival at Ubon Ratchathani province. This year, the 7th UBON Wax Sculpture 2012, Thailand will be held during 20 July-5 Aug, 2012. The Thai Candle Festival is organized with the aim to conserve unique Thai arts and culture as well as to publicize this wonderful event to be well-known. This can also encourage future generations to realize in the value of arts. ... The list of selected artist will be announced on 5 June, 2012 by E-Mail.
Program :
19 July - Depart to Ubon Ratchathani/ Welcome Party Briefing/Start Workshop
20 -31 July : Workshop
1 Aug : Sightseeing Ubon Ratchatani
2 Aug : Attend a ceremony of Asalha Puja Day
3 Aug : Enjoy Wax procession / Thank you Party
(http://inter.tourismthailand.org/sg/home/whats-new/whats-new-info/?home_news_id=878&cHash=225e1a2e59)
ภาพล่าง : ศิลปินชาวต่างชาติ จาก 8 ประเทศ ที่ไปร่วมกิจกรรมการปั้นและแกะสลักเทียนที่อุบลฯ

หลังจากนั้น ก็มีการเตรียมการอีกหลายขั้นตอน ตั้งแต่ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่ม เตรียมบทสัมภาษณ์โดยอาจารย์ให้ข้อชี้แนะ ให้ไปฝึกซ้อมบทให้คล่อง ให้บางกลุ่มแสดงสถานการณ์จำลองให้ดู และสุดท้ายได้ให้ข้อคิดกับนักศึกษา ด้วยใบความรู้ "7 Things Not To Do When Speaking English" ซึ่งเป็น 7 อย่างที่พึงหลีกเลี่ยง เมื่อจะต้องพูดภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติในสถานการณ์จริง โดยตัดตอนเนื้อหามาจากแนวคิด ของ Josh ซึ่งได้เขียนขึ้น จากประสบการณ์ 2-3 ปีที่เขาได้ท่องเที่ยวและอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และได้มีโอกาสพูดคุยสนทนากับชาวต่างชาตินับพันๆ คน ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และได้พบเห็นสิ่งที่บุคคลเหล่านั้นปฏิบัติ อันจะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของพวกเขา

7 Things Not To Do When Speaking English by Josh on April 23, 2012
I’ve spent the last few years traveling and living abroad, and during that time I’ve talked to a lot of people who spoke English as a foreign language. After talking to thousands of foreigners in English I’ve noticed several things that they do that hurt their progress as a language learner. Here are the top 7:
1) Don’t Be Too Ashamed To Speak (อย่าอายที่จะพูด) : There is only one way to learn how to speak English, and that is to open your mouth and speak English! The only way you will ever get better at speaking is by speaking, and speaking a lot!
2) Don’t Be Afraid of Making Mistakes (อย่ากลัวว่าจะพูดผิด) : Everybody makes mistakes, even native speakers of English. Nobody is born speaking perfect English; fluency is something that takes time and hard work to achieve. There are many Americans who go through 13 years of schooling and still don’t learn how to speak English properly. You can learn from them and improve your skills.
3) Don’t Apologize For Your Level (ไม่ต้องกล่าวขอโทษที่ตนพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดี) : Something that really annoys me when I’m talking to someone in English is when they apologize for how much English they speak. I’ve never been offended by someone’s level of English, and I don’t get upset when someone makes mistakes.
4) Don’t get frustrated with yourself (อย่าเครียดเวลาพูด) : Learning English will come with a certain amount of frustration. At some point you will come to a stage where you won’t be able to fully express yourself like you would be able to in Portuguese, and there will be times when you won’t be able to find the right word to say. …The only way to overcome this frustration is by practice, practice, practice.
5) Don’t take it personally when people don’t understand you (ไม่ต้องไปเอามาเป็นอารมณ์ เมื่อคนฟังไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณพูด) : … Due to the large number of English speakers in the world, there are a wide range of accents, some of which are hard to understand.
6) Don’t compare yourself to other English Speakers (ไม่ต้องนำตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ที่พูดภาษาอังกฤษ) : No matter what level your English is at, you had to work hard to bring yourself to that level. Be proud of what you’ve accomplished and don’t be too concerned with what other people think about it.
7) If you are fluent, or just think you are, DON’T GET COCKY (ARROGANT) (เมื่อคุณสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแล้ว ก็อย่าเพิ่งลำพองใจ) “Life (English) is a Journey Not a Destination.” (เพราะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เปรียบเสมือนการเดินทาง ไม่ใช่เป้าหมาย : นั่นคือ เป็นกิจกรรมที่ต้องทำไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด)
ในการออกไปสัมภาษณ์ชาวตะวันตกนั้น แม้ว่านักศึกษาบางกลุ่มจะประสบกับปัญหา แต่สุดท้าย ทุกกลุ่มก็สามารถทำได้สำเร็จด้วยความพยายามของพวกเขาเอง ซึ่งตรงกับสุภาษิตที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น (Where there is a will, there is a way.) ผู้เขียนอดไม่ได้ ที่จะรู้สึกชื่นชมในลูกศิษย์ของตน ที่ได้ใช้ความพยายามในการตามหาบุคคลเป้าหมาย และกล้าที่จะสื่อสาร จึงขอกล่าวกับนักศึกษาทุกคน ทุกกลุ่มที่ทำได้สำเร็จว่า "Congratulations. You did it. (ดีใจด้วยจริงๆ พวกเธอทำได้แล้ว)" และหวังว่า ประสบการณ์ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้น ของความกล้าที่จะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ ในโอกาสต่อๆ ไป

ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างการเขียนอนุทินของนักศึกษา จากประสบการณ์ดังกล่าว
รายที่ 1 นักศึกษา Section 02 สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ 3 (คนซ้ายสุดในภาพล่าง)
(http://www.gotoknow.org/journals/entries/111909)

เวลา 18.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม 2555 ข้าพเจ้านัดเจอกับเพื่อนๆเพื่อไปทำกิจกรรมการสนทนากับชาวต่างชาติ ณ บริเวณทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่การจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ซึ่งถือว่าว่าเป็นประเพณีวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาวอุบลราชธานีเรามาถึง 111 ปี ซึ่งทางจัดหวัดได้จัดขึ้นในวันที่ 5 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2555 เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ตระการตาสำหรับชาวอุบลและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนวัฒนธรรมอันวิจิตรศิลป์ ณ จังหวัดอุบลราชธานีแห่งนี้
กระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง สมาชิกของกลุ่มเราก็เดินทางมากันอย่างพร้อมหน้า พร้อมตากัน และเตรียมพร้อมกับการทำกิจกรรมในวันนี้ จากนั้นพวกเราเกาะกลุ่มออกตระเวนไปเพื่อไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ แต่ในระหว่างการออกเดินหาชาวต่างชาตินั้น มันช่างมีผู้คนมากมายเสียเหลือเกิน คนเดินเบียดเสียดสีกันไปมา จนทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความแออัด ร้อนไปทั้งตัว และกระหายน้ำ จนเริ่มหงุดหงิดบ้างเล็กน้อย แต่ข้าพเจ้าและสมาชิกทุกคนก็ไม่ย่อท้อต่อสภาวะรอบข้าง เพื่อกิจกรรมของเราจะได้บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ พวกเราเร่งฝีเท้าเพื่อตระเวนหาชาวต่างชาติกันต่อ กระทั่งไปเจอชาวต่างชาติมากมายหลายคนในบริเวณถนนสายเทียน แต่พวกเราก็ยังไม่กล้าเข้าไปทักทาย เพราะพวกเรายังเขินอายซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เพราะพวกเราไม่เคยทำกิจกรรมที่แปลกและท้าทายอย่างนี้มาก่อน เมื่อพวกเราได้เข้าไปทักทายขอสัมภาษณ์ขาวต่างชาติหลายต่อหลายคน แต่ผลที่ออกมากลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะภรรยาของชาวต่างชาติที่เป็นคนไทยกลับปฏิเสธการขอสัมภาษณ์ของกลุ่มพวกเรา อันมาจากสาเหตุที่ว่า ไม่ให้สัมภาษณ์บ้าง รบกวนเวลาบ้าง แต่พวกเราก็ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
จนกระทั่งได้ไปพบกับชาวต่างชาติคนหนึ่ง เธอมีชื่อว่า “ดอลญ่า” เป็นชาวเยอรมัน เธอเป็นชาวต่างชาติที่ใจดี และมีอัธยาศัยไมตรีอย่างเป็นกันเอง เธอเป็นคนที่น่ารัก ตัวสูง ตาโต เธอไม่ทะนงตัว และยอมให้พวกเราสัมภาษณ์อย่างง่ายดาย เมื่อพวกเราสนทนาสัมภาษณ์เสร็จเรียบร้อย พวกเราก็ได้ร่วมกันถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก และได้กล่าวคำขอบคุณกับเธออย่างไมตรีจิต จากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันไปชมงานประเพณีแห่เทียนพรรษากันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินและแอบแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า
กิจกรรมการไปสนทนาการกับชาวต่างชาติ เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้พวกเราได้กล้าแสดงออก และมีทักษะการพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้ารู้สึกดีและมีความสุขมากๆ ในการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนในครั้งนี้ พวกเราขอขอบคุณ ผศ.วิไล แพงศรี มากๆครับ ที่ทำให้กิจกรรมการสนทนากับชาวต่างชาติบรรลุไปด้วยดี และมีความสุขในการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์แก่ตัวเราเองด้วยครับ
รายที่ 2 นักศึกษา Section 03 สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ชั้นปีที่ 3 (คนซ้ายสุดในภาพล่าง)
(http ://www.gotoknow.org/journals/entries/113067)
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2555 หนูได้ร่วมทำกิจกรรมสนทนากับชาวต่างชาติ แต่ในการตามศิลปินชาวต่างชาตินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หนูและกลุ่มเพื่อนได้ตามหาคนที่อาจารย์เเนะนำให้ไปสัมภาษณ์ศิลปินชาวต่างชาติ หนูและกลุ่มเพื่อนได้ไปรอเพื่อการสัมภาษณ์แถวผลงานของศิลปิน และหนูกับกลุ่มเพื่อนก็ได้รู้ว่าศิลปินชาวต่างชาติได้ไปท่องเที่ยวกับไกด์นำเที่ยว หนูกับเพื่อนๆในกลุ่มได้โทรไปหาอาจารย์ว่าเอาชาวต่างชาตินอกเหนือจากคนที่อาจารย์แนะนำได้ไหม อาจารย์ก็บอกว่าได้ เราเลยออกเดินตามหาชาวต่างชาตินานหลายชั่วโมง แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับมา พอตกเย็นก็ยังไม่ได้สัมภาษณ์ กลุ่มเพื่อนๆหนูเลยตกลงแยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อพี่จะมาตามหาชาวต่างชาติในวันถัดมา คือ วันที่ 3 สิงหาคม2555 หนูกับเพื่อนๆ ก็ยังออกตามหาชาวต่างชาติอยู่นาน แต่ก็ถูกปฏิเสธอีกเช่นเคย พอตกเย็นกลุ่มเพื่อนและหนูได้มานั่งพักในพิพิธภัณฑ์จุดที่จัดการแสดงงาน และทันใดนั้นก็ได้เจอกับศิลปินชาวต่างชาติที่อาจารย์แนะนำ จึงรีบเข้าไปทำการสัมภาษณ์ศิลปินชาวต่างชาติทันที กิจกรรมสนทนากับชาวต่างชาติทำให้หนูได้รู้ว่า อย่าไปกลัวที่จะพูดผิด
- ความรู้สึกตอนสัมภาษณ์ : เกร็งและตื่นเต้นมากกล้าๆกลัวๆที่จะพูดผิดในการสื่อสารกับศิลปินชาวต่างชาติ แต่ศิลปินชาวต่างชาติให้การสัมภาษณ์เป็นกันเองยิ้มแย้ม
-ความรู้สึกหลังสัมภาษณ์ : ทำให้หนูรู้สึกหายตื่นเต้นหายเกร็ง แล้วนึกคิดกับตัวเองว่า เราก็สามารถที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้ ถึงแม้การออกเสียงหรือการพูดยังมีติดขัดบ้าง
กลุ่มหนูได้ไปสัมภาษณ์
ชื่อศิลปิน: Mr. Fabian Rucco
ประเทศ: Argentina
ชื่อผลงาน: Instructions to fly
รายที่ 3 นักศึกษา Section 04 สาขาวิศวกรรมเครือข่าย ชั้นปีที่ 2 (นักศึกษาชายในภาพซ้ายที่กำลังพูด)(http://www.gotoknow.org/journals/entries/112898)

วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555 เวลา 13.30 น เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆที่น่าตื่นเต้น ที่จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ในช่วงงาน The Wax festival ubon ผมได้เรียนวิชาพฤติกรรมมนุษย์การพัฒนาตน อาจารย์ผู้สอนท่าน ผศ. วิไล แพงศรี สั่งให้แต่ละกลุ่มไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ เพื่อเป็นการพัฒนาตนทางด้านทักษะด้านภาษาต่างประเทศ ซึ่งทำให้ผมตื่นเต้นมากที่จะได้นำวิชาที่เรียนมาไปใช้กับชาวต่างชาติจริงๆ สักที และต้องเตรียมตัวอย่างมากเพราะกลัวว่าจะพูดผิดหลักภาษา และกลัวฝรั่งจะไม่เข้าใจที่เราพูด พอถึงวันที่ไปสัมภาษณ์จริงๆ ก็ได้รู้สึกว่าฝรั่งเขาใจดีมาก พยายามที่จะฟังเราพูดและใส่ใจการสัมภาษณ์ของเรา
ชาวต่างชาติที่ผมได้สัมภาษณ์ ชื่อ Maric . he very friendly. comes from Australia. "ไม่รู้เป็นไรนะพอเอ้ยชื่อประเทศนี้ขึ้นมาผมนึกถึงจิงโจ้ตลอดเลยตั้งแต่เด็กแล้ว" แล้วที่ผมภูมิใจในฐานะที่เป็นคนไทยหลังจากที่ได้ยินว่า Maric บอกว่าเขารักเมืองไทย เมืองไทยเป็นเมืองที่สวยงามมีวัฒนธรรมที่งดงามคนไทยนิสัยดี และที่สำคัญเขาก็มีภรรยาเป็นคนไทย
อาจารย์แสดงความเห็นดังนี้
• เขียนได้ดี แต่ให้แก้ไขภาษาอังกฤษ และภาษาไทยดังนี้
• The wax festival ubon ให้แก้อักษรตัวแรกเป็นอักษรพิมพ์ใหญ่ทุกตัว เช่น Wax
• Mr.maric , he very freindly, come from Australia แก้เป็น
Maric comes from Australia. He is very friendly.
• แก้ไขภาษาไทย "...ไม่รู้เป็นไรนะพอเอ้ย (เอ่ย) ชื่อประเทศนี้ขึ้นมาผมนึกถึงจิ้งโจ้ (จิงโจ้) ตลอดเลยตั้งแต่เด็กละ (แล้ว)



จากที่ผู้เขียนได้อ่านมาข้างต้นทำให้ผู้เขียนรู้สึกประทับใจมากๆค่ะ การที่นักศึกษาเราได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง เเละประสบการณ์ที่ได้ไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ ก็เท่ากับว่าได้พัฒนาด้านทักษะภาษาอังกฤษไปในตัวค่ะ
ชอบคำคมที่6 ค่ะ
"change your thoughts and you change your world."
หมายความว่า "การที่คุณคิดจะเปลี่ยนเเปลง คุณเเละโลกของคุณก็จะเปลี่ยนเเปลงไปด้วย"
ชอบคำคมนี้เพราะทำให้ผู้อ่านได้ข้อคิดในการที่จะเปลี่ยนเเปลงตัวเอง อย่างที่คำคมได้บอกไว้ว่า การคิดที่จะเปลี่ยนเเปลงก็เท่ากับหลายๆอย่างที่ไม่ดีก็จะดีขึ้น เปลี่ยนเเปลงไปไม่มากก็น้อยค่ะ
ต้องขออภัยไว้ด้วยนะค่ะ ถ้าผู้เขียนได้เเปลความหมายผิดพลาดไป
ต้องขอบคุณอาจารย์วิไล แพงศรี มากนะคะ ที่ฝึกให้นักศึกษากล้าแสดงออก จากการไปสัมภาษณ์กับชาวต่างชาติ ทำให้ดิฉันรู้ว่าการจะพูดคุยกับชาวต่างชาตินั้นมันไม่ยากอย่างที่เราคิด และชอบประโยคแรกค่ะ ที่ว่า
" Yesterday is history. เมื่อวาน คือ อดีต
Tomorrow is mystery. วันพรุ่งนี้เป็นเรื่องลึกลับ
Today is a gift. วันนี้เป็นวันที่ระลึก "
ชอบคำคมนี้ เพราะทำให้เรารู้ว่า เวลาเราทำอะไรในแต่ละวันนั้น เราจะต้องทำด้วยความตั้งใจ และเมื่อเวลาผ่านไปเราก็ไม่อาจย้อนกลับมาแก้ไขอะไรที่เราทำไปในเมื่อวานได้ และในวันข้างหน้าของเรา เราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สรุปแล้วเราจะต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด
* ขอบคุณอาจารย์ วิไล มากค่ะ ที่ได้นำกิจกรรมดีๆ ที่สามารถเพิ่มทักษะทางภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษา อีกทั้งยังช่วยให้มีความกล้าแสดงออก รู้จักการทำงานเป็นทีม ขอขอบพระคุณค่ะ
* สำหรับคำคมที่ดิฉันชอบคือ หมายเลข ๒
Don't cry over the past, It's gone.
Don't stress about the future, It's hasn't arrived.
Live in the present and make it beautiful.
หมายความว่า..อย่าร้องไห้กว่าอดีตที่ผ่านมา,มันได้ผ่านไปแล้ว
อย่าให้ความสำคัญกับอนาคต,มันยังมาไม่ถึง
อยู่ในปัจจุบันและทำมันให้สวยงาม
เหตุผลที่ดิฉันชอบคำคมที่๒ เพราะความหมายที่ บอกให้เราเข้มแข็ง อย่านำเรื่องราวในอดีตมาคิดมากแต่ให้นำมาเป็นบทเรียน อย่าไปกังวลว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ขอแค่เราทำในแต่ละวันของชีวิตให้เต็มที่และมีความสุขกับสิ่งที่ทำค่ะ
"Learn from yesterday live for today hope for tomorrow."
เรียนรู้จากเมื่อวานนี้มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้หวังถึงวันพรุ่งนี้
การที่นักศึกษาได้ไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ ทำให้นักศึกษากล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าสนทนาและได้ประสบการณ์ด้วยค่ะ
ชอบคำคมที่ 2
Don't cry over the past, It's gone.
หมายความว่า...อย่าร้องไห้กับอดีตที่ผ่านมา,ให้มันผ่านไปแล้ว
การที่นักศึกษาได้ไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ ทำให้นักศึกษากล้าที่จะใช้ภาษาอังกฤษมากชึ้น และเป็นการฝึกทักษะของนักศึกษาด้วย
สำหรับคำคมที่ผมชอบคือ หมายเลข ๒
หมายความว่า
เหตุผลที่ผมชอบคำคมนี้คือ เป็นคำคมที่ให้กำลังใจผมมากในการใช้ชีวิต ในการใช้ของชีวิตคนเรานั้นอย่าไปยึดติดกับสิ่งที่ไม่ดีที่ผ่ามมาควรเลือกจำแต่สิ่งที่ดีๆ อะไรที่ทำให้เราไม่สบายใจก็ทิ้งมันไปให้หมด เริ่มต้นใหม่กับชีวิตใหม่ๆวันใหม่ๆ วันพรุ่งนี้ที่สดใสยังรออยู่
2) และให้ทุกคนเลือกเขียนอนุทินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จาก 3 เหตุการณ์ คือ 1) ประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดจากการไปสนทนากับชาวต่างชาติ 2) ประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดจากการมีส่วนร่วมในวันอาสาฬหบูชา และ/หรือวันเข้าพรรษา และ 3) ประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดจากการทำกิจกรรมในช่วงวันแม่ (ปริศนา มาลาสายไม่ต้องเขียนอีก แต่ต้องแก้ไขชื่อที่ใช้ใน GotoKnow ให้ถูกต้องก่อน จึงจะได้รับการประเมิน) อาจารย์คะหนูเข้าใจว่าอาจารย์ให้เลือกทำ 3 ข้อนี้ค่ะ หนูก็เลยบันทึกเกี่ยวกับวันเข้าพรรษา และหนูได้บันทึกวันที่ผิดไป ตอนนี้หนูได้แก้ไขอนุทินแล้วค่ะ และหนูจะบันทึกประสบการที่ไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติด้วยค่ะ รบกวนอาจารย์เข้าไปประเมินอีกครั้งนะคะขอบพระคุณค่ะ
จากการที่อาจารย์ให้นักศึกษาไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ทำให้เราได้พูดคุยกับชาวต่างชาติ ทำให้เรากล้าแสดงและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากค่ะ
ประโยคคำคมที่ชอบคือ คำคม ที่ ๓
Learn from yesterday เรียนรู้จากเมื่อวาน
Live for today มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้
Hope for tomorrow หวังเพื่อวันพรุ่งนี้
เหตุผลเพราะ>>>>คำคมนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เรามีกำลังใจ แม้ อดีตทีผ่านมาจะกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ แต่เราควรนำสิ่งที่ผิดพลาดนั้นมาเป็นบทเรียนคอยย้ำเตือนให้เราสู้เพื่อวันนี้และวันข้างหน้าอย่างมีความหวัง
ไม่มีอะไรเสียเวลาไปมากกว่า การคิดที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอดีต ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไป ที่จะทำใหสิ่งที่ตนฝัน .. ในทุกปัญหาย่อมมีวิธีคลี่คลายที่ถูกจุดและมีช่วงเวลาแก้ที่เหมาะสม อยู่ที่เราเองเท่านั้น ว่าจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ และเปลี่ยนแปลงมันอย่างไร ที่สำคัญอย่ายอมแพ้...ถ้ายังไม่หมดเวลา.
หนูชอบคำคมที่ ๒ ค่ะ
Don't cry over the past, It's gone.
หมายความว่า..อย่าร้องไห้กว่าอดีตที่ผ่านมา,มันได้ผ่านไปแล้ว
สวัสดีค่ะ อ.ผศ. วิไล แพงศรี ขอขอบพระคุณสำหรับคำชี้แนะ และมอบโอกาสดีๆ ให้พวกเราสามารถเรียนรู้และได้ประสบการณ์จากการศึกษานอกห้องเรียน ทำให้พวกเรามีความกล้าแสดงออกและเรียนรู้ได้จากสถานการณ์จริง
สำหรับคำคมที่ข้าพเจ้าชอบมากที่สุด คือ คำคมหมายเลข ๓ ค่ะ
Learn from yesterday.
Live for today.
Hope for tomorrow.
เรียนรู้จากอดีต
อยู่กับปัจจุบัน
มีความหวังเพื่ออนาคต
เหตุผลที่ชอบคำคมนี้ คือ สิ่งที่ผิดพลาดจากอดีตเป็นครูสอนเราได้ดีที่สุด และควรมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันทำให้มีคุณค่าเพื่ออนาคตที่ดีในภายภาคหน้าค่ะ
ขอขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆนี้นะค่ะ
การที่ได้ไปสัมภาษณ์คนต่างชาติคือการได้ศึกษาภาษาอังกฤษนอกสถานที่ค่ะ ขอบคุณ อ.วิไล แพงศรี ที่มอบโอกาสดี ๆ ให้กับนักศึกษา คำคมที่หนูชอบคือ คำคมที่2
หมายความว่า. อย่าร้องไห้กว่าอดีตที่ผ่านมา,มันได้ผ่านไปแล้ว อย่าให้ความสำคัญกับอนาคต,มันยังมาไม่ถึง อยู่ในปัจจุบันและทำมันให้สวยงาม
เหตุผลที่ชอบคำคมที่ 2 เพราะความหมายทำให้เราได้เรียนรู้ได้อยู่กับเรื่องราวในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องในอดีตที่ผ่านมาแก้ไขไม่ได้ และรวมถึงเรื่องของอนาคตที่ยังมาไม่ถึงค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ จากที่ได้อ่านบันทึกนี้แล้ว หนูมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่หนูและเพื่อนๆได้มีโอกาสได้ไปสื่อสารภาษาอังกฤษในสถานการณ์จริง เพราะได้เรียนรู้ประสบการณ์ กล้าแสดงออกมากขึ้น และได้พัฒนาทักษะในการสนทนาภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ซึ่งโอกาสอย่างนี้หาได้ยากมากถึงแม้การเรียนรู้จากสถานจริงนี้จะมีอยู่มากมาย แต่ว่าโอกาสที่จะทำนั้นมีน้อยมาก ขอบคุณอาจารย์มากนะค่ะที่ทำให้หนูและเพื่อนๆมีโอกาสได้ทำกิจกรรมนี้
สำหรับคำคมที่ข้าพเจ้าชอบมากที่สุด คือ คำคมหมายเลข ๓ ค่ะ
Learn from yesterday.
Live for today.
Hope for tomorrow.
หมายความว่า: สะสมความรู้มาตั้งแต่ในอดีต มีสติรู้ตัวอยู่ในปัจจุบัน มีความหวังต่ออนาคต
เหตุผลที่ชอบคำคมนี้ คือ เป็นคำคมที่บ่มชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะที่ว่าสะสมความรู้มาตั้งแต่ในอดีต นั้นก็จะทำให้เราได้มีประสบการณ์ในการดำเนินชีวิต มีสติรู้ตัวอยู่ในปัจจุบัน คือ รู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความจริง และมีความหวังต่ออนาคต คือ เราควรจะมีความฝัน ความเชื่อว่าเราจะทำได้จริงๆ เพื่ออนาคตที่ดีต่อไป
ขอขอบคุณอาจารย์มากครับที่ทำให้เรามีประสบณ์การสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ ผมชอบ 2 คำคมที่ว่า
Don't stress about the future, It's hasn't arrived.
Live in the present and make it beautiful.
อย่าให้ความสำคัญกับอนาคต,มันยังมาไม่ถึง
ขอบพระคุณอาจารย์มากนะคะที่ได้จัดกิจกรมดีๆขึ้นมา ทำให้หนูได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะหลายด้าน เช่น การทำงานร่วมกันเป็นทีม การฝึกใช้ภาษา ไทย-อังกฤษ ฯ
Don't cry over the past, It's gone.
Don't stress about the future, It's hasn't arrived.
Live in the present and make it beautiful.
หมายความว่า..อย่าร้องไห้กับอดีตที่ผ่านมา,มันได้ผ่านไปแล้ว
อย่าให้ความสำคัญกับอนาคต,มันยังมาไม่ถึง
อยู่ในปัจจุบันและทำมันให้สวยงาม
เหตุผลที่ชอบคำคมที่ 2 เพราะทำให้หนูรู้สึกว่า เราไม่ควรยึดติดกับอดีต แต่ควรเอาบทเรียนในอดีตนั้นเตือนใจเรา เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจในภายภาคหน้าอีก และควรทำวันนี้ให้ดีที่สุด อนาคตก็จะสดใสเอง
ขอบคุณอาจารย์ วิไล มากค่ะที่มีกิจกรรมดีๆ ให้นักศึกษา ได้กล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้องและความสามัคคีในกลุ่ม
สำหรับคำคมที่ชอบ คือคำคมที่ ๒
Dont , cry over the past, it,s gone
Don,t stress about the future, it,s hasn,t arrived.
Live in the present and make it beactiful.
ความหมายว่า อย่าร้องไห้กับอดีตที่ผ่านมา มันผ่านไปแล้ว อย่าให้ความสำคัญกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง อยู่ในปัจจุบันทำมันให้สวยงาม
เหตุผลที่ดิฉันชอบคำคม เพราะ บอกให้เราเข้มแข็ง อย่าไปเสียใจกับเรื่องอดีตที่ผ่านมาปัจจุบันเราทำให้ดีที่สุด อนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
อาจารย์ค่ะ หนูได้เขียนอนุทินตามวันเวลาที่อาจารย์กำหนดแล้ว เรื่องข้อมูลและความรู้สึกที่ไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ วันนี้หนูไม่ได้ไปเรียน เนื่องจากติดภารกิจงานศพคุณตาน้องของคุณยายหนู วันนี้เป็นวันเผาเลยไม่ได้ไปเรียนตามปกติ ตอนนี้เพิ่งเสร็จจากงานแล้วหนูโทไปถามเพื่อนว่าเรียนวันนี้เป็นไงบ้าง แต่เพื่อนบอกว่าอาจารย์บอกว่าหนูไม่ได้เขียนอนุทิน แต่หนูเขียนแล้วตามวันเวลาที่กำหนดด้วย หนูอยากรบกวนอาจารย์เข้าไปเช็คใหม่ได้ไหมค่ะ
ขอบคุณ อาจารย์ วิไล แพงศรี ค่ะ ที่ได้นำกิจกรรมดีๆมาให้นักศึกษาได้ค้นคว้าเรียนรู้เพิ่มเติม สำหรับคำคมที่ชอบ คือ คำว่า
"Learn from yesterday live for today hope for tomorrow."
หมายความว่า เรียนรู้จากเมื่อวานนี้ มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้ สำหรับความหวังในวันพรุ่งนี้
เหตุผลที่เลือกคำคมนี้เพราะว่า แม้ว่าอดีตเราอาจมีเรื่องราวที่ไม่ดีไม่น่าจดจำแต่เราจะยังอยู่กับวันนี้ได้อย่างมีความสุขเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
ขอขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆ ที่มีกิจกรรมในฝึกให้เกิดการพัฒนาตนไปในตัว
สำหรับผมชอบ คำคมที่ ๑
" yesterday is history tomorrow is a mystery today is a gift "
แปลว่า "“เมื่อวานคืออดีตที่ผ่านเลยไปถึงพรุ่งนี้สุดที่จะหยั่งรู้ในวันนี้คือรางวัลชีวิต”
เหตุผลที่ชอบคือ คำคมความนี้ทำให้ผมได้คิดหลายๆอย่าง "ชีวิตของคนเราไม่มีอะไรแน่นอนไม่ว่าจะวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ สำหรับอนาคตหรือวันพรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้นก็ยังไม่รู้ ในวันนี้เราทำปัจุบันให้ดีที่สุดก็พอ "
สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูได้อ่านบันทึกแล้วก็รู้สึกนึกถึงวันที่ไปสัมภาษณ์ชาวต่างชาติ ครั้งนั้นรู้สึกตื่นเต้นมากๆ แต่ก็ได้ประสบการณ์และได้ฝึกความกล้าของตัวเอง หนูขอขอบพระคุณอาจารย์ที่สอนให้หนูได้กล้าในสิ่งที่ถูกต้องค่ะ
สำหรับคำคมที่หนูชอบมากที่สุด คือ
"Learn from yesterday live for today hope for tomorrow."
หมายความว่า "เรียนรู้จากวันวาน,ใช้ชีวิตในปัจจุบัน,มีความหวังสำหรับวันพรุ้งนี้"
เหตุผลที่เลือก คือ คำคมนี้ทำให้หนูคิดถึงตัวตนของหนูเอง ว่าเราใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีที่สุด และนำประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสอนตัวเอง อนาคตเราก็หวังให้เป็นไปด้วยดี (แต่อนาคตที่ดี ขึ้นอยู่กับปัจจุบันที่เราทำ)
รับทราบงานที่อาจารย์สั่งแล้วน่ะค่ะ