แวะทานข้าวมื้อแรก ได้อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ฉบับวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๕ ณ เชียงใหม่
ในคอลัมน์ "หมายเหตุประเทศไทย" ของ
คุณ "ลม เปลี่ยนทิศ"

 

 

เด็กไทยไอคิวต่ำกว่าพม่า

๕ ล้านคนหายจากโรงเรียน

 

มีข้อมูลสำคัญ ๆ ดังนี้ครับ

 

ผลการสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญาเด็กนักเรียนไทยปี ๒๕๕๔
และการกระจายระดับสติปัญญารายภาค ปี ๒๕๕๕ ของ กรมสุขภาพจิต
ซึ่งสำรวจจากเด็กนักเรียนระดับ ป.๑ - ม.๓ ในโรงเรียนทุกสังกัด ๗๖ จังหวัด
ทั่วประเทศ จำนวน ๗๒,๗๘๐ คน เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ - มกราคม ๒๕๕๔

ผลออกมา เด็กนักเรียนไทยมีไอคิวหรือสติปัญญาเฉลี่ยอยู่ที่ ๙๘.๕๙
ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ต่ำกว่าค่ากลางมาตรฐานสากล ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๐๐ และ
เมื่อ เทียบสติปัญญาเด็กไทย กับ ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน แล้วพบว่า
เด็กไทยมีสติปัญญาเฉลี่ยต่ำกว่าเด็กพม่า
แต่ถือว่าดีขึ้น
เพราะการสำรวจปี ๒๕๔๙ เด็กไทยมีสติปัญญาเท่ากับเด็กเขมร เท่านั้น



ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาทางการวิชาการ สำนักงานส่งเสริมแห่ง
การเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ออกมาเปิดเผยว่า
ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีเด็กไทย ๕,๗๕๒,๕๐๐ คนหายไปจากโรงเรียน

ทั้ง ๆ ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบังคับให้รัฐต้องจัดการศึกษาภาคบังคับ
ให้เด็กไทยอย่างทั่วถึงเป็นเวลา ๑๒ ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาล

เด็กไทยกว่า ๕.๗ ล้านคนที่หายไปจากโรงเรียน คิดตามจำนวนประชากรไทย
๖๕ ล้านคน เป็นสถิติสูงเกือบ ๑๐% ของคนไทยทั้งประเทศ ถ้าคิดเทียบ
กับจำนวนเด็กไทยในระบบการศึกษาด้วยกัน เปอร์เซ็นต์จะต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

 

เด็กไทยกว่า ๕.๗ ล้านคนที่หายไปจากโรงเรียนกลายเป็นผู้ขาดโอกาส
ทางการศึกษา พวกเขาหายไปไหน ผลสำรวจแบ่งออกเป็น ๑๓ กลุ่ม เช่น

 

๑,๗๐๐,๐๐๐ คน ป่วยเป็น โรคออทิสติก
๓๐๐,๐๐๐ คน เป็น เด็กไร้สัญชาติ
๒๕๐,๐๐๐ คน เป็น ลูกของแรงงานต่างด้าว
๑๖๐,๐๐๐ คน เป็น เด็กที่อยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร
๑๐๐,๐๐๐ คน เป็น แม่วัยใสที่ท้องมีลูกตั้งแต่เด็ก
๘๘,๗๓๐ คน เป็น เด็กกำพร้าที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง
๕๐,๐๐๐ คน เป็น เด็กที่ติดเชื้อเอดส์ไปจากพ่อม่
๕๐,๐๐๐ คน เป็น เด็กที่ก่ออาชญากรรมถูกดำเนินคดี
๓๐,๐๐๐ คน เป็น เด็กเร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัย
๒๕,๐๐๐ คน เป็น เด็กที่ถูกบังคับให้ค้าประเวณี
๑๐,๐๐๐ คน เป็น ถูกบังคับใช้แรงงานที่อายุต่ำกว่า ๑๕ ปี
๑๐,๐๐๐ คน เป็น เด็กติดยา

 

จากข้อมูลเก่าของสภาการศึกษาที่สำรวจเมื่อปี ๒๕๔๐ - ๒๕๕๑ พบว่า
เด็กไทยหลุดจากระบบการศึกษาก่อนจบ ม.๓ มี ๒๐%
หลุดก่อนจบ ม.๖ อีก ๓๐% เหลือสอบเข้ามหาวิทยาลัย ๓๕%
และมีเพียง ๑ ใน ๓ เท่านั้นที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

 

คุณ ลม เปลี่ยนทิศ สะท้อนความรู้สึกในตอนท้ายบทความว่า ...

ทั้ง ๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการ มีงบการศึกษาปีละกว่า ๔ แสนล้านบาท
เอาไปละเลงอะไรก็ไม่รู้ ล่าสุดคือ แท็บเล็ต แต่การศึกษาที่แท้จริงของ
เด็กไทยกลับต่ำเตี้ย จนมีสติปัญญาแพ้เด็กพม่า ที่ทุกอย่างล้าหลังกว่าไทย
หลายสิบปี

 

 

แง่มุมที่ผมมีความสนใจ คือ

 

๑. ผมมีความคิดเห็นส่วนตัวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยังคงมีแต่
พวกนักการเมืองที่ใช้ประชานิยมเข้ามาทำงานอยู่ในกระทรวงนี้เสมอ
ไ่ม่ใช่ คนที่มองระบบการศึกษาไทยได้อย่างแตกฉานอย่างแท้จริง
มาแค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความไร้ประสิทธิภาพ ทำลายระบบการศึกษา
ของชาติให้ล่มสลาย พิกลพิการอย่างไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะฟื้นคืน
แถมข้าราชการระดับสูงก็ำทำเพื่อเก้าอี้ตัวเองมากกว่าเ็ด็กไทยตาดำ ๆ
แย่งชิงกันเป็นบ้าเป็นหลัง หลงเงินทอง อำนาจ ตำแหน่ง สายสะพาย
ยิ่งเรามีคนแบบนี้มากขึ้นเท่าใด ชาิิติไทยยิ่งล่มจมเท่านั้น

 

๒. ในฐานะผมเป็นครูของครู และมองเห็นความไม่ตั้งใจเรียนของ
คนที่มีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ตัวเลข ๑ ใน ๓ ของผู้ที่ได้รับโอกาส
มันสะท้อนอะไรหลายอย่างให้คนที่มีโอกาสควรทำตัวเองให้ดีที่สุด
ตั้งใจเรียนที่สุด เพราะยังมีคนอีกถึง ๖๕% ไม่มีโอกาสนี้

 

 

เป็นเรื่องน่าเศร้าของวงการศึกษาไทย ที่มีแต่มอดปลวกที่คอยแทะเล็ม
ร่างเล็ก ๆ ที่เป็นอนาคตของชาติเราจนไม่เหลือเนื้อดี ๆ

ถึงอย่างไร หากเราทุกคนที่มีโอกาสทำอะไรบางอย่างเพื่อให้
สังคมการศึกษาไทยมันดีขึ้น ก็ควรทำ
ไม่ต้องนั่งรอว่า ใครจะลงมือก่อน

 

ทุกอย่างอยู่ในมือเราเองนั่นแหละ

 

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...