"ใกล้ถึงบ้านแล้ว อีกนิดเดียว" ผมคิดในใจ
ในขณะที่ขี่รถเครื่องประจำตัวกลับบ้าน
หลังจากการแวะตลาดเพื่อซื้อ "ผัดไทกุ้งสด"
เป็นอาหารเย็นเข้าไปทานที่บ้าน "สไปร์ท ๑.๕ ลิตร"
และ "หมีน้อย Love Mom" ติดมือมา ๑ ตัว
(ตั้งใจจะให้ลูกศิษย์ครูเป็นเลิศคนหนึ่ง)
เวลานั้นเป็นเวลาทุ่มกว่าเืกือบใกล้ถึง ๒ ทุ่มแล้ว
เป้อยู่หน้ารถ กระเป๋าห้อยอยู่ตรงกระจก
แต่มีกระเป๋าเอกสารอีกใบวางไว้ในตะกร้าหน้ารถ
ส่วนของที่พึ่งซื้อมาห้อยอยู่ตามแฮนด์ที่พอจะห้อยได้
ผมขี่รถมาตามเส้นทางที่คุ้นเคย แต่ถนนเส้นนี้เสียอย่างเดียวคือ
ไฟถนนไม่มี ต้องอาศัยไฟหน้ารถ และไฟนีออนข้างทาง
ระหว่างที่ผมกำลังขี่ตรงมาด้วยความเร็ว ๖๐ - ๗๐ กิืโลเมตรต่อชั่วโมง
บริเวณจุดตัดหน้าวัดโขงขาว ทางข้ามจากซ้ายไปขวาจะมีรถที่สัญจร
ของชาวบ้านแถวนั้นทุกวัน เพราะเป็นการข้ามหมู่กันไป ๆ มา ๆ
ผมเห็นแล้วว่า มีรถกระบะ ๔ ประตูคันหนึ่งกำลังจอดรถรอเพื่อข้ามฝั่ง
รถคันนี้เขาจอดรถให้รถทางตรงอย่างผมไปก่อน
มีรถเครื่องนำหน้าผมนิดเดียว ผ่านไปได้
แต่พอรถผมเข้าใกล้ระยะ ประมาณ ๓ - ๔ เมตร
รถกระบะคันนั้นกลับขับรถออกมาเพื่อข้ามทางทันที
คุณเคยรู้สึกวูบไหม ?
ความรู้สึกตอนนั้นเป็นเศษเสี้ยววินาทีที่ผมต้องตัดสินใจ
เหมือนหนังสโลโมชั่น ผมใช้ทั้งเบรคหน้าและเบรคหลัง
แต่มันเกินจะหยุดอยู่ได้จริง ๆ เพราะระยะมันกระชั้นมาก ๆ
รถผมพุ่งชนกลางคันของรถคันนั้นเต็มแรง ตัวผมล้มลงบิดไปทางขวามือ
มือขวาผมพยายามเกาะแฮนด์ที่เป็นคันเร่งอย่างเต็มที่
แต่แรงเหวี่ยงสะบัดผมให้นอนหงายทางซ้ายมือของรถ
ข้าวของกระจายตกเต็มท้องถนน ผมมองเห็นคันนั้นเคลื่อนตัวต่อไป
โดยไม่หยุด ผมคิดเองในใจว่า เขาจะหนี แต่ผมก็ไม่สนใจแล้ว
ละความสนใจมาที่ตัวเองก่อน พยายามลุกขึ้นให้เร็วที่สุด
มองรถยนต์ที่สวนทางมา เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้รถที่สวนทางมาตามมาซ้ำ
คุณเคยเห็นใครเมื่อถูกรถชนแล้วลุกขึ้นยืนแบบงง ๆ
เดินวนไปวนมา ๒ - ๓ วินาทีไหม ผมเป็นนะ เหมือนถูกชกแล้วมึนหัว
ผมเดินวนไปมาเหมือนจะพยายามเรียก "สติ" ให้กลับคืนมาเร็วที่สุด
และพยายามคิดว่าเราจะทำอะไรก่อน ๒ - ๓ นาที แต่นานเหมือนชั่วโมง
ผมตัดสินใจมองรถที่สวนมาว่า ปลอดภัยหรือยัง
หลังจากนั้นยกรถเครื่องขึ้นมา แต่เกียร์มันค้างอยู่
ผมมึนงง แต่จำได้ว่า มีคนขี่รถเครื่องใจดีหนึ่ง
เข้ามาช่วยเหลือผม ลากรถเข้ามาด้านซ้ายมือของถนน หน้าวัดพอดี
ระหว่างนั้น ผมเห็นแล้วล่ะว่า รถที่ตัดหน้าผมเมื่อกี้ "หยุด" อยู่ที่สะพาน
ของอีกฝั่งหนึ่ง น้องผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาผมแล้ว ตะโกนถามผมว่า
"เป็นอะไรหรือเปล่า" ผมก็ยิ้ม แล้วตอบว่า "ไม่เป็นไรครับ เจ็บนิดหน่อย"
ข้าวของที่กระจายอยู่เต็มถนน ก็มีคนเก็บแล้วนำมาให้ผม
ซึ่งผมจำไม่ได้ในช่วงเหตุการณ์นี้ ว่าใครบ้า้งที่เก็บของมาให้บ้าง
เมื่อผมมองย้อนกลับไปที่ถนน กลางถนนมีถุง Lotus ตกอยู่
ผมเห็นขวดสไปร์ทกลิ้งออกมาอีกฟากของถนน ยังไม่ถูกรถเหยียบ
แต่ผมพยายามนึกให้ได้ว่า นอกจากขวดสไปร์ทแล้วยังมีอะไรอีก
เราควรวิ่งไปเก็บ หรือ เราควรปล่อยมันทิ้งไป
ผมใช้เวลาประมาณ ๑๐ วินาที สมองผมทำงานช้าลง
ผมนึกได้ว่า นอกจากสไปร์ทแล้วยังมีตุ๊กตาหมี Love Mom
ที่ผมตั้งใจจะืซื้อไปให้ลูกศิษย์ครูเป็นเลิศคนหนึ่งที่เป็นเด็กดีมาก ๆ
แต่ผมยังไม่ได้ให้อะไรเป็นการตอบแทนความดีเลย
เมื่อผมคิดได้ดังนี้แล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังมึนอยู่ ผมมองดูรถซ้าย-ขวาว่า
รถโล่งหรือยัง ผมค่อย ๆ วิ่งไปเก็บตุ๊กตาตัวนี้จากถุง Lotus นั้น
แต่ผมเริ่มรู้สึกเจ็บที่หน้าแข้งซ้ายแล้วล่ะ

เมื่อกลับมาคิดอีกที ผมตลกตัวเองเหมือนกันที่ตัวเอง
ได้รับบาดเจ็บแล้ว ยังเป็นห่วงตุ๊กตาตัวนี้อีก
ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นเลย ซื้อใหม่ก็ได้
แต่ในช่วงวินาทีนั้น ผมเลือกจะทำแบบนั้น ;)...
(ผมว่าตุ๊กตาตัวนี้จะมีคุณค่ามาก ๆ สำหรับเด็กคนนี้)
ผมข้ามถนนกลับมาที่รถ ผมพยายามกลับไปดูรถว่ายังสตาร์ทอยู่ไหม
ผมบิดกุญแจไปที่ ON เกียร์้ค้างที่เกียร์ ๔ รถชนปุ๊บ เครื่องดับทันที
ณ เวลานั้น ผมคิดอยู่อย่างเดียวว่า
"ผมเจ็บนิดเดียว ไม่เป็นไรหรอก บ้านก็จะถึงอยู่แล้ว"
และก็พยายามบอกน้องผู้หญิงว่า ไม่เป็นไร ๆ
น้องเค้าก็พยายามพูดคุยว่า "พี่ไปตรวจเถอะ หนูไม่สบายใจ
รถประกันชั้น ๑ ไม่เป็นไร ให้ประกันจัดการให้ พี่ไปตรวจเถอะ"
เธอพูดซ้ำ ๆ ตรงไปตรงมา
พอดีแฟนน้องผู้หญิงก็มาช่วยพูดเหมือนกัน
ผมก็เลยบอกว่าน้องเขาว่า "เอางี้ บ้านพี่อยู่ตรงนี้เอง
ขอพี่เอาของไปเก็บที่บ้านก่อน แล้วค่อยพาพี่ไปหาหมอเนาะ"
รถผมสตาร์ทได้ แต่ตะกร้ายุบ บังโคลนหน้าไม่ต้องพูดถึง
วงล้อน่าจะเบี้ยว ที่หุ้มแตก เบรคมือหัก ขี่ได้นี่เจ๋งมาก

ณ เวลานั้น ผมพูดจริง ๆ ว่า ผมไม่สามารถคิดอะไรได้ยาวไกลกว่านี้
นอกจากกลับบ้าน เก็บของ ไปหาหมอ เพราะเริ่มเจ็บมากขึ้น
เก็บรถ เก็บของ แล้วก็ขึ้นรถของน้อง ๒ คนนั้น ไปหาหมอ
ที่โรงพยาบาลประำจำอำเภอที่ "ฉุกเฉิน"
(ซึ่งก็ลืมบอกว่า นั่นคือ รถที่ขับตัดหน้าผม และน้องผู้หญิงเป็นคนขับ)
คุยไป ๆ มา ๆ ปรากฎว่า น้องผู้หญิงเป็นครูอยู่โรงเรียนบ้านปากตาล
จบคณะผลิตครูของผมเอง จบรุ่น ๔๘ ป๊าด ให้มันได้อย่างนี้
ส่วนแฟนเปิดร้านอัดรูปอยู่ตรงถนนเชียงใหม่ - ฮอด
พอเขาทราบว่า ผมเป็นอาจารย์ที่คณะฯ ก็ยิ่งเกรงใจและห่วงใย
ไปเป็น ๒ เท่าตัว ผมพยายามคลำตัวเองว่า ตรงไหนเจ็บ ตรงไหนแสบ
ตกลงก็มีขาซ้าย หน้าแข้งซ้ายฟกช้ำ แผลเปิด ไหล่ขวากล้ามเนื้อ
ถูกกระชากอย่างแรง ปวดไหล่ ทำให้หมอต้องสั่งเอ็กซเรย์ทันทีว่า
มีอะไรหักหรือไม่
ตั้งแต่มาอยู่อำเภอนี้ไม่เคยมาโรงพยาบาลประจำอำเภอสักกะที
นี่เป็นครั้งแรกในรอบ ๘ ปี เมื่อไม่มีระเบียนคนไข้ ผู้ช่วยพยาบาล
จึงสอบถามประวัติส่วนตัวผมไปยังชื่อพ่อและแม่กันเลย
แล้วให้ยกขากางเกงที่เจ็บขึ้น นั่งรอ ...
เมื่อเขาเรียกชื่อ ผมก็เข้าไป ขึ้นเตียง วัดความดัน ยื่นขาให้คุณพยาบาล
ทำแผล คุณหมอเวรก็เข้ามาเช็คสภาพร่างกายว่า งอโน้น หมุนนี้ หักไหม
ปวดไหม ระหว่างนั้น คุณพยาบาลผู้ชายแอบเอาทิงเจอร์มาทาแผลผม
ผมสะดุ้งร้องว่า "ลักลอบ" คุณหมอหัวเราะก๊าก แล้วชมว่า "ใช้คำได้ดี"
(อ่ะ เขียนบันทึกบ่อยนี่ครับ อิ อิ) หลังจากนั้นก็ถูกส่งตัวไปเอ็กซเรย์
ซึ่งรอหลายนาทีมาก เพราะเจ้าหน้าที่รังสีฯ ไปซื้อข้าว
ตอนเอ็กซเรย์ ต้อง Action ๒ ท่า คือ ด้านหน้า และ ด้านข้าง
ให้หลังติดกับฉากด้านหลัง รอสักพัก ฟิล์มก็ล้างเสร็จ
ผมถือฟิลม์ไปให้หมอดูว่า เป็นอย่างไร
ผมท่องนะโมในใจว่า "ขอให้ไม่เป็นอะไร ๆ" เพราะไม่อยากเจ็บป่วยนาน
มีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย ผลคือ ไม่หัก
ระหว่างการเขียนข้อมูลของผมลงไปในระเบียนและใบสั่งยา
ก็คุยกับหมอหลายเรื่อง หมอถามว่า "ทำงานอะไร"
ผมก็ตอบว่า "เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ..."
หมอบอกว่า "อาจารย์ต้องให้หมอสั่งผ้ายกแขนไหม
ไม่งั้นเดี๋ยวภรรยาที่บ้านจะใช้ทำงานหนัก"
ผมก็บอกว่า "คุณหมอ ผมมีที่ไหน อยู่คนเดียว"
คุณหมอก็ว่า "อยู่คนเดียวนี่ ผมว่าดีนะ สบายดี"
ผมบอกว่า "จริงอ่ะ คุณหมอ อย่าบอกนะว่าคุณหมอเหมือนผม"
คุณหมอตอบว่า "ผมว่านะ ผมมีครอบครัวแล้ว 555
แต่คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า 555"
ผม "งั้นแสดงว่า คุณหมอ ... ผมว่าแล้ว 555"
ก็เลยหัวเราะกันทั้งห้องฉุกเฉินนั่นแหละ ผมขอใบรับรองแพทย์ทันที
พร้อมให้คุณหมอคำนวณว่า ผมควรจะต้องพักกี่วัน คุณหมอถามว่า
"เสาร์ - อาทิตย์ ทำงานไหม" ผมก็ตอบว่า "ส่วนใหญ่ทำครับ
แต่ขอไว้ก่อน เพื่อหาเรื่องลาพักบ้าง"
คุณหมอจัดเต็ม ... พัก ๓ วัน ถึงวันจันทร์ แหม น้อยไปนิด แต่ก็โอครับ ...
ออกมาจากห้องฉุกเฉิน อ้าว น้องสองคนนี่ หายไปไหนแล้วเนี่ย
ไหนว่าจะจ่ายค่ายาให้ไง ไม่เป็นไร ผมจ่ายเองได้
ว่าแล้วก็ไปยื่นใบสั่งยา และจ่ายเงินค่ารักษา หมดไป ๔๖๕ บาท
เ้จ้าหน้าที่การเงินโรงพยาบาล ก็จะถามเกี่ยวกับประกันชีวิต
ประกันสังคมว่าอาจจะเบิกได้ ลองเอาใบเสร็จไปขึ้นเงินดู ประมาณนี้
แต่ผมคิดในใจว่า เดี๋ยวทางฝ่ายคู่กรณีเขาคงจัดการให้มั้ง
แต่ก็หยอกล้อเขาไปนิดว่า "เราคงไม่ได้เจอกันแล้วนะ
เพราะผมไม่อยากป่วย"
ก็ยิ้มและหัวเราะ 555 กันไปครับ ;)...
น้องผู้หญิงกับน้องผู้ชายเขาไปจัดการให้ประกันมาเคลียร์ด่วน
ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าซ๋อมรถทั้งสองฝ่าย ดูเขาดูแลดีครับ
เพราะเขาก็เกรงใจเราว่า เราต้องไปสอน แล้วเราก็มีรถแค่คันเดียว
ตกลงเมื่อถึงบ้าน ประกันโทรบอกเจ้าของอู่มายกรถไปซ่อมเลย
แต่ผมก็จะติดเรื่องรถไม่ใช่ชื่อผม สมุดรถก็ไม่มี
น้องผู้หญิงบอกว่า ให้ประกันจัดการให้หมด
หลังจากนั้นก็แลกเบอร์กันวุ่นวายทีเดียว
เมื่อทุกคนกลับไป ... ผมนั่งเหมือนถูกทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียว
ไม่มีรถจะออกไปข้างนอกแล้ว กำหนดการในใจทั้งหมดถูกยกเลิก
ต้องทำการรักษาตัวเองให้กลับมาปกติให้เร็วที่สุดก่อน
... จะไปเชียร์เด็กครูเป็นเลิศแข่งกีฬาฯ ก็ต้องงด
... จะพาไอ้หมาิจิ้มไปฉีดวัคซีนประจำปี ก็ต้องรอไว้ก่อน
ฯลฯ
ทบทวนวินาทีเฉียดตาย
เหตุผลสำคัญที่เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ คือ "ผมประมาท" ที่เอากระเป๋า
เอกสารไว้ที่ตะกร้าหน้ารถ เป็นเหตุให้ไฟหน้ารถส่องสว่างไม่พอ
รถกระบะจึงมองไม่เห็น
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมทำแบบนี้ และเกือบเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตทีเดียว
หากเชื่อเรื่องลางบอกเหตุ ...
๑. กระเป๋าตะพายประจำของผมสายขาดที่วิทยาเขตใหม่
โดยปกติไม่เคยขาดเลย นี่เป็นครั้งแรก และกำลังจะเอาไปซ่อมด้วย
ก็รู้สึกตะหงิดใจอยู่
๒. ภายในกระเป๋าตะพายจะมีพระประำจำตัวพกเก็บไว้ในกระเป๋าเล็ก
ซึ่งผมพกติดตัวเสมอ ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน และตอนนอนจะต้อง
นำพระไว้บนหัวนอน แต่พอสายขาด ผมจึงนำกระเป๋าตะพายใส่ไว้ในถุงผ้า
และแขวนที่กระจกรถแทน
แต่โชคดีที่ผมห้อย "สายสิญจน์เจ็ดสี" ที่มีคุณทางด้านป้องกันอุบัติเหตุ
ของหลวงพ่อหยอดที่แม่บังคับหนักหนาว่า ไปไหนจะต้องใ่ส่เอาไว้
ซึ่งอาจจะทำให้วันนี้จาก "หนัก" เป็น "เบา" ขึ้น
๓. ปกติ เวลาเดินเหิน หรือ ขี่รถ ผมจะเป็นคนค่อนข้างระมัดระวังมาก ๆ
โดยสมองชอบคิดล่วงหน้า หากชนแบบนี้จะเป็นอย่างไร ต้องทำอะไรบ้าง
และพยายามจะไม่ประมาทในทุกลมหายใจ แต่วันนี้มันไม่ทันจริง ๆ
ทำให้คิดไปถึงเป็นเรื่องของเคราะห์กรรม เจ้ากรรมนายเวรมาเตือนแล้ว
เราต้องไม่ประมาทและเร่งทำความดีให้มากกว่านี้ สิ่งไม่ีดีจะกลายเป็นสิ่งดี
หากเชื่อเรื่องทางวิทยาศาสตร์มาก ๆ ...
๑. ผมใส่หมวกกันน็อค เสื้อแขนยาวคลุม กางเกงผ้าหนา
ทำให้ Save ได้มากที่สุด หัวไม่น็อคพื้น แผลถลอกมีเสื้อกับกางเกง
ช่วยซับแรงไถลเอาไว้
๒. ผมมี "สติ" มาก ไม่ลนลาน เมื่อมีเหตุไม่คาดฝัน พยายามนิ่งที่สุด
และคิดเสมอว่า ไม่เป็นไร จะห่วงตัวเองมากกว่าสภาพรถที่จะซ่อมเท่าไหร่
อันนี้ไม่เคยคิดจริง ๆ
ไม่่ว่ายังไงก็แล้วแต่ ... ขี่รถมาันับ ๒๐ ปี ไม่เคยชนแบบนี้สักครั้ง
อย่างแย่ก็แ่ค่รถลื่น รถล้ม แต่ครานี้ชนแบบจัง ๆ
ชีวิตคนเราแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริง ๆ
ไม่รีบเร่งทำความดี แล้วยังจะทำความชั่วกันต่อไปอีกหรือเปล่า
แต่มีสิ่งที่เป็นครั้งแรกเกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้
๑. ผมไม่ได้ตะพายกระเป๋าเวลาขี่รถเป็นครั้งแรก
๒. ผมเอากระเป๋าเอกสารไว้หน้ารถ ตอนค่ำ เป็นครั้งแรก
๓. ผมใส่เสื้อม่อฮ่อมเมืองแพร่เป็นครั้งแรก
๔. ผมได้รับ External Harddisk ตัวใหม่ที่เคลมมาเป็นครั้งแรก
๕. ผมขับรถเครื่องแล้วชนรถคันอื่นเป็นครั้งแรก
๖. ผมไปโรงพยาบาลประำจำอำเภอเป็นครั้งแรก
(น่าจดจำไม๊เนี่ย 555)
เจ็บไม่่มากไม่เท่าไหร่ ยังไงก็ไม่โทรมาพ่อกับแม่นะครับ
กลัวท่านเป็นห่วงและไม่สบายใจ พาลจะล้มเจ็บกันอีก
เราไม่รู้อนาคต แต่เรารู้ปัจจุบันนะครับ
ประสบการณ์วันนี้ เป็นอุทาหรณ์สอนศิษย์ได้อีกหลายเรื่องมาก ๆ
ฟกช้ำ เจ็บปวดนิดหน่อยครับ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ
รอดมาได้ ถือว่า สวรรค์ยังให้โอกาสในทำความดีต่อไป
เกือบไม่ได้มานั่งเขียนบันทึกตรงนี้แล้ว
และ
เกือบไม่ได้ Happy Ba แล้วนะครับเนี่ย ;)...
"สติ" จะช่วยเราในยามคับขันได้เป็นอย่างดี
บุญรักษา กัลยาณมิตรทุกท่านให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทนะครับ ;)...
ป.ล. เกือบโทรหาคุณหมอที่รู้จักแถวนี้แล้วนะครับเนี่ย
แต่กลัวคุณหมอเป็นห่วง ไม่เอาดีกว่า
เกือบโทรหาอาจารย์นพลักษณ์ ๙ แล้วก็กลัวเป็นห่วงเหมือนกัน
เลือกที่จะมาเขียนบันทึกทีเดียวดีกว่านะครับ ;)..
หลายครั้งชีวิตของคนเราเหมือนเส้นด้ายบางๆ...จะขาดหลุดร่วงหรือจะปลิวตามแรงลมเป๋ไปเป๋มา...ชีวิตที่เฉียดเป็นเฉียดตายสามารถเกิดขึ้นกับเราทุกคน...อาจารย์เป็นคนไม่ธรรมดา...มีสติมากครับ....จึงปลอดภัย...ขอให้หายเร็วๆ นะครับ...ส่งกำลังใจให้นะครับ
มากราบนมัสการหลวงพ่อหยอดค่ะ "สายสิญจน์เจ็ดสี" คุ้มครองครบถ้วนเจ็ดวัน ทำให้อาจารย์เจ็บได้อย่างปลอดภัยค่ะ
บุญพระรักษานะคะ
หลีกเลี่ยงการเดินทางยามฟ้ามืด หรือน้อยครั้งที่สุด เลา ๆ ว่าเคยอ่านในบันทึก บางครั้งอาจารย์วสวัตกลับบ้านดึกมาก
ดูแลสุขภาพนะคะ
"คนดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ฝนตกไม่เปียก อุบัติเหตุเจ็บนิดหน่อย" บุญรักษาค่ะ อ.was
เรื่องลางบอกเหตุนี่ชลัญเคยประสบมา ตั้งแต่ครั้งทำงานอยู่อนามัย เพราะความดื้อรั้นของตัวเองด้วย ตะแบงอยากขี่รถมอเตอร์ไซด์ข้ามอำเภอจาก อนามัยไปบ้าน ระยะทาง 60 กม. ตอนไป รถยางแตก 2 รอบ รอบแรกก่อนออกจากอนามัย รอบสอง ขึ่รถไปได้สัก 10 กม. เริ่มมืดแล้ว ซ่อมรถเสร็จขี่ไปต่อผ่านป่า ตอนนั้นถนน แย่มาก ต้องวิ่งตามรอยเดิมเพราะหลุมบ่อมาก สังเกตเก็นรถมอเตอร์ไซด์ขับสวนมาอีกคัน ส่ายไปมาคล้ายคนเมา ว่าแล้วเชียวชนเราเข้าอย่างจัง ร่างกายชลัญลอยลิ่วกลางอากาศแล้วกลิ้งตกลงข้างทาง ของเขาก็ล้ม ชลัญไม่สลบไม่รู้สึกเจ็บ รู้แต่ว่า 3 คนนั้นมันกำลังหนี แล้วหนีจริงด้วย อยู่กลางป่าคนเดียวมืดก็มืด ดีมมีรถปิ็กอัพผ่านมา กำลังเก็บข้าวของ แต่รู้สึกเย็นๆที่ขาขวา ปวดแปล๊บที่ข้อเท้า คนมาช่วยเอาไฟฉายส่องดูให้ โอ้โห ...แผลแหวะหวะ ที่เข่า และ ข้อเท้า เลือดไหลเต็ม แผลลึกขนาด ตอนนั้นผอมๆ แต่เห็นชั้นไขมันเต็ม อาการปวดเริ่มเข้ามา คนช่วยเป็นสองสามีภรรยา ต๊กใจใหญ่ ละล่ำละลักถาม เราบอกไม่เป็นไรถอดแจ๊กเก็ตมามัดเข่าไว้เพื่อไม่ให้เลือดไหลมากกว่านี้ ที่ข้อเท้า เอาเสื้ออีกตัวในกระเป๋ามาพัน รีบไป รพ. ฮ่าๆๆๆๆ ดีใจได้พักยาว กระดูกข้อเท้าแตก แผลฉกรรจ์พอควรรักษาแผลอยู่เป็นเดือน หายซ่าไปพักหนึ่งล่ะไป๊....
ลางบอกเหตุนี่สำคัญนะชลัญว่า เหมือนมีอะไรมาเตือนว่าอย่าไปเลย แต่แกก็ไม่ฟัง นึกถึงเวลาที่พ่อแม่เตือน แล้วไม่ฟัง เกิดเหตุจนได้ ถือเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิต ไม่เสียดายประสบการณ์นี้ แต่ที่เสียดายนี่ ขาหญิงนี่ซิ แผลเป็นเต็มทุกวันนี้ร่องรอยยังมีให้เห็น เพราะแผลใหญ่มาก อดประกวดนางงามเลย ...อิ อิ
สวัสดีค่ะท่าน
Lect. Wasawat Deemarn บุญรักษา ขอให้หายป่วยไวๆค่ะ
ได้อ่านบันทึกแล้วค่ะ ท่านมีสติจดจำเหตุการณ์ได้ดีมากค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
- ด้วยความเป็นห่วงมากเลยนะครับ
ชยพร แอคะรัจน์
โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้ เคยเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถแบบวินาทีเฉียดตายหมือนกันค่ะ ทำอะไรไม่ถูกเลย แต่พอหลังเกิดเหตุวันสองวันร่างกายจะระบมเจ็บไปหมด ขอใช้คำที่อาจารย์ใช้บ่อยๆ บุญรักษาค่ะ หายไวๆนะคะ
โชคดีที่สวรรค์ยังปราณี หายไวไวนะคะ
ก่อนออกไปไหน.. ส่วนใหญ่ เราต้องเช็คลางบอกเหตุ
พี่แก้วมักทำเสมอ และเราควรเชื่อ เราจะได้ตั้งสติและจะได้ระมัดระวังไว้ เพื่อทำดี ต่อไปค่ะ
เป็นวสวัตดี มาร ต้องอยู่บนโลกอีก ไปอีกนาน
เป็น อาจารย์เสือ เวียงพิงค์ ต้องอิงดอยอีกนาน
ฮา .. ลักลอบ .. เชื่ออ. เสือเลย หายไวๆ เน่อเจ้า
ความดีคุ้มครองคนดี สติมั่นคง
ได้เวลาพักผ่อนอย่างสมเหตุผล
อารมณ์ขันมองโลกแง่ดี...สบายใจ
ว่าแต่ "พัก" เนี่ย...ควรพักสมองมาก ๆ นะคะ
หรือหากจะเขียน ๓ วัน อย่าถึง ๓๐ บันทึก ๆ ยาว ๆ นะคะ.......อ่านไม่ทัน
ขอร้องล่ะ
บุญรักษาค่ะน้องชาย
ดูแลตัวเองนะคะขอให้หายเจ็บไวไว (มาม่า ยำยำ ไม่ต้อง:))
อาจารย์ขอให้หายไว ๆนะคะ นาทีเฉียดตาย อาจารย์ตั้งสติได้ดีมากๆ บทเรียนครั้งนี้เตือนอีกหลาย ๆคน เวลาขับรถขอให้มีสติ
ชนจังๆ ไม่แตกหักเลย
แถมรักษาสติ กลับมาเรียบเรียงเขียนบันทึกได้ดีขนาดนี้
เป็นทุนที่ฝึกสติมาดี บุญรักษาจริงๆนะคะอาจารย์ สาธุค่ะ
สวัสดีค่ะ ทุเลาปวดบ้างหรือยังเอ่ย มานั่งเป็นเพื่อนในยามเจ็บทางgotoknowนะคะ เคยเฉียดตายเหมือนกัน และจะรู้ว่าช่วงเวลาวินาทีนั้นเราเกิดความคิดได้ตั้งหลายอย่าง และจะมีอาการใจหายไปหลายวันที่โบราณเรียกขวัญหาย ค่อยๆทำสมาธิแล้วขวัญจะกลับคืนมาค่ะ สู้ๆนะคะ
เป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ...:)
อาจารย์คะ
ไม่รู้ปริมพลาดบันทึกนี้ของอาจารย์ไปได้ไง ขอโทษค่ะ
เมื่อกี้พออ่านบันทึกล่าสุดอาจารย์บอกบาดเจ็บด้วยยังสงสัยอยู่ว่าเป็นอะไร เลยลองอ่านทวนดูถึงได้มาเห็นบันทึกนี้ เห็นปุ๊บให้ดอกไม้ให้กำลังใจก่อน ใจหายมาก เป็นบันทึกที่อ่านแล้วรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะจบเสียทีเพราะอยากรู้ว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า
คนถูกรถชนคงตกใจมาก คนอ่านยังลนลานถึงเพียงนี้ ขวัญเอ๋ยขวัญมานะคะ
ดีใจที่อาจารย์ไม่เป็นอะไรมากนะคะ ตอนนี้ดีขึ้นยังคะ
ปกติเสาร์อาทิตย์เขาไม่รวมในใบรับรองแพทย์ไม่ใช่หรือคะ น่าจะให้อาจารย์พักยาวถึงวันพุธเป็นอย่างน้อย
บุญรักษาค่ะอาจารย์ เดือนนี้เราต่างต้องทำบุญให้มากขึ้นแล้วค่ะ เพราะเจออุบัติเหตุในเดือนเดียวกันเลยแต่ปริมโชคดีที่ไม่เจ็บตัว เจ็บแต่กระเป๋า
รักษาตัวนะคะ