วันศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม 2555
กราบสวัสดีค่ะครู
ตื่นเช้ามาตีสาม แต่แค่งัวเงียพลิกตัวเจ้าค่ะ รู้สึกตัวตื่นแต่ไม่ลุก ประมาณตีห้า ดีดตนเองขึ้นมากราบพระทำวัตรเช้า เปิดเช็คเมลล์ แล้วออกไปวิ่ง วันนี้ข้างในมีอาการเฉื่อย ๆ มีอาการล้าเหมือเหม่อ ๆ ศีลข้อ 5 ด่างพร้อยเจ้าค่ะ แต่ก็ระลึกถึงครูที่ทำงานสม่ำเสมอ ก็ทึ่ง แต่ครูก็เมตตาชี้ว่า
“ถ้าภาวนาอยู่ตลอดจะไม่เหนื่อย”
เหมือนครูชี้ว่า หนูยังไม่ภาวนา ซึ่งสำรวจเข้าไปก็จริงอย่างที่ครูเอ่ยเจ้าค่ะ ระหว่างอาบน้ำครูโทรมา พอได้คุยได้รับความเมตตาจากครูมอบหมายภารกิจ ในการ “เยียวยาใจ”
เป็นโอกาสที่ครูเมตตาให้ฝึกฝน โดยการฟังและเล่าประสบการณ์ของตนเองว่า ครูสอนมาอย่างไร แก้ไขอย่างไร แล้วได้ผลอย่างไร เป็นภาพสะท้อนให้คุณยายท่านได้คิด แต่ไม่ต้องคาดหวังอะไร ทำไปเรื่อย ๆ
อ้อ มีอีกเรื่องที่ครูย้ำ คือ “ราคะ จิตที่มันไหลไปลงร่องของราคะ มันไปแบบเนียน ๆ แล้วรอจังหวะค่ะ” พอครูเล่าเรื่องพี่อีกท่านหนึ่ง แล้วให้หนูสะท้อนกับตนเอง ก็ยังไม่ค่อยยอมนัก แต่ก็พยายามกับตนเอง
ครูไกด์ให้เพิ่มอีกว่า
“เคยเรียนวิทยาศาสตร์ไหม” หนูมานั่งนึกย้อน ก็มาเรียนช่วงปลาย ๆที่อาจารย์เข้ามาสอน
ครูถามย้ำอีก เภสัชเรียนมาส่วนใหญ่จำ แต่มานึกอีกที ก็มีวิชาที่ต้องวินิจฉัยโรคเพื่อจ่ายยา ซึ่งนั่นคือ กระบวนการ ครูให้พิจารณา
หนูเองก็ยังไม่ลงใจว่าอย่างไรค่ะ แต่ก็จะทำ ทดลองดู
ออกมาทำงานวันนี้ตั้งใจเตรียมเครื่องมือและอบเครื่องแก้วบางส่วนไว้สำหรับทำ PT สมุนไพร ซึ่งถ้าลงมือทำแล้วต้องเป็นอาทิตย์ เสร็จปุ๊บช้าไม่ได้เพราะสมุนไพรจะชื้นยิ่งฝนตก ก่อนเที่ยงหุงข้าว พี่ ๆ ไปซื้อกับข้าวมาทาน พอได้เวลา จึงฝากพี่กุ๊ช่วยดู lab ต่อเพราะว่าเหลืออีกนิดหน่อย แล้วก็ไปซื้อของที่ตะวันทองเพื่อนำไปถวายครู ตามที่ครูฝากซื้อรอบนี้ขำๆ จนมากกะว่าจะเติมแก๊ส คิวยาวเกินไป เหมือนทุ่มเงินเติมน้ำมันมาวัดเลยเจ้าค่ะ ก็แล้วแต่จะเป็นไป
ระหว่างทางครูโทรมาสอบถามว่าคุยกับน้องไหม ใจหนูดังขึ้นว่า “เอาแล้ว ติ๋วละเลยน้อง ใจที่ไม่เอาในใส่นี้ฝึกยากจริงๆ” ศีลข้อ 4 ด่างพร้อย รับปากครูว่าจะดูแลน้องแล้วก็ไม่ได้คุย ทราบทีหลังว่าน้องจะหาเหตุไม่มาวัด พยายามโทรไปคุย เตือนสติให้รักษาสัจจะ สะท้อนว่า “ทั้งหนูและพี่ก็บกพร่องเรื่องนี้ถึงต้องพยามรักษาให้ได้ ไม่งั้นมันไม่เจริญ”
คุยไปๆมา ๆ บอกว่า แบทมือถือจะหมด หลวงปู่ออกมาแล้ว จึงวางสาย แล้วครูก็โทรมา เหมือนได้โอกาสกราบเรียนครู
ครูชี้ให้เห็นว่า “เป็นกรรมที่หนูเองก็เคยทำกับครูไว้” ซึ่งข้างในก็สะเทือนเจ้าค่ะ
ครูเมตตาเตือนซ้ำ เรื่อง “สติ”
เหมือนมีสัญญาว่า หนูจะเจอเรื่อง ให้รักษาสติให้มาก ๆ
ถ้ามีสติ “จะได้ยินคำเตือนครู พอถึงวัดเข้าไปกราบหลวงปู่ ได้กราบพร้อมกับน้องภัส แล้วหลวงปู่ก็เมตตาเทศน์สอนเรื่อง “ศีล โดยท่านเมตตาเน้นข้อ 3 และข้อ 1 รวมถึงเอ่ยเรื่องเรื่องการมาภาวนาไม่ต้องมีอะไรมาก การรักษาศีลคือ รักษากาย วาและใจ ดังเขียนในบันทึก กราบหลวงปู่ l หลวงปู่ย้ำเรื่องศีล
พอกลับมาขอรับกุญแจกุฏิ น้องทุ่งเป็นคนจัดการไปรับกุญแจจากพระอาจารย์ ที่เมตตาเข้าไปหยิบให้ หนูเข้าไปพร้อม ๆ กับน้องภัส ส่ง SMS แจ้งครู ครูเมตตาชี้ช่องทางว่า
“ใช้โอกาสสอนเค้านะ”
ก็เหมือนได้มานั่งคุยกัน โดยเริ่มจาก
“ความเมตตาของหลวงปู่ที่ให้น้องไปทำงานได้ด้วยและก็รักษาสัจจะได้ด้วย”
คุยได้พักหนึ่งมีเสียงระฆังทำวัตรเย็น เราจึงไปร่วมทำวัตรรวมที่วิหาร
กลับเข้ามาก็เหมือนน้องยังอยากคุยต่อด้วยการนั่งประจำที่
พอได้คุยกันก็เหมือนหนูได้แชร์ประสบการณ์ให้น้องฟังว่าครั้งหนึ่งก็เคยดึงดันไปประชุมทั้ง ๆที่ครูห้ามด้วยราคะ พอไปกลับมาแทบกู่ไม่กลับ พอคุยไปเรื่อย ๆ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในน้องที่ค่อย ๆ อ่อนโยนมากขึ้น รวมถึงเปิดใจเล่าเรื่องพ่อให้ฟัง จากภาพจำของน้อง และได้เขียนลงในบันทึกส่งครู หนูรู้สึกว่า น้องเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นค่ะ
จึงชมว่า “ได้เห็นพัฒนาการของเขาเชื่อว่าเกิดจากการเขียนบันทึกส่งครู เชื่อว่าคงเกิดกระบวนการอะไรสักอย่าง ซึ่งตัวหนูเองก็เห็น ว่าการเขียนช่วยให้ข้างในอ่อนโยนขึ้น เหมือนหนังสือถูกจัดเข้าชั้นเป็นระเบียบ”
ซึ่งพอสังเกตก็เห็นอาการตอบรับในด้านดีขึ้นเจ้าค่ะครู ด้วยความเมตตาของหลวงปู่และครู ทำให้ทั้งหนูและน้องพอพยุงกันและกันได้ เห็นน้องก็เหมือนเห็นตนเอง เวลากิเลสลาก ก็แทบไม่เป็นผู้เป็นคน แต่ก็แชร์กับน้องว่า
“เราราคะนำหน้าเหมือนกัน ให้ระวังอย่าไปยั่วราคะใคร ให้มีสติมาก ๆ ให้ช่วยกัน”
ซึ่งหลวงปู่ก็เทศย้ำเรื่องศีลข้อ 3 และข้อ 1 เหมือนครูบาอาจารย์ช่วยยืนยันกันและกัน
แล้วเราก็แยกกันไปเจ้าค่ะ หนูลงไปเดินจงกรม แล้วก็ไปเขียนบันทึกและคืนนี้กะจะนอนที่เต้นเจ้าค่ะ