ผมก็แค่อยากให้ลูกรักบ้านและทะนุถนอมบ้านของเขาก็เท่านั้น

บ้านคือวิมาน สำนักงานคือสวรรค์ ณ วันแม่

       ก่อนมาอยู่โรงเรียน ผมเคยทำงานสำนักงานมาก่อน นับสิบปี ในถิ่นทุรกันดาร วันเสาร์-อาทิตย์ แทบจะไม่เห็นผู้คน จึงมีเวลาสะสางงาน จัดระบบเอกสารและดูแลความสะอาดเรียบร้อยจนทำให้สำนักงานได้รับรางวัลจากต้นสังกัด เจ้านายได้รับคำชมเชยมีชื่อเสียง ผมเองก็ได้รับรางวัลในงานวันครู ชื่อรางวัลสมัยนั้น"บุคคลขยันแห่งปี" เจ้านายยกย่องเชิดชูเกียรติและเสริมว่ามีผมคนหนึ่งเหมือนมีคนทำงานสัก ๑๐ คน ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร คิดแต่ว่าเป็นจิตวิทยาการบริหารคนของเจ้านาย ตอนหลังพอได้มาอยู่โรงเรียนเล็ก ครูมีน้อยจึงได้สำนึกรู้ตัว และย้อนนึกไปเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนกับปัจจุบันที่กำลังกายถดถอย ก็ยังทำงานได้อยู่ ทั้งบริหาร ช่วยนำและทำด้วย เพื่อให้งานบกพร่องน้อยที่สุด

       การนึกย้อนกลับไปทำให้เห็นภาพห้องทำงาน ที่เขียนไว้ว่า "บ้านคือวิมาน สำนักงานคือสวรรค์.." และทำได้จริง โดยเฉพาะที่ทำงานที่เน้นความสะอาดเรียบร้อยและการต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี ให้ความสะดวกฉับไว แก่ผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งที่สมัยนั้นคอมพิวเตอร์ทั้งสำนักงานมีแค่เครื่องเดียว ผิดกับปัจจุบัน ที่แต่ละสำนักงานทันสมัยสะดวกสบายทุกอย่าง แต่ทำไมคนบนสำนักงานที่มีหน้าที่บริการจึงมีปัญหาให้คนรับบริการขุ่นข้องหมองใจกันทุกระดับ และแก้ยากมาก

      ผมนำแนวคิดบนสำนักงานมาใช้กับโรงเรียน ปรับเปลี่ยนถ้อยคำใหม่ ให้เป็นเครื่องมือจรรโลงใจ ว่า "บ้านคือวิมาน ที่ทำงานคือสวรรค์" บอกครูและนักเรียนให้เข้าใจและร่วมมือกัน แล้วยิ่งเห็นผู้ปกครองมาทุ่มเทร่วมแรงร่วมใจพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เมื่อวันแม่ที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้มีกำลังใจและคิดว่าการบริหารจัดการเดินมาถูกทางแล้ว

       เสร็จกิจกรรมกลับเข้าบ้าน ตั้งหลักพักผ่อนเสียที เหลียวมองไปรอบบ้าน..อนิจจา ๕ เดือนแล้วหรือนี่ ที่ไม่เคยพัฒนาบ้านเลย..ทำไม..เพราะเหตุไร..พยายามหาเหตุผลมาตอบคำถามตัวเอง แน่นอนฝนตกบ่อย หญ้ารอบบ้านจึงรกมาก เคยติดต่อคนงานบนคลับเฮ้าส์ของรีสอร์ทที่พัก คนงานไม่ว่าง พอเขาว่าง เราไม่ว่าง ติดธุระโรงเรียน.. ไปหาลูกที่หอพัก และฝนตกหนักตามเคย ทำให้คนงานถางหญ้าและตัดแต่งต้นไม้ไม่ได้

       แล้ววันหยุดที่อยู่กันครบอีกเล่า ทำไมลูกๆจึงไม่ช่วยบ้าง คนที่บ้านให้เหตุผลเหมือนเข้าข้างลูก ทั้งที่เห็นลูกนอนดูทีวีและช่วยทำกับข้าวในบางมื้อ(ลูกชายคนโต ทำกับข้าวอร่อยมาก) แม่ของลูกบอกว่าลูกอยู่หอพัก ท่ามกลางกฎระเบียบ มาบ้านก็ปล่อยบ้างเถอะ..เรียนก็หนัก ต้องซ้อมดนตรี ซ้อมโขน ละคร ก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะรายงานอีก..ปล่อยเขาเถอะ..เป็นเช่นนี้ประจำ แล้วรอบบ้านจะไม่รกรุงรังได้อย่างไร เปล่า..ผมก็แค่อยากให้ลูกๆรักและทะนุถนอมบ้านของเขา ที่พ่อสู้อุตส่าห์เก็บเงินสร้างได้อย่างทรหดอดทน เมื่ออายุย่างเข้า ๔๐ ปีเท่านั้น ด้วยหยาดเหงื่อและเงินเดือน มรดกก็ไม่มี เราน่าจะภูมิใจร่วมกันนะ

      เอาเถอะ ไม่มีอะไรดีเท่ากับเริ่มต้นใหม่..อีกครั้ง  วันอาทิตย์ซึ่งตรงกับวันแม่ผมเรียกระดมพล จ้างคนงานเป็นกรณีพิเศษ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน สะสางรอบบ้านในพื้นที่เกือบ ๒ ไร่ ทุกซอกทุกมุม จนสวยสะอาดตาน่าอยู่น่ามอง ดูเป็นมงคลยังไงก็ไม่รู้ สุขใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้ทำโครงการใหญ่สำเร็จ จริงสิ.. ผมทำได้อีกครั้ง หลังจากทำได้กระท่อนกระแท่นมานาน กับวลีโดนใจ"บ้านคือวิมาน สำนักงาน(ที่ทำงาน)คือสวรรค์" ใช้วันแม่เป็นจุดเริ่มต้น เป้าหมายไปทาง..ผมจะไม่ทอดทิ้งบ้านอีกแล้ว ผมให้สัญญากับตัวเอง แม้งานโรงเรียนจะมากแค่ไหนก็ตาม