วรรณกรรมวิจารณ์: ทฤษฎีการรับรู้ของผู้อ่าน : Wolfkang Iser: ความแตกต่างระหว่างผู้อ่านโดยนัย (implied reader)กับผู้อ่านที่เป็นจริง (actual reader) ตอนที่ 4

         ในทัศนะของ Iser หน้าที่ของนักวิจารณ์ไม่ใช่การอธิบายตัวบทในฐานะที่เป็นวัตถุ แต่เป็นผลกระทบของตัวบทที่มีต่อผู้อ่านในแง่การเปลี่ยนมุมมอง โลกทัศน์และชีวทัศน์ ดังนั้นมันจึงเป็นธรรมชาติของตัวบทเองในการทำให้เกิดการอ่านที่หลากหลายขึ้นมา คำศัพท์ว่าผู้อ่านอาจหมายถึง ผู้อ่านโดยนัย (implied reader) กับผู้อ่านที่เป็นจริง (actual reader) ผู้อ่านโดยนัยหมายถึงผู้อ่านซึ่งตัวบทสร้างขึ้นเพื่อตัวเอง และมีค่าเป็นเครือข่ายของโครงสร้างการเชื้อเชิญการตอบรับ (network of response-inviting structure) ซึ่งจะจูงใจให้เราอ่านตัวบทในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง สำหรับผู้อ่านที่เป็นจริงหมายถึงภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นขณะอ่าน อย่างไรก็ตามภาพลักษณ์อันนั้นก็ถูกย้อมสีใส่ไข่โดยประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน เช่นถ้าเราเป็นพวกอเทวนิยม เราจะมีผลกระทบแต่เพียงเล็กน้อยหรือรู้สึกแตกต่างกันเมื่อเราอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาที่มีพระเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยนัยนี้ประสบการณ์ของการอ่านย่อมส่งผลต่อการตีความในตัวบทของเราแตกต่างกัน ในบล็อกนี้เราจะ มาพูดถึงผู้อ่านที่เป็นจริงกัน

           คำที่เราอ่านไม่ได้เป็นภาพตัวแทนของวัตถุจริงๆในโลก แต่เป็นภาษาภาพพจน์ต่างหากที่เป็นตัวแทนอย่างแท้จริง ภาษาภาพพจน์ช่วยให้เราสร้างวัตถุที่อยู่ในจินตนาการของเรา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอ่านกระบี่เย้ยยุทธจักร เราเห็นตัวละครตัวหนึ่งชื่องักปุกคุ้ง ฉายากระบี่วิญญูชน แต่เมื่อเรื่องพัฒนาต่อไปเรากลับพบว่างักปุกคุ้งทำดีแต่เปลือกนอก ในใจก็หวังเป็นใหญ่ จนสุดท้ายเขาได้ฉายาใหม่เป็นวิญญูชนจอมปลอม แต่ประเด็นอยู่ที่ในขณะที่เราอ่านเล่มแรกงักปุกคุ้งยังเป็นคนดี ความดีของเขาหายไปในเล่มหลัง การอ่านของเราก็คือการประเมินค่าและการปรับเปลี่ยนมุมมอง ค่านิยม โลกทัศน์และชีวทัศน์ไปตามเนื้อหาของเรื่องนั้นเอง  เมื่อโลกในวรรณกรรมไม่ได้เป็นภาพตัวแทนของโลกจริงทางวัตถุ ดังนั้นสิ่งที่เป็นภาพตัวแทนก็คือโลกเหนือวรรณกรรม (extra literary world) โลกเหนือวรรณกรรมเกิดขึ้นเมื่อเราเลือกบรรทัดฐานบางอย่าง ค่านิยมบางอย่าง หรือโลกทัศน์บางอย่างเข้ามาจัดระเบียบโลกประสบการณ์ที่กำลังสับสนวุ่นวายนั่นเอง

         เมื่อเรากำลังอ่านวรรณกรรมเรากำลังอ่านบรรทัดฐานที่วรรณกรรมเสนอให้  ตัวละครผูกติดอยู่กับบรรทัดฐานบางอย่าง แต่ละบรรทัดฐานก็นำเสนอค่านิยมของบางสิ่งบางอย่าง ดังนั้นในที่สุดผู้อ่านจึงถูกผลักไปมาระหว่างตัวละครแต่ละตัว และก็เป็นผู้อ่านเองนั่นแหละที่จะยกย่องว่าบรรทัดฐานใดดีบรรทัดฐานใดไม่ดี บรรทัดฐานใดควรยกย่องและบรรทัดฐานใดควรประณาม

          โดยสรุปจะเห็นว่าวิธีการของ Iser เป็นปรากฏการณ์นิยมโดยแท้ นั่นหมายความว่าประสบการณ์ในการอ่านของผู้อ่านเป็นศูนย์กลางของกระบวนการทางวรรณกรรม ไม่ว่าจะแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดแย้งของหลายมุมมอง หลายค่านิยม หลายมาตรฐานที่ปรากฏในตัวบท หรือเติมเต็มที่ว่างในการสังเคราะห์แต่ละมุมมองด้วยวิธีการที่หลากหลายที่ปรากฏในตัวบท แต่ในที่สุดผู้อ่านจะต้องนำตัวบทไปสู่จิตสำนึกและทำให้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง มันดูเหมือนกับว่าในขณะที่ตัวบทได้จัดวางคุณค่าบางอย่างไว้ให้ แต่คลังของประสบการณ์เดิมของผู้อ่านก็อาจมีผลให้มีการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้อ่านได้ จิตสำนึกที่ดำรงอยู่ในตัวผู้อ่านจะเป็นผู้ปรับเปลี่ยนจากภายในเพื่อที่จะได้รับและจัดการมุมมองที่แปลกแยกซึ่งตัวบทนำเสนอในขณะที่อ่านมาเป็นของประสบการณ์ของตัวเอง สถานการณ์จะผลิตความเป็นไปได้ซึ่งมุมมองของผู้อ่านเองอาจถูกเปลี่ยนแปลงในกระบวนการอ่าน ทำความเข้าใจบทอ่าน ต่อรองกับบทอ่าน หรือตระหนักรู้ถึงความองค์ประกอบบางอย่างที่ไม่แน่นอนของตัวบทนั้น คำพูดของ Iser อาจเป็นการสรุปแนวคิดของเขาได้ดีที่สุด เขาได้ยกย่องคุณค่าของวรรณกรรมหรือกวีศาสตร์สำนึกไว้ว่า “การอ่านทำให้เรามีโอกาสในการที่จะสร้างสิ่งที่ยังไม่ถูกสร้างขึ้นมา”

บรรณานุกรม

Raman Selden.(1989). A Reader’s Guide to Contemporary Literary Theory. Harvester Wheatsheaf:New York.