สองปีพอดีที่ข้าพเจ้าได้สมัครมาเป็นสมาชิกของสังคมออนไลน์แห่งนี้จากการแนะนำของพี่อาจารย์ที่เคารพนับถือท่านหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกในที่นี้มาก่อน
เหตุผลแรกที่มาสมัครก็เพียงเพื่อจะได้ติดตามอ่านเรื่องราวที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในแผ่นดินแม่บ้าง และตั้งใจจะแบ่งปันความสวยงามตามธรรมชาติ ความรู้สึกดีดีผ่านเลนส์ ผ่านมุมมองและผ่านวิถีความเป็นอยู่จากเมืองเล็กๆ แห่งนี้กลับไปบ้าน
ในตอนแรกก็ไม่ค่อยได้เขียนบันทึกมากเท่าไหร่ อ่านเขียนบ้างเท่าที่โอกาสอำนวยตามนิสัยส่วนตัวที่ชอบอยู่ในมุมเงียบๆ ของตัวเองและรู้สึกผ่อนคลายกับคนที่คุ้นเคยมากกว่าจะออกไปสุงสิงกับคนที่ไม่รู้จักมากนัก แต่ทุกครั้งที่เข้ามาอ่านมาเขียนก็ให้รู้สึกอุ่นใจในการต้อนรับของสมาชิกที่นี่ และยังประทับใจการพูดจาปราศรัยกันด้วยความรู้สึกของมิตรไมตรีซึ่งเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของชุมชนนี้
เพียงระยะเวลาสั้นๆ ข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึก 'เชื่อง' กับสังคมนี้คล้ายๆ กับสุนัขจิ้งจอกที่ทำตัวเองให้คุ้นเคยกับเจ้าชายน้อย
การเขียนบันทึกได้ช่วยรื้อฟื้นความทรงจำถึงความฝันหนึ่งที่เคยมีตั้งแต่เด็ก คือความใฝ่ฝันที่อยากทำงานกับตัวหนังสือ แต่ข้าพเจ้าได้เก็บความฝันนั้นใส่ลิ้นชักปิดกุญแจแน่นหนาจนลืมไปแล้วว่าเคยฝันไว้เช่นนั้น การได้กลับมาอ่านมาเขียนอีกครั้งในที่นี้เปรียบเสมือนการนำเอาความฝันนั้นออกมาปัดฝุ่นใหม่ (สำนวนคุณวินทร์ เลียววาริณ)
แม้การเขียนในที่นี้จะไม่ได้เงินเดือนเหมือนการเขียนรายงานส่งเจ้านาย แต่การเขียนใน gotoknow ให้ความสุขในการเขียนอย่างยิ่งยวด ฝัน..แม้จะเล็กน้อยแค่ไหน แต่หากฝันนั้นถูกเติมเต็ม...ความสุขยิ่งใหญ่ก็ถาโถมเข้ามา ยิ่งไปกว่านั้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความคิดเห็นที่ได้รับในแต่ละบันทึกทำให้ฝันนั้นยิ่งดูเป็นจริงมากขึ้น คล้ายๆ ดังที่ John Lennon พูดเอาไว้ว่า A dream you dream alone is only a dream, a dream you dream together is reality - ฝันที่ฝันคนเดียวคือความฝัน ฝันที่เราฝันด้วยกันคือความจริง
...

...
การหัดคิดหัดเขียนช่วยกระตุ้นการทดลองใช้สมองซีกขวากับซีกซ้ายให้ทำงานร่วมกัน การเขียน การตอบข้อคิดเห็นทำให้ข้าพเจ้าเริ่มเห็นความรู้สึกนึกคิด เห็นตนที่ชัดจนของตัวเองมากขึ้นเมื่อมองผ่าน 5-me* ที่โผล่ออกมาให้เห็นเป็นกันชนระหว่างตัวเองกับเรื่องราวในบันทึกต่างๆ
me 1 - บางบันทึกที่ได้อ่านแล้วจี้จุดใจดำของตัวเอง ทำให้เกิดอาการปฏิเสธขึ้นมาทันใด - not me (ไม่ใช่ฉัน) คงเป็นคนอื่นที่ทำเช่นนั้น เกิดการตำหนิขึ้นมาในใจ ทำให้ต้องหยุดอ่านและถามตัวเองว่าจะตั้งด่านให้ใจตัวเองไปทำไม ยอมรับและเปลี่ยนที่ตัวเองไม่ดีกว่าการตำหนิคนอื่นหรอกหรือ?
me 2 - บางบันทึกที่ได้อ่านแล้วรู้สึกไม่ดีเพราะคล้ายกับการกระทำของตัวเอง รู้แต่ไม่ทำแต่ก็พยายามให้เหตุผลเพื่อแก้ตัว - me...but (ฉัน...แต่) พอถึงตอนนี้บางส่วนลึกๆ ก็จะตะโกนออกมาว่าก็ไหนบอกจะพัฒนาแล้วทำไมต้องแก้ตัว, just do it (ทำทันที) ไม่ดีกว่าหรือ?
me 3 - บางบันทึก และบางข้อคิดเห็นเขียนเสร็จแล้วรู้สึกดีกับตัวเองจนเกินเหตุ สำคัญตนเองมากมาย - only me (ฉัน...เท่านั้น) เลยต้องดึงตัวเองกลับมาในโลกแห่งความเป็นจริงและบอกกับตัวเองว่าทุกคำที่เขียนเรียนรู้มาจากคนอื่นทั้งหมด พระธรรมคำสอน ครูบาอาจารย์ หนังสือหนังหา ไม่ค่อยมีอันไหนที่คิดเองหรอก ชื่นชมตัวท่านผู้รู้ทั้งหลายจะดีกว่านะ?
me 4 - บางบันทึกเขียนเสร็จแล้วรู้สึกสงสารสังเวชชะตากรรมของตัวเองเหลือเกิน - pity me (ฉัน..ผู้น่าสงสาร) แต่คงไม่มีอะไรดีขึ้นหากมัวแต่จมอยู่กับความรู้สึกนั้น
me 5 - บางบันทึกเขียนเสร็จแล้วรู้สึกผิดต่อตัวเองเหลือเกิน - bad me (ฉัน..มันคนไม่ดี) อีกเสียงหนึ่งก็จะกระซิบออกมาว่าก็มีแต่เธอเท่านั้นแหละที่จะเปลี่ยนตัวเองได้
แม้จะไม่สามารถเปลียนตัวเองให้เป็น 'ฉัน' ในอุดมคติได้ในทันใด แต่การแลกเปลี่ยนในที่นี้ช่วยให้เกิดความรู้ตัวขึ้นมาได้บ้าง (awareness)
..

..
หลังจากที่มองผ่านตัวเองไปแล้ว การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยให้ได้รู้สึกดีกับคนอื่นและสุขใจอย่างยิ่งที่ได้รู้ว่าบันทึกของข้าพเจ้าได้ช่วยแต่งเติมรอยยิ้มและกำลังใจให้คนอื่นบ้าง และโลกก็ยิ่งสวยงามขึ้นเมื่อข้าพเจ้ามองเห็นสิ่งอื่นที่นอกเหนือไปจากตัวเอง
เสน่ห์ของการเขียนบันทึกคือความมีอิสระในการเขียน จะเขียนเรื่องใดก็ได้ หัวข้อใดก็แล้วแต่ความสนใจ เขียนเพื่อตัวเอง เขียนเพื่อคนที่เรารัก เขียนเพื่อองค์กร เขียนเพื่อสรรพสิ่งที่เราชอบ เมื่อเปิดหน้าแรกของ gotoknow ที่รวมเรื่องราวที่คนเขียน หน้านี้จึงสวยงามที่สุดเพราะหน้าแรกบ่งบอกถึงเสรีภาพและการรวมตัวกันอย่างสันติแล้วก่อเกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้-เยียวยาร่วมกัน
.
.
จากที่เขียนมาข้าพเจ้าคงสามารถให้คำตอบกับคำถามของท่านอาจารย์จันทวรรณได้เพียงสองข้อแรก ส่วนข้อที่สามเกินนั้นกำลังของข้าพเจ้าค่ะ...
1) ท่านคิดว่าท่านได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน GotoKnow
ข่าวสารความเป็นไป มิตรภาพอันงดงาม การค้นพบความสุขในความฝันที่ถูกเติมเต็ม และที่สำคัญได้พยายามรู้จักตัวเองมากขึ้นเพื่อนำไปสู่การละลายตัวเองและหล่อหลอมตัวเองให้เป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
การรู้จักคนอื่นถือเป็นความรู้ การรู้จักตัวเองจึงเป็นการรู้แจ้งแห่งปัญญา เล่าจื๊อกล่าวไว้เช่นนั้น
.
2) ท่านคิดว่าการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานจะทำให้ยั่งยืนได้อย่างไร
ความเป็นอิสระในการถ่ายทอดและเรียนรู้ด้วยความสุขและมิตรไมตรีที่มีให้กัน
เสน่ห์หนึ่งของนกคือการบิน เพราะการบินนี้เองที่เราไม่รู้ว่าจะได้เจอนกตัวนั้นอีกหรือไม่ ความเป็นนกนั้นจึงงดงาม
.
สุดท้ายต้องขอขอบคุณ gotoknow ที่อนุเคราะห์พื้นที่ในการเขียนอ่าน ให้ข้าพเจ้าได้รับมิตรภาพ อิสรภาพและความสุขอันงดงาม ตลอดจนให้ช่องว่างให้ข้าพเจ้าได้พยายามรู้จักตัวเองให้มากขึ้น
ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านสำหรับมิตรไมตรี และข้าพเจ้าคงไม่มีสิ่งใดที่จะตอบแทนได้นอกจากบันทึกทุกบันทึกที่ข้าพเจ้าตั้งใจเขียนจากความสุขความรู้สึกดีที่หวังจะส่งผ่านรอยยิ้มเล็กๆ ให้กัลยาณมิตรได้บ้างค่ะ
.
ปล. บันทึกนี้ยาวหน่อยค่ะเพราะตั้งใจมาแจมช่วยเพิ่ม “ปริมาณ” ให้ท่านอาจารย์จัน นะคะ :)
ขอบคุณค่ะ
* 5-me - Concept from Self Observation by Red Hawk
...

...
Michael Nyman - The Heart Asks Pleasure First
http://www.youtube.com/watch?v=u83xIXliIXY&feature=related
*มีความรู้สึกดีๆที่G2K เช่นเดียวกับน้องปริมค่ะ
สักพักหนึ่งข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึก'เชื่อง' กับสังคมนี้คล้ายๆ กับสุนัขจิ้งจอกที่ทำตัวเองให้คุ้นเคยกับเจ้าชายน้อย
สำหรับผมเหมือนคนป่าที่หลงเข้ามาสู่เมือง และได้แต่แอบดีใจที่ได้รับเมตตาจากเมืองหยิบยื่นไมตรีแห่งกัลยาณมิตรลงมาให้...
ขอบคุณเรื่องราวดี ๆ ที่มีมาแบ่งปัน...ช่วยส่งผ่านให้มุมมองเปิดกว้างขึ้น
ขอบคุณมากครับ
คุณปริมครับ คิดและเขียนอย่างมีสติ อ่อนน้อมถ่อมตนมาก อ่านเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย แทรกข้อคิดปรัชญาที่หาอ่านได้ยาก ความคิดคำคมลึกซึ้ง ที่นักเรียนนักศึกษาน่าจะนำไปใช้เป็นแบบอย่าง โกทูโน มีคุณค่าและมีเสน่ห์ที่มีสมาชิกที่เป็นมืออาชีพอย่างคุณปริม ครับผม
ขอเห็นด้วยกับท่านชยันต์ค่ะ
เขียนหนังสือเหมือนภาพวาดศิลปะเลยนะคะ มีความงดงามอ่อนช้อนละมุนละไมและใส่ใจในรายละเอียดความหมาย ทำให้ผู้อ่านได้แง่คิดมากมายและไตร่ตรองใคร่ครวญไปด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
้น้องปริมค่ะ...เพียงสองปีนะค่ะ พี่นึกว่าจะกว่าาาา..นี้ค่ะ แหม..อยากร้องเพลงนี้ขึ้นมาทันทีเลย...เคยได้ยินไหม๊เอ่ย??? ถูกตา ต้องใจ ต้องมนต์ของใครคนหนึ่ง..(intro..) .มนต์นั้นก็คงเป็น การได้อ่านข้อเขียนของน้องปริมนี่หล่ะค่ะ ที่ช่วยสอนพี่มากมาย ทั้งสไตล์และสาระ อืมม์..เยี่ยมค่ะ...สองปี..กับความฝันที่ไปด้วยกัน (ร่วมกับกัลยาณมิตรที่ Go to Know) เป็นจริงนะค่ะ... อย่างกะที่จอห์น เลนนอนว่าไว้เลยค๊า :-))
ขอขอบคุณนะคะคุณปริมที่เขียนเรื่องราวดีๆผ่านทางนี้ให้ได้อ่าน ทำให้คนที่มีโลกแคบๆเล็กๆอย่างยายหนูแจ๋วที่อยู่แต่ในครัวได้เห็นโลกกว้างจากเมืองสิงโต และแนวคิดที่ดีๆ แม้บางทีอ่านแล้วสมองรับได้เข้าไม่ถึงก็ขอบคุณที่เขียนได้ศึกษาเรียนรู้ ขอบคุณค่ะ
แทนคำขอบคุณอีกนิด ด้วย ...
อาจารย์ได้ใช้ Gotoknow เพื่อ "เจริญสติ" ใช่ไหมครับ ;)...
สติที่เจริญแล้ว ย่อมนำมาสู่การรู้จักตัวเองที่แท้จริง ;)...
สวัสดีค่ะคุณพี่ใหญ่
ขอบคุณมากค่ะสำหรับกำลังใจ แรงบันดาลใจ และข้อคิดดีดีที่พี่ใหญ่นำมาฝากปริมและกัลยาณมิตรที่นี่เสมอเช่นกันนะคะ
ฝันดีค่ะคืนนี้
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพิชัย
คุณพิชัยทำให้ปริมนึกถึงคำพูดที่ว่า country bumpkin คนบ้านนอกเข้าเมืองที่ปริมโดนแซวเป็นประจำที่ต้องเข้าเมืองวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ ปกติไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่ชอบไปเดินป่ามากกว่า แต่หากเลี่ยงไม่ได้ก็จะโดนแซวค่ะ
แต่ชุมชนที่นี่เอื้ออาทรกันดีมากค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ฝันดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณจัตุเศรษฐธรรม,
ขอบคุณมากมาย่นกันสำหรับบทความดีดี ข้อคิดดีดีที่คุณนำมาแบ่งปันค่ะ บางเรื่องระดับสติปัญญาของปริมยังไปไม่ถึงแต่ก็พยายามที่จะศึกษาค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ฝันดีค่ะ
ได้ยินเพลงโปรด แวะมาบอกก่อนอ่านว่า ถูกใจเพลงมากมายค่ะ เดี๋ยวอ่านแล้วคุยอีกที :-)
จำได้ว่า ตามอ่านบันทึกของน้องปริมตั้งแต่มาเป็นสมาชิกใหม่ ๆ ใช้ชื่อภาษาปะกิด เรานั่งอ่านออกเสียงและนั่งคิดว่า ออกเสียงถูกหรือเปล่าหนอ พิ-ริ-มาด
ชอบสไตล์การเขียน และชื่นชมในความเพียร มีความอุตสาหะ เลือกภาพสวย เพลงไพเราะแบบสงบ ยังจำบันทึกที่บันทึกเสียงนกร้องยามเย็นมาใส่ พี่ต้องวานลูกชายให้มาเซฟให้แม่ฟังยามเข้านอน
ทุกวันนี้ก็ยังหวนกลับไปฟัง เมื่อกลับเมืองไทยน่ะค่ะ ลูกบันทึกไว้ในคอมพ์ที่บ้าน
นี่ก็ลุ้น(จริง ๆ ไม่ต้องลุ้น)ว่า ช่อดอกไม้คงมีโอกาสไปเที่ยวเมืองสิงห์โตแน่ ๆ :-)
เขียนเยอะๆ นะคะ รอและตามอ่านอยู่ค่ะ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์ชยันต์,
ขอบคุณมากค่ะสำหรับห่อหมกใบยออร่อยๆ นะคะ ;)
อ่านข้อคิดเห็นของท่านอาจารย์แล้วปริมต้องย้อนกลับไปอ่าน me 3 ข้างบนค่ะ
ขอบคุณมิตรไมตรีและคำชมจากท่านอาจารย์ค่ะ
มีความสุขในการทำงานวันนี้ค่ะ ;)
สวัสดีค่ะคุณ krutoom,
แหม...อยากทำตัวเหมือนดินที่ไม่หวั่นไหวต่อคำชมค่ะ แต่ยิ้มและปลื้มไปแล้ว คิดไม่ทันค่ะทำไงดี
ขอบคุณมากค่ะสำหรับกำลังใจดีดีที่มีให้คนบ้านเดียวกันค่ะ ;)
สุขสันต์บ่ายวันพุธนะคะ
สวัสดีค่ะคุณศิลา,
น่าจะใช่เลยนะคะที่ว่าการเขียนเป็นศิลปะอย่างหนึ่งค่ะ ตั้งแต่เด็กปริมเป็นที่ไม่เอาไหนด้านศิลปะเลยค่ะ วาดรูปก็ไม่เก่ง เล่นดนตรีก็ไม่เป็น ดนตรีไทยที่เล่นได้มีอย่างหนึ่งค่ะ ฆ้องวง เพราะคงไม่ต้องการความปราณีตมาก พอจะไปเล่นในวงดนตรีโรงเรียนได้ ตอนนี้ที่อยากพัฒนาตนเองก็คงด้านนี้แหละค่ะ จะได้มีความเป็นศิลปินกับเขาบ้างสักนิดก็ยังดีค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ ;)
สวัสดีค่ะพี่อาจารย์ kwancha,
โอ้โฮ..พี่อาจารย์คะวันนี้มาทักทายกันด้วยเพลงแนวย้อนยุคมากนะคะ ปริมก็ยังอุตส่าห์ได้ยินมาก่อนอีก สงสัยปริมจะตามหลังพี่อาจารย์ไม่กี่ปีนะคะเนี่ย ;)
จริงๆ แล้วเขียนบันทึกจริงๆ ก็ปีครึ่งค่ะ ปีที่แล้วช่วงครึ่งปีหลังงานยุ่งมากเพราะกำลังเตรียมโปรเจคใหญ่ไม่เคยทำอะไรเลยนอกจากทำงานจนเพื่อนๆ ถามว่าย้ายบ้านไปอยู่โรงงานหรือยัง ตอนนี้โปรเจคสำเร็จลงด้วยดี ทีมงานเราก็แยกย้ายไปทำอย่างอื่นกัน ปริมก็นั่งเฝ้าหน้าจอคอมทุกวันเลยมีเวลาอ่านเขียนมากขึ้นค่ะ ทำในสิ่งที่ชอบ...มีความสุขนะคะ
ขอบคุณพี่อาจารย์ที่แวะเวียนมาอ่านและให้กำลังใจกันเสมอค่ะ ถ้าช่วงไหนงานรุมปริมก็คงเพลาๆลงบ้างค่ะ
ขอบคุณค่ะ