การใช้คำถามสะท้อนความคิดคือจุดเริ่มต้นของการสร้างความคิดอันยิ่งใหญ่
การสอนแบบโซกราตีส: สร้างเมธีด้วยวิถีแห่งปัญญา
เฉลิมลาภ ทองอาจ
โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โซกราตีส (Socrates) เป็นนักปรัชญากรีกซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง 470 ปีก่อนคริสตกาล - 399 ปีก่อนคริสตกาล เขาเป็นนักปราชญ์แห่งเอเธนส์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานของปรัชญาตะวันตก แม้ว่าเขาจะมิได้มีผลงานการเขียนใดๆ ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน แต่นักปรัชญากรีกรุ่นหลัง อาทิ เพลโต (Plato) และ เซโนฟอน (Xenophon) ก็ได้บันทึกแนวคิดและวิธีการสอนของเขาไว้ในงานเขียนทางปรัชญาของตนเอง สำหรับโซกราตีสแล้ว เขามีความเชื่อว่า ลักษณะสำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ก็คือ ความมุ่งมั่นในการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง (self improvement) ให้ไปสู่ความสำเร็จ และการปรับปรุงและพัฒนาตนเองนั้นควรจะมุ่งเน้นไปที่กระบวนการให้ได้มาซึ่งความรู้ (acquisition of knowledge) เกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของสิ่งต่างๆ

คุรุเมธีของเอเธนส์ผู้นี้ มักจะใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนนและที่สาธารณะ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่สนทนากับสานุศิษย์เกี่ยวกับปรัชญา โดยเฉพาะการระบุความหมายของสิ่งต่างๆ เช่น ความยุติธรรม ความงาม ความกล้าหาญ ความยับยั้งชั่งใจ คุณธรรม เป็นต้น การระบุความหมายของคำต่างๆ เหล่านี้ โซกราตีสมุ่งหาความหมายที่แท้จริงจากการใช้วิธีการตั้งคำถามและการสนทนาถามตอบ ลักษณะการสนทนาของเขาเช่นนี้ มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาจะกำหนดว่า จะต้องปฏิเสธความรู้และความเชื่อของตนเอง และใช้คำถามเป็นครู ส่วนเขาจะกลับไปมีบทบาทเหมือนผู้เรียน ที่พยายามจะตอบคำถามที่ตนเองตั้งขึ้น และคำตอบนั้นจะต้องมีความกระชับ ชัดเจน และมีความครอบคลุมความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ตั้งประเด็นให้มากที่สุด ทั้งนี้โดยมีเงื่อนไขกำกับว่า เขาจะไม่อภิปรายประเด็นหรือเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม หากยังไม่เข้าใจประเด็นพื้นฐานเพียงพอ ลักษณะการสนทนาและการตั้งคำถามของ โซกราตีสได้รับการบันทึกไว้โดยเพลโต ซึ่งทำให้เกิดที่มาของวิธีการทางปรัชญาเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่เรียกว่า “วิธีการของโซกราตีส” (Socratic method) ในยุคต่อมานั่นเอง (Maxwell, 2011: online)
วัตถุประสงค์ที่สำคัญของวิธีการของโซกราตีส คือ เพื่อให้ผู้เรียนประมวลผลข้อมูลและเกิด ความเข้าใจหัวข้อหรือประเด็นปัญหาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยการสืบสอบกระทั่งค้นพบคำตอบด้วยตนเอง และนอกจากการพัฒนาด้านสติปัญญาแล้ว วิธีการนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อันจะก่อให้เกิดคุณลักษณะที่ดีงาม เช่น เคารพและให้เกียรติผู้อื่น มีใจกว้างและมีค่านิยมประชาธิปไตย มากกว่าจะมุ่งให้ผู้เรียนโต้แย้งกันในลักษณะของการโต้เถียงด้วยคารม (debate) ซึ่งมุ่งหวังการแพ้ชนะ การแข่งขันและการยึดถือตนเองเป็นสำคัญ
มโนทัศน์ทั่วไปของวิธีการของโซกราตีสคือ การที่ผู้สอนและ/หรือผู้เรียน ตั้งคำถามเกี่ยวกับ สิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วสนทนาโต้ตอบกับตนเอง และ/หรือผู้อื่น กระทั่งสามารถที่จะสืบสอบไปถึงคำตอบที่แท้จริงของปัญหานั้นได้ด้วยตนเอง สำหรับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการของโซกราตีส ผู้สอนจะมีบทบาทในการใช้ชุดคำถามหลากหลายคำถาม เพื่อให้ผู้เรียนได้พิจารณาตนเองว่ามีความรู้ ประสบการณ์ ค่านิยมและความเชื่อต่อเรื่องนั้นอย่างไร และมีวิธีการให้เหตุผลในการหาคำตอบอย่างไร ลักษณะของการสนทนาจะเป็นการถามตอบและการให้เหตุผลโต้แย้ง จนกว่าผู้เรียนจะสามารถสรุปหรือสร้างคำตอบของปัญหาที่กระจ่างชัดได้ด้วยตนเอง และในอุดมคตินั้น คำตอบของผู้เรียนควรมีลักษณะเป็นคำตอบที่สามารถจะวิจัยหรือวิเคราะห์วิพากษ์ต่อไปได้ ทั้งนี้ ครูสามารถใช้วิธีการของโซกราตีสเป็นกลยุทธ์การสอนได้ในทุกรายวิชาและทุกระดับชั้น (Coffey, 2009: online)
ขั้นตอนการใช้วิธีการของโซกราตีสโดยทั่วไป จะเริ่มจากการที่ครูนำเสนอประเด็น หัวข้อหรือเรื่องราวให้ผู้เรียนพิจารณา ซึ่งอยู่ในรูปของตัวบท (text) ซึ่งเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่าเรื่อง การให้อ่านเอกสาร การให้ชมวีดิทัศน์ เป็นต้น จากนั้นครูจะค่อยๆ ใช้คำถามนำเพื่อให้ผู้เรียน เริ่มไตร่ตรอง และเสนอความคิดเห็นหรือความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับประเด็นที่กำหนด ในขั้นตอนนี้ ผู้เรียนจะต้องใช้ประสบการณ์และความรู้เดิมของตนเอง มาใช้ในการตอบปัญหาที่ครูนำเสนอ เมื่อได้รับคำตอบแล้ว ครูจะเสนอคำถามต่อไป โดยอาศัยการสะท้อนมุมมองคำตอบของผู้เรียนในรอบแรกเป็นพื้นฐาน ทั้งนี้เพื่อให้คำตอบมีความกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น วิธีการลักษณะนี้เป็นวิธีการเชิงอุปนัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสร้างมโนทัศน์ ด้วยการให้คำนิยามของประเด็นหรือหัวข้อที่พิจารณาได้ด้วยตนเอง และมีระดับความเข้าใจที่ลุ่มลึกยิ่งขึ้น
ลักษณะของเนื้อหาสาระที่เหมาะจะใช้วิธีการของโซกราตีสนั้น ควรเป็นประเด็นหรือเนื้อหาที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน หรือยังคงมีความคลุมเครือ ซึ่งจะต้องใช้คำถามสำหรับการสืบสอบจำนวนมาก ดังที่ Reich (2003: 2) ได้กล่าวถึงลักษณะของวิธีการของโซกราตีสสรุปได้ดังนี้
1. ใช้คำถามเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบค่านิยม มโนทัศน์ หลักการและ ความเชื่อของผู้เรียน ในการเรียนการสอน ผู้สอนจะใช้คำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการไตร่ตรองเกี่ยวกับสภาพหรือภาวะต่างๆ มากกว่าที่จะใช้เพื่อทบทวนความรู้หรือเน้นให้เกิดการจำ คำถามจึงเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนค้นพบว่า แท้จริงแล้วตนเองคิดเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไร ตามประสบการณ์หรือความเชื่อที่ตนเองมีต่อสิ่งนั้น
2. มีเป้าหมายหลักของการสนทนาคือการหาความหมายหรือคำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่พึงกระทำของชีวิต วิธีการของโซกราตีสมิได้มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบว่าความจริงเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ของโลกนั้นเป็นอย่างไร แต่เป็นการทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจว่า ตนเองมีค่านิยม ความเชื่อและให้ความหมายต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าอย่างไร และสิ่งนั้นมีความหมายต่อชีวิตของตนหรือไม่ เพราะเหตุใด
3. เป็นการสนทนาที่คู่สนทนาจะต้องให้แสดงความคิดเห็นอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นบรรยากาศที่มีความตึงเครียดในระดับหนึ่ง หมายความว่า การสนทนาในลักษณะของการวิพากษ์ความคิดของคู่สนทนา แต่ละฝ่ายจะต้องดำเนินการบนหลักของการโต้แย้งด้วยเหตุและผลและมีความตั้งใจ ไม่วิพากษ์ด้วยอคติหรือใช้ความรู้สึกอันเป็นส่วนตัว
4. เหมาะสำหรับประเด็นหรือหัวข้อที่มีความซับซ้อน มีความยากหรือยังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีความชัดเจน การสนทนาในประเด็นที่ยังหาข้อยุติได้ยาก ย่อมมีประเด็นในการตั้งคำถามและซักค้านได้อย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจในประเด็นที่สนทนามากยิ่งขึ้น
การให้ผู้เรียนได้สืบสอบลึกลงไปในความคิดของตนเอง กระทั่งสามารถสร้างความรู้จากประสบการณ์ของตนเองขึ้นมาได้ ถือเป็นแนวคิดสำคัญของการใช้ยุทธศาสตร์การสอนด้วยวิธีการของโซกราตีส ปัจจุบันได้มีการใช้วิธีการของโซกราตีสในการเรียนการสอนในหลายสาขาด้วยกัน ที่นิยมมากคือในสาขากฎหมาย เพราะบัณฑิตด้านกฎหมายจะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญคือเป็นผู้มีความคิดที่มีเหตุมีผล และมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ ตัวอย่างเช่น สำนักเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก (the Chicago Law School, University of Chicago) ได้จัดทำเว็บไซต์ที่เปิดโอกาสให้อาจารย์และนักศึกษาได้เข้าไปตั้งคำถาม และสนทนาโต้ตอบกันในเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางด้านกฎหมาย ซึ่งนักศึกษาจะได้ฝึกการใช้เหตุผล เพื่อปรับเปลี่ยนหรือป้องกันจุดยืนของตนเอง และที่สำคัญคือ ได้พัฒนาทักษะในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญของนักกฎหมายอีกด้วย (Pokorna, 2009: 12)
ตามที่ได้กล่าวมานี้ เมธีที่แปลว่านักปราชญ์ หาได้หมายถึงผู้ที่เป็นแต่เฉพาะพหูสูตรหรือ “ตำราเคลื่อนที่” เท่านั้น แต่นักปราชญ์ต้องเป็นผู้ดำรงชีวิตด้วยความคิดอันถึงพร้อมด้วยปัญญา รู้ว่ากรรมใดควรทำและรู้กาลใดควรก่อ ด้วยได้ไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว ในสังคมที่ความมืดมิดแห่งอคติกำลังเข้ามาครอบงำ การจัดการเรียนการสอนให้คนเป็นเมธี จึงต้องเริ่มจากการให้ผู้เรียนได้ไตร่ตรองและทบทวนความคิดของตนเอง แล้วจึงสืบสอบให้ลึกลงไปถึงสิ่งที่ตนเองรู้และยังไม่รู้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความกระจ่างแจ้งว่า แท้จริงแล้ว ปัญหาที่ตนเองประสบคืออะไร และควรแก้อย่างไร ดังที่กล่าวมานี้ จึงเรียกว่าวิธีแห่งเมธี ผู้สร้างวิถีแห่งปัญญา อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของความเป็นมนุษย์
____________________________