"ที่แล้วมาคนที่มีวิธีคิดแบบแยกส่วนมักจะคิดแคบ ๆ ว่าทางโลกก็คือโลกิยะ ทางธรรมก็คือโลกุตระ ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ท่านอาจารย์พุทธทาสได้พยายามที่จะทำลายวิธีคิดมักง่ายแบบนี้มาโดยตลอด หมอประเวศนับเป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าใจจุดนี้ และสามารถเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ สังคมและธรรมะ เข้าด้วยกันได้…"
”หมอประเวศเป็นผู้ที่สนใจธรรมะตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ได้เคยศึกษาทดลองปฏิบัติธรรม ภายหลังเมื่อได้รู้จักผลงานของท่านอาจารย์พุทธทาสแห่งสวนโมกขพลาราม หมอประเวศจึงได้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ทำให้หมอประเวศเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่สำคัญ ๆ ทั้งทางวิทยาศาสตร์ ทางสังคมและทางธรรมะ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับยุคสมัยนี้ ที่แล้วมาคนที่มีวิธีคิดแบบแยกส่วนมักจะคิดแคบ ๆ ว่าทางโลกก็คือโลกียะ ทางธรรมก็คือโลกุตระ ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ท่านอาจารย์พุทธทาสได้พยายามที่จะทำลายวิธีคิดมักง่ายแบบนี้มาโดยตลอด หมอประเวศนับเป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าใจจุดนี้ และสามารถเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ สังคมและธรรมะ เข้าด้วยกันได้…
ในหนังสือเล่มนี้ หมอประเวศได้พูดถึงหลักอิทัปปัจจยตาค่อนข้างมากและอธิบายได้ดี หลักอิทิปจจยตาหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น อาศัยอยู่และเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย ทุกอย่างก็เนื่องกันด้วยเหตุด้วยปัจจัย หลักนี้มีอยู่ในวิทยาศาสตร์ทุกแขนง นักวิทยาศาสตร์บางคนจะพูดถึง “การมีระบบตามธรรมชาติ (Orderliness)” คำนี้ในภาษาบาลีเรียกว่าธรรมนิยามตาซึ่งก็คือปัจจยตานั่นเอง ถ้าพิจารณาดูดี ๆ จะพบว่า หลักความจริงนี้มีอยู่ในตัวเองและทุกกระเบียดนิ้วของชีวิต แล้วเราจะไม่สนใจมันได้อย่างไร?”
สันติกโรภิกขุ
พฤษภาคม ๒๕๔๕
ท่านอาจารย์สันติกโร
หนังสือเรื่อง "วิถึมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑" โดยศาสตราจารย์นายแพทย์ ประเวศ วะสี เป็นหนังสือที่ผูู้เขียนซื้อมาอ่านนานหลายปีและที่รู้สึกปิติเสมอเมื่อได้หยิบขึ้นมาอ่านคือคำนิยมหรือคำนำที่ท่านอาจารย์สันติกโร (ปัจจุบันท่านสึกแล้วและเป็นอาจารย์ผู้เผยแพร่ธรรมะและสอนศาสตร์นพลักษณ์ Enneagram) ในสหรัฐอเมริกา) ได้เขียนกล่าวสรรเสริญท่านอาจารย์ประเวศ วะสีไว้อย่างน่าประทับใจ
หากจะกล่าวให้ชัดเจน ผู้เขียนมีครูสอนธรรมะท่านแรกคือท่านอาจารย์สันติกะโร สมัยที่ท่านยังบวชเป็นพระที่วัดสวนโมกขพลาราม คำสอนหลายคำของท่านปรากฎเป็นจริงเมื่อเราได้รู้และเห็นด้วยตัวเองในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ใช่เวลา ณ ขณะที่ท่านสอน
คำนำที่ท่านเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ที่ผู้เขียนยกมา จะไม่ขอลงรายละเอียดการอธิบาย แต่จะดึงบางประเด็นมาเชื่อมโยงให้เข้าสู่เนื้อหาของบันทึกนี้ว่าด้วยเรื่อง "เทคโนโลยีการศึกษา"
ประเด็นที่ ๑ ท่านคงได้สังเกตเห็นจากประวัติของท่านอาจารย์ประเวศแล้วว่าท่านเป็นผู้มีความรอบรู้หลากหลายมิติ หาได้มีวิธีการคิดแบบแยกส่วนเป็นสาขาวิชาไม่
ประเด็นที่ ๒ หลักอิทัปปัจจยตาที่ท่านกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ โดยผู้เขียนขอยกถ้อยคำของท่านมาให้เห็นถึงวิธีคิดของท่านพอสังเขปดังนี้
"ธรรมชาติความเป็นจริงของสรรพสิ่งคือความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง หรืออนิจจตา ไม่ใช่ภาวะสถิตหรือตายตัว เมื่อไม่ตายตัวก็เชื่อมกัน ไม่แยกส่วน สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเชื่อมโยงอย่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (dynamic inter-connectedness) คำทางพุทธเรียกว่า อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตาคือสภาพที่สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นปัจจัยต่อกันและกัน หรือเป็นกระแสของเหตุปัจจัยอันหนุนเนื่องกันเป็นนิรันดร" หน้า ๕๔
ท่านกล่าวว่า "วิทยาศาสตร์ได้ทำให้มนุษย์เข้าถึงความจริงตามธรรมชาติบางส่วน แล้วเอาความรู้นั้นมาใช้ทำให้เกิดอำนาจมหัศจรรย์เหมือนปาฏิหาริย์ต่าง ๆ แล้วพากันเสพติดอำนาจมหัศจรรย์ต่าง ๆ เหล่านั้น แต่วิทยาศาสตร์อย่างที่ยึดถือกันมา ยังไม่ใช่ปัญญาที่เข้าถึงความจริงทั้งหมด เพราะวิทยาศาสตร์นั้นแยกส่วน"
จากคำกล่าวของท่าน ผู้เขียนเชิญชวนให้เรามาร่วมกันย้อนกลับไปนึกถึงนักปราชญ์สมัยโบราณไม่ว่าจะเป็น "โสเครติส" "อริสโตเติล" "เพลโต" หรืออีกหลาย ๆ ท่าน แม้กระทั่งในยุคสมัยศตวรรษ ๒๐ ไม่นานมานี้ ได้แก่ "ฟูโกต์" นักปราชญ์ทั้งหลายเหล่านี้มีความรอบรู้หลายสาขาวิชา โดยเฉพาะฟูโกต์ กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้เป็น "นัก" อะไรโดยเฉพาะ
แม้กระทั่งผู้เขียนเอง หากจะบอกว่าเป็นนักกฎหมาย ก็ยังไม่ค่อยจะยอมรับความจริงข้อนี้สักเท่าไหร่ในสถานการณ์ที่มิใช่ กล่าวคือในกรณีที่จะเป็นนักกฎหมาย ก็คงเป็นต่อเมื่อทำงานหรือเขียนงานเกี่ยวกับกฎหมาย แต่หากว่าทำงานลักษณะอื่นที่ใช้ความเป็นสหวิทยาการอยู่ ก็คงไม่ใช่ พอถึงจุดหนึ่งที่เรารอบรู้และเติบโต เราอาจจะไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ว่าใครเป็นอะไรได้ชัดเจน ความเป็น "นัก" อะไรก็แล้วแต่ มาจากแนวคิดตะวันตก
ดร. ธงชัย วินิจจะกูลได้กล่าวถึงการจำแนกสาขาวิชา ปรากฎในหนังสือ “ความจริงในมนุษยศาสตร์” หน้า ๓๔ สรุปได้ว่าการจำแนกกลุ่มสาขาวิชาการออกเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์หรือจำแนกเป็นวิชาเชิงประยุกต์กับบริสุทธิ์มีรากเหง้ามาจากวิทยาการสมัยใหม่ประมาณปลายศตวรรษที่ ๑๙ ในอังกฤษและอเมริกา ซึ่งมีอิทธิพลต่อระบบการศึกษาของไทยเราอย่างมากโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาหรือการศึกษาระดับสูง จนในที่สุดกลายมาเป็นโครงสร้างการบริหารวิชาการของไทยเราด้วย
หากเราพยายามทำความเข้าใจรากที่มาของสรรพสิ่งที่เป็นเหตุและเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เพราะสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงเกิด เราจะค้นพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาทีหลังเป็นเพียง "เครื่องมือ" หนึ่ง ๆ ที่กื้อกูลเราให้เข้าใจและเข้าถึงความจริง "บางส่วน" เท่านั้น แต่หากจะเข้าใจเข้าถึงความจริงเป็นองค์รวมเชื่อมโยงซึ่งกันและกันจะต้องใช้ปัญญาให้เห็นความจริงนั้นเอง
กรณี "เทคโนโลยีการศึกษา" เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่จะช่วยส่งเสริมการศึกษาของไทยเราอย่างมาก ซึ่งประโยชน์นี้จะไม่พูดถึง เพราะเราได้รับฟังกันมามากแล้วว่าเปลี่ยนเปลงวิถีชีวิตของผู้คนในยุคนี้อย่างไร สิ่งที่จะกล่าวถึงคือการเน้นย้ำความจริงที่ว่า "เทคโนโลยี" ใด ๆ เมื่อนำมาใช้กับเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เป็นเพียง "เครื่องมือ" ส่วนเป้าหมายคือการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติตามมาตรา ๖ ที่ว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างคนในที่ทำงานของผู้เขียนหรือแม้กระทั่งตัวผู้เขียนเองว่า "เว้าแหว่ง" ไม่สมบูรณ์อย่างไร หากเรามองจาก "ผู้ใหญ่" แล้วย้อนกลับไปมองที่ "ต้นกล้า" คือเยาวชนไทยจะเห็นว่าเราควรจะปลูกฝังอะไรให้แก่พวกเขา
ผู้เขียนเคยได้รับเชิญให้ไปเป็นกระบวนกรจัดสุนทรียสนทนาให้กับเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศขององค์กรเป็นครั้งแรกของพวกเขา คำหนึ่งที่รุ่นพี่ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวมาคือ
"ชึวิตทุกวันนี้ของพี่เหมือนเครื่องจักร ตาดูจอเรดาร์ มือคีย์แป้นพิมพ์ หูฟัง และปากไม่ได้พูดภาษามนุษย์"
สิ่งที่พี่เขาทำเป็นประจำทุกวันเป็นไปตามคู่มือการปฏิบัติงานระดับสากลที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ในเมื่อมันเป็นมาตรฐานสากลเช่นนี้ ทำไมไม่ใช้หุ่นยนต์ทำงาน สาเหตุก็เพราะหุ่นยนต์ตัดสินใจไม่ได้ที่จะให้เครื่องบินลำไหนขึ้นลง ไต่ระดับช่วงไหน นอกจาก "การตัดสินใจ" ของมนุษย์แล้ว นอกนั้น พี่เขาก็คือหุ่นยนต์ดี ๆ นั่นเอง
งานควบคุมจราจรทางอากาศเงินเดือนสูงมาก อีกทั้งสวัสดิการก็ดีเยี่ยม การรับพนักงานเข้ามาในแต่ละครั้งมีคนจบมาจากหลากหลายสาขาวิชา ได้แก่ ทันตแพทย์ วิศวกร บริหาร หรือแม้กระทั่งผู้ที่จบจากต่างประเทศสาขาใดก็ตาม ขอเพียงให้สอบผ่านภาษาอังกฤษตามเกณฑ์ที่กำหนด เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะจบสาขาอะไรมาก็จะนำท่านไปฝึกอบรมใหม่ ใช้ภาษาใหม่เป็นภาษาเทคนิคเฉพาะเพื่อการสื่อสารในวงการบิน อบรมจนได้รับ "license"
ที่ยกตัวอย่างมานี้ เพื่อที่จะให้ย้อนกลับมาในประเด็นที่ว่าเทคโนโลยีใดก็ตามจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้เข้าถึงความจริง ความรู้ในสาขาวิชาใดโดยเฉพาะ สุดท้ายแล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องการพัฒนาปัญญาเพื่อกำกับดูแลวิถึชีวิตมนุษย์ในทศวรรษใหม่นี้
ทั้งนี้ ในประเด็นเรื่องการพัฒนานั้น เมื่อมองมนุษย์เป็นศูนย์กลางที่จะต้อง "ถูกพัฒนา" ควบคู่ไปกับการไป "พัฒนา" สิ่งต่าง ๆ จะเห็นว่ามีองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้อ ๔ ประการ จากหนังสือการพัฒนาที่ยั่งยืน
การพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นเมื่อระบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ ๔ ประการดำเนินไปด้วยกันได้ด้วยดี โดยท่านพระพรหมคุณากรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) กล่าวไว้ว่าองค์ประกอบ ๔ ประการนั้น ได้แก่
๑. มนุษย์
หากรู้จักใช้สติปัญญา “โยนิโสมนสิการ”
๒. สังคม
เปรียบได้ดั่ง “กัลยาณมิตร” ที่แวดล้อมซึ่งจะเกื้อกูลส่งเสริมกันมากกว่าจะแข่งขันเบียดเบียนกัน
๓. ธรรมชาติ
เข้าใจและใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ มิใช่จัดการเพื่อที่จะเอาชนะธรรมชาติ หรือแสวงหาประโยชน์จากธรรมชาติแบบทำลายธรรมชาติ
๔. เทคโนโลยี
โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี ท่านพระพรหมคุณากรณ์กล่าวว่ามนุษย์ในยุคปัจจุบันถูกท้าทายเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถใช้สิ่งที่ตนสร้างสรรค์ขึ้นมาเป็นครื่องมือเกื้อหนุนในการพัฒนาตนไปสู่จุดหมายแห่งชีวิตดีงามสมบูรณ์ที่มีอิสรภาพและสันติสุขได้หรือไม่ หรือจะถูกสิ่งที่ตนเองสร้างขึ้นมานั่นแหละชักจูงออกไปจากโลกและชีวิตแห่งความเป็นจริง และถูกมันชักนำไปสู่ความพินาศ ในที่สุด เรื่องนี้การพัฒนามนุษย์จะเป็นเครื่องตัดสิน
มนุษย์จะใช้เทคโนโลยีหรือจะถูกเทคโนโลยีใช้
สำหรับทิศทางการพัฒนามนุษย์จะเป็นเช่นไร เริ่มจากการสร้างวิธีคิดแบบ "องค์รวม" แทนที่ "แยกส่วน" เพื่อให้เข้าถึงความจริงของสรรพสิ่ง แนวคิดแยกส่วนนำมาซึ่งความหายนะในหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมุ่งเน้น "อัตตา" มองตนเอง ศาสตร์แห่งตนเป็นศูนย์กลาง มองพวกตัวเองดีกว่าพวกอื่น เกิดการยกพวกตีกันข้ามสถาบัน หรือแม้แต่การแบ่งพวกตามความเชื่อเรื่อง "สี" ซึ่งสิ่งบ่งชี้นี้สะท้อนให้เห็นว่าเราขาดการปลูกฝังปัญญาการมองเห็นตัวเองเชื่อมโยงกันทั้งสี่องค์ประกอบดังกล่าว แต่มองตนเองแปลกแยกจากธรรมชาติ และกำลังนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต โดยมองไม่เห็นธรรมชาติรอบตัว ความจริงที่ปรากฎในจอคอมพิวเตอร์ ใน ipad iphone หรือ tablet ไม่เหมือนกับความจริงที่ปรากฎในธรรมชาติ ความจริงที่ปรากฎหรือความจริงที่ใช้สื่อสารกันผ่านเทคโนโลยีเป็นความจริงสำเร็จรูป เป็นความจริงที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว
การใช้เทคโนโลยีจึงต้องใช้ให้เป็น ใช้แบบเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงความจริงด้วยปัญญา มิใช่เชื่อในความจริงที่ปรากฎตรงหน้าทั้งหมด อีกทั้งการใช้เทคโนโลยีเฉพาะเรียนรู้ในสาขาตนหรือเข้าถึงข้อมูลที่ไม่สร้างสรรค์ก่อให้เกิดการคิดได้ด้วยตนเอง แต่ทำลายวิธีคิดแบบริเริ่มสร้างสรรค์ ความรู้ที่ได้มาจากข้อมูลเหล่าน้้นไม่ใช่ความรู้ที่จริงแท้
ความรู้ที่ได้จากเทคโนโลยีต้องเป็นความรู้ที่สร้างความรู้คู่กับปัญญา
ตัวอย่างรุ่นพี่ที่ทำงานมองจอเรดาร์เป็นประจำ ไม่เคยมองเห็นความจริงของธรรมชาติด้วยปัญญา ไม่ได้สัมผัสความจริงของความเป็นมนุษย์ที่แท้เลย เขาเองก็รู้ตัวว่าห่างไกลชีวิตมนุษย์ปกติไปทุกที แต่ยังปรับวิถีชีวิตตัวเองไม่ได้ เราคงไม่อยากเห็นกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ลง (dehumanization) ในยุคที่เทคโนโลยีกำลังเฟื่องฟูเช่นนี้เป็นแน่แท้
ความรู้ (knowledge) เปลี่ยนมาเป็นความรอบรู้ (prudence) แบบปรีชาญาณ
รู้อะไรไม่ใช่รู้แยกส่วน ไม่ใช่รู้บางส่วน แต่ รู้รอบและลึกซึ้งในสิ่งที่ศึกษา
เวลาเป็นเงินเป็นทองเปลี่ยนมาเป็นเวลามีค่าเหมือนเงินทอง
หากผู้เขียนไม่ได้ผ่านกระบวนการอบรมบ่มเพาะนอกเหนือจากวิชาในสาขาอาชีพ จากท่านอาจารย์สันติกโรและบิดามารดา ผู้เขียนอาจจะเว้าแหว่ง ไม่สมบูรณ์ยิ่งกว่านี้ไม่แตกต่างกัน บุญกุศลใด ๆ ที่ผู้เขียนได้กระทำในชาตินี้ขอเป็นปฏิบัติบูชาแด่พระรัตนตรัย บิดามารดา และครูบาอาจารย์ทุกท่านค่ะ
ศรัทธา เมตตา สันติ
อ่านแล้วมีความสุขมาก..ขอบคุณค่ะ..
วิถีมนุษย์-มองแบบองค์รวม ... ดีจริงๆๆนะคะ (กาย+ จิตใจ+จิตวิญาณ)
ขอบคุณมาก กับบทความดีดีนี้นะคะ
..ชีวิต..เป็นองค์รวม..ใน..ธรรมชาติ..ที่..ซับซ้อนและ..ละเอียดลึกล้ำยิ่งนัก..ความเป็นนิรันดร์จึงจีรังเท่ากับเวลาของความคิดของมนุษย์..ก่อนที่จะดับลงกายใจจิตที่แยกสลายออกจากกัน....(แอบคิดจ้ะ..ยายธี)..
๑. มนุษย์
๒. สังคม ๓. ธรรมชาต ๔. เทคโนโลยี องค์ ๔ ที่พัฒนาให้ยั่งยืน "เราจะใช้เทคโนโลยีหรือเทคโนโลยีจะใช้เรา"....สวัสดีครับ
เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่เราสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราต้องนำมาประยุกต์ใช้
ให้สมบูรณ์แบบสมกับความเป็นมนุษย์นะคะ
ลึกซึ้งจริงแท้ทีเดียวครับ ท่านอาจารย์
มนุษย์กับเทคโนโลยี นั้น เป็น สิ่งที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกัน
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เทคโนโลยีก็ไม่ต่างกัน มีเกิด มีดับ อยู่เสมอ
ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณพี่ใหญ่
ใจดีของพวกเราทุกคนค่ะ
ตอบคุณหมอ ป.
ผ่านบันทึกนี้แล้วนะคะ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/496404
"พื้นที่แห่งความทุกข์" เพื่อค้นหา "พื้นที่แห่งความสุข" ;)...
คิดถึงเพลง "แดนศิวิไลซ์" ;)...
มนุษย์กับเทคโนโลยี นั้น เป็น สิ่งที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกัน
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เทคโนโลยีก็ไม่ต่างกัน มีเกิด มีดับ อยู่เสมอ
มนุษย์มีแตกดับ เทคโนโลยีเก่าหมดรุ่นไป เทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทน หมุนเวียนไป หากเข้าใจในธรรมชาติของกันและกันจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่เบียดเบียนกันค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
เขียนอะไรก็น่าอ่านไปหมด...คนอะไรก็ไม่รู้ ...
มาเยี่ยมด้วยความระลึกถึงนะครับ
ขอบคุณอาจารย์นพลักษณ์ ๑๐
ที่แวะมาเติมเต็มบันทึกนี้ค่ะ
ถ้าเราไม่ค้นพบทุกข์ เราจะไม่เข้าใจสุขแท้ค่ะ ปลาบปลื้มในความมีเมตตาให้คำคมแง่คิดอยู่เสมอ
เรียนอาจารย์ ศิลา การคิดแบบองค์รวม ฟังมาว่า ทางการแพทย์ เองก็ค้นว่าแพทย์เฉพาะ ไม่ใช่สิ่งดีที่สุด
สุดท้ายแล้วการแพทย์ ในศตวรรตที่ 21 จะมีการผลิตแพทย์เพื่อชุมชน( นพ.ธันว์)