ด้วยผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงที่เกี่ยวข้อง จึงขอใช้โอกาสท้ายๆ ของการอยู่ในแวดวงการศึกษานี้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ 15 ปีของการก้าวข้ามปัญหาเทคโนโลยีการศึกษา โดยมีปัจจัยในเรื่องของ "ใจ" เป็นสิ่งเกื้อหนุน

       แรกเริ่มเดิมทีนั้น ผู้เขียนไม่คิดจะเขียนบันทึก "ตามโครงการ สรอ.ขอความรู้" คำสำคัญ "ปัญหาเทคโนโลยีการศึกษา" เพราะต้องการทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนให้นักศึกษาเขียน แต่ในช่วงนี้เป็นสัปดาห์ของการสอบกลางภาค ซึ่งจะมีไปจนถึงวันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม 2555 นักศึกษาคงไม่มีเวลาเขียนและไม่ถนัดที่จะเขียนในเรื่องดังกล่าว กอปรกับผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงที่เกี่ยวข้อง จึงขอใช้โอกาสท้ายๆ ของการอยู่ในแวดวงการศึกษนี้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ 15 ปีของการก้าวข้ามปัญหาเทคโนโลยีการศึกษา โดยมีปัจจัยในเรื่องของ "ใจ" เป็นสิ่งเกื้อหนุน ดังคำทิ้งท้ายในบันทึกเรื่อง "ยาสมุนไพรจากหัวใจของพวกเรา (ลดการสูญเสียยาลูกกลอน) ของ CoMedSci (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/496263) ที่ผู้เขียนลุกขึ้นมาอ่านตอนตีสามเศษ ความว่า "หลายคนมองว่าปัญหามีไว้ให้แก้ไข แต่หากเราทำงานด้วยหัวใจ ผมเชื่อว่าปัญหานั้นไม่ได้มีไว้เพียงแค่ให้แก้ไข แต่มีไว้ให้เราให้ได้พัฒนางาน ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป"

      อนึ่ง ก่อนจะเขียนบันทึกเรื่องใดที่เป็นเชิงวิชาการ ผู้เขียนจะต้องมีการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอ่านบันทึกของผู้เขียนท่านอื่นๆ ก่อน เพราะยึดคติของ "ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์" ที่เขียนไว้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ความว่า ถ้าไม่ได้เป็นนักอ่าน   ไม่ควรคิดเป็นนักเขียน และหากเป็นนักเขียน ก็ควรเขียนเพื่อพัฒนาสังคม” (http://www.oknation.net/blog/markandtony/2012/07/20/entry-1และในการเขียนบันทึกนี้ ผู้เขียนได้อ่านและได้รับสารสนเทศจากผู้เขียน 5 ท่าน ที่ได้เขียนบันทึกตามคำสำคัญเดียวกันนี้  จึงขออนุญาตนำสารสนเทศและ/หรือข้อความจากบันทึกของกัลยาณมิตรทั้ง 5 ท่าน มาอ้างอิงไว้ในบันทึกนี้ (ท่านที่ 6 ในภาพ คือ คุณ ComMedsci ไม่ได้เขียนบันทึกตามคำสำคัญ "ปัญหาเทคโนโลยีการศึกษา")

  

ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา

      เทคโนโลยีการศึกษา (อังกฤษ: Educational Technology) เป็นศาสตร์ที่ประยุกต์เอาวิชาการต่างๆ มาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิผล ซึ่งเกิดจากการออกแบบการสอน ตามหลักการออกแบบการเรียนการสอน  (Instructional Design) โดยคำนึงถึงคุณลักษณะของผู้เรียน ความเหมาะสมของสื่อ ที่สอดคล้องกับลักษณะเนื้อหาและความสนใจของผู้เรียน เทคโนโลยีการศึกษา เป็นคำที่มาจากคำสองคำ คือ เทคโนโลยี ที่มีความหมายว่า เป็นศาสตร์แห่งวิธีการ ซึ่งมิได้มีความหมายว่าเป็นศาสตร์แห่งเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง วัสดุและวิธีการด้วย เมื่อมาเชื่อมกับคำว่า การศึกษา เกิดเป็นคำใหม่ที่มีความหมายว่า การประยุกต์เครื่องมือ วัสดุและวิธีการไปส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ ตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมใหม่ เพื่อการเรียนรู้

(http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2)

 

จุดมุ่งหมายในการใช้เทคโนโลยีการศึกษา

      จุดมุ่งหมายในการใชเทคโนโลยีการศึกษา ก็เพื่อให้ได้รับผลดี 6 ประการ ที่จะไม่ได้รับ หากปราศจากการใช้เทคโนโลยีการศึกษา ได้แก่ 1) เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงวัสดุการเรียนรู้ได้ง่าย 2) เพื่อจูงใจให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ 3) เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ในวงกว้างขึ้น 4) เพื่อช่วยปรับปรุงการเขียนของผู้เรียน จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์  5) เพื่อให้การเรียนรู้ง่ายขึ้น และ 6) เพื่อให้ครูอาจารย์ สามารถสอนได้แตกต่างหลากหลายรูปแบบ (Educational technology is intended to improve education over what it would be without technology. Some of the claimed benefits are listed below:  Easy-to-access course materials.  Student motivation. Wide participation. Improved student writing… exchanged over a computer network with students they know. Subjects made easier to learn.  Differentiated Instruction. (http://en.wikipedia.org/wiki/Educational_technology)

 

ปัญหาเทคโนโลยีการศึกษาและการแก้ไข

       Han Min ได้กล่าวถึงปัญหาเทคโนโลยีการศึกษา ไว้ในบันทึกเรื่อง “เรื่องขำ ๆ กับปัญหาการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา...(๑) (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/495804) โดยดูจะเน้นไปที่ อุปกรณ์หรือ "เครื่องมือ" ดังคำกล่าวที่ว่า  "กว่า ๓๐ ปีที่มีโอกาสแวะเวียนเข้ามาสู่โลกของ เทคโนโลยีทางการศึกษา พบกับเพื่อนพ้อง น้องพี่หลายคน แต่ละคนก็ประสบปัญหาแตกต่างกันอย่างหลากหลาย … บ้างก็เห็นว่าหน่วยเหนือไม่สนับสนุนเทคโนโลยีให้เลย  บางก็ว่ามีให้แต่ไม่พอ  บางคนก็ว่า มีให้มากพอแต่ยังเป็นตัวเก่าตกรุ่น บางคนก็ว่ามีให้ดีแล้วแต่ไม่ครบคน  บางคนก็ว่าให้ครบหมด ครบถ้วน แต่ให้แค่ปีเดียว ปีหน้าไม่มีงบบำรุงรักษาแล้ว ถ้าชำรุดเสียหายไปแล้วจะทำอย่างไร... เราเองก็มีประสบการณ์ขำๆ เรื่องหนึ่งอยากแบ่งปัน....วันหนึ่งได้ทราบว่า  เพื่อนคนหนึ่ง  ...ได้ตกปากรับคำวิทยาลัยครูแห่งหนึ่ง ว่าจะไปแนะนำเรื่องการผลิตสื่อในการเรียนการสอน   แม้จะเคยได้ยินมาว่าสาขาวิชานี้ ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักก็ตาม  เจ้าตัวก็คิดว่าที่วิทยาลัยครูแห่งนั้น คงมีอุปกรณ์บ้าง แต่เมื่อไปเห็นกับตา ต้องตะลึง... เพราะอุปกรณ์ที่คิดไว้ในใจนั้น...ไม่มีเลยแม้แต่ชิ้นเดียว”

      ส่วนในบันทึกของ "คุณแว้บ" เรื่อง "เทคโนโลยี-ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี (ทางการศึกษา)" (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/495533) กลับแสดงมุมมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี (แต่อยู่ที่คน) ซึ่งผู้เขียนได้เข้าไปแสดงความเห็นไว้ ดังนี้

  • อ่านแนวคิดของ "คุณแว้บ" ที่ว่า "...มองไปทางไหนก็เห็นคนใช้เทคโนโลยีทั้งนั้น ครู อาจารย์และนักเรียนก็ใช้มือถือ ไอโฟน แท็บเล็ตและดิจิตอลเทคโนโลยีกันเกลื่อน เพียงแต่ไม่ได้ใช้เพื่อการเรียนการสอน" ทำให้นึกถึงคำพูดของอดีตนักการศึกษาท่านหนึ่ง ที่เสียชีวิตไปแล้ว (ดร.ทองคูณ หงส์พันธ์) ท่านได้ให้นิยามบุคคลที่มีพฤติกรรมตามที่ "คุณแว้บ" พูดถึงว่า เป็นคนที่ "ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา"

  • สำหรับอ.วิเอง ในชีวิตส่วนตัวนั้น ใช้เทคโนโลยีประเภทเครื่องมือ (มือถือ) ที่ล้าสมัยมาก แต่ในหน้าที่การงาน พยายามที่จะใช้เทคโนโลยีทั้งประเภทวัสดุอุปกรณ์ (ที่ซื้อด้วยเงินส่วนตัว และผลิตด้วยตนเอง) และประเภทกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม และดึงดูดความสนใจของนักศึกษา

  • และโชคดีหน่อยที่อ.วิทำสิ่งต่างๆ ดังกล่าวด้วยแรงจูงใจภายในของตนเอง จึงเป็นพฤติกรรมที่มีความยั่งยืนตลอดเวลาย่างเข้าปีที่ 36 ของการเป็นอาจารย์สถาบันอุดมศึกษา ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30กันยายนนี้ค่ะ

      และในบันทึกเรื่อง “ปัญหาทางเทคโนโลยีการศึกษาและแนวทางการแก้ไข  (http://www.gotoknow.org/blogs/posts/495497)

"ครูวุฒิ" ได้กล่าวถึงปัญหาโรงเรียนไม่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องเทคโนโลยีการศึกษาด้วยตนเอง  และ "…ครูส่วนหนึ่งที่อายุมากขึ้นทุกวันๆ จนล่วงเลยวัยที่จะตามทันก็เลยกลายเป็นครูที่กลัวเทคโนโลยีไปโดยปริยาย อีกอย่างก็กลายเป็นความเขินอาย (เด็ก) ที่ตัวเองใช้เทคโนโลยีอย่างงกๆ เงิ่นๆ อย่างคนเรียนรู้ใหม่ คอยแต่จะถามเด็กในเรื่องซ้ำๆอยู่ร่ำไป จึงยอมที่จะอยู่ห่างๆ และใช้รูปแบบการสอนที่ถนัดและคุ้นเคยดีกว่า นี่คือการปิดกั้นโอกาสของครูโดยตรง”

    และผู้เขียนได้แสดงความเห็นในบันทึกของ "ครูวุฒิ" หลายประเด็น ประเด็นหนึ่งความว่า “อ.วิเป็นผู้สูงอายุ แต่ชอบเรียนรู้ ก็เลยใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางเทคโนโลยีเป็นค่ะ ได้ใช้เงินส่วนตัว ซื้อเครื่องบันทึกรายการโทรทัศน์ เป็นวีดิโอเทป (Video Tape) เช่น รายการเกี่ยวกับการเล่านิทาน การละเล่นพื้นบ้าน เพลง การเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต และเสริมสร้างลักษณะนิสัย ฯลฯ เพื่อใช้เป็นสื่อเสริมสำหรับจัดประสบการณ์ให้กับเด็กปฐมวัยมาตั้งแต่ปี 2540 (ทำวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานค่ะ) จนพังไปสองเครื่อง (ใช้ผลิตสื่อการเรียนการสอนด้วย)  พอยุค DVD ที่คณะครุศาสตร์มีแต่เครื่องเล่น DVD อ.วิก็ใช้เงินส่วนตัวซื้อ (เครื่องที่บันทึกได้ด้วย) อีก ซื้อมาแล้วอ่านและทำตามคู่มือแล้วก็ยังบันทึกไม่ได้ เจ้าหน้าที่ที่คณะก็ไม่เคยใช้แนะนำให้ไม่ได้ ก็เลยหอบหิ้วไปถามร้านที่ซื้อมา ซึ่งพนักงานก็ให้คำแนะนำไม่ได้ (ขายอย่างเดียว) ต้องหอบหิ้วตามไปร้านที่ขายเครื่องบันทึก/เล่น DVD ยี่ห้อนั้นโดยตรง ซึ่งพนักงานขายก็ให้คำแนะนำได้ เฉพาะวิธีบันทึกและการเล่นกับเครื่องเล่น DVD  แต่ไม่รู้เรื่องการนำไปใช้กับ Notebook อ.วิ เลยโทรฯ ไปปรึกษาลูกชาย ลูกก็ไม่เคยทำเหมือนกัน แต่ได้แนะให้ลองใช้ แผ่น DVD ที่มีสมรรถนะสูงขึ้น คือมีคำว่า +RW ตกราคาแผ่นละ 32-35 บาท อ.วิทำตามก็ได้ผล ใช้มาแล้วนับ 100 แผ่น ตอนนี้มีปัญหาว่า หาซื้อแผ่นไม้ได้ คนขายบอกไม่ค่อยมีคนใช้ ทั้งมหาวิทยาลัยก็มี อ.วิ คนเดียวที่ผลิตสื่อประเภทนี้ แม้แต่อาจารย์สาขาเทคโนโลยีการศึกษา ก็ไม่มีใครผลิต มีแต่รับบริจาคและซื้อ DVD ที่ผลิตสำเร็จรูปเท่านั้น ซึ่ง "ครูวุฒิ" ได้ตอบความเห็นว่า

  • เห็นการทำงานแบบทะลุทะลวงของ อ.วิ แล้วนับถือจริงๆ

  • ดูเหมือนพลังที่อยู่ในตัว อ.วิ เนี่ย ยิ่งกว่าปรมณูซะอีก

  • ระเบิดพลังออกมาได้ทุกเรื่อง ทุกมิติ เสียสละ และกล้าได้กล้าเสีย  (นักเลงตัวจริง)

       ขอแสดงตัวอย่างการนำ DVD ที่ผู้เขียนผลิตขึ้น ไปใช้เป็นสื่อในการจัดการเรียนรู้ ในรายวิชาต่างๆ  ในปี พ.ศ. 2553 ใช้เป็นสื่อในการจัดอบรมนักศึกษา ก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในปี 2552 และล่าสุด ได้บันทึกข่าวนักกีฬาทีมชาติไทย  ที่จะไปร่วมแข่งขันใน "London Game " และได้ใช้เป็นสื่อในการสอบกลางภาคในสัปดาห์ที่ผ่านมา  

       การที่ผู้เขียนสนใจผลิตสื่อ  ที่บันทึกจากรายการโทรทัศน์ ที่ศัพท์ทางวิชาการใช้คำว่า "วีดิทัศน์" ก็เพราะ เดชอนันต์  บุญผัน  (2539 : 156; อ้างถึงใน วิไล แพงศรี. 2554 : 64) นักเทคโนโลยีทางการศึกษากล่าวว่า “โทรทัศน์มีเสียงและภาพเคลื่อนไหว จึงมีประสิทธิภาพสูงสำหรับการเรียนรู้… มีรูปแบบรายการที่หลากหลาย และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงสามารถติดตามชมได้นานไม่เบื่อหน่าย มีเทคนิควิธีการในการกระตุ้นและจูงใจผู้ชม ให้ติดตามเรื่องราว... ช่วยส่งเสริมการศึกษาทุกรูปแบบ…ในด้านการเรียนการสอน สามารถใช้รายการโทรทัศน์ช่วยการสอนในจุดประสงค์ต่างๆ ได้ดี ทั้งด้านความรู้ความจำ ด้านทักษะ และเจตคติ” ซึ่งสอดคล้องกับ แนวคิดของนักเทคโนโลยีทางการศึกษาในต่างประเทศ ที่ระบุว่า วีดิทัศน์สามารถแสดงแนวคิดได้ดีกว่าสื่อชนิดอื่นๆ และสามารถสนองตอบจุดประสงค์ในการเรียนรู้ได้ทุกด้าน ทั้งด้านพุทธิพิสัย (cognitive Domain) จิตพิสัย (Affetive Domain)  ทักษะพิสัย (Psycho-motor Domain) และด้านการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Heinich, Molenda, Russell & Smaldino, 1996 : 196; อ้างถึงใน วิไล แพงศรี. 2545 : 64-65)

   จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้ผลิตสื่อวีดิทัศน์ ที่บันทึกจากรายการโทรทัศน์ เพื่อใช้เป็นสื่อในการจัดการเรียนรู้และจัดการอบรมมาตั้งแต่ปี 2539 ได้พบว่า วีดิทัศน์มีคุณค่าตรงตามที่นักเทคโนโลยีการศึกษากล่าวไว้ทุกประการ ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนมาก ก็คือ เป็นสื่อที่เร้าความสนใจของผู้รับสื่อได้มากที่สุด เพราะสามารถนำเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น  ไปให้ผู้เรียน/ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับรู้/เรียนรู้ในห้องเรียน/ห้องอบรม ในขณะที่ใช้ สามารถหยุดในที่ที่ต้องการหยุดได้ตามความต้องการ และสามารถนำกลับไปให้ดูซ้ำได้หลายครั้ง นับเป็นสื่อที่มีลักษณะเป็น "Edutainment" คือ การให้การศึกษาที่มาพร้อมกับความบันเทิง ถูกกับนิสัยในการเรียนรู้ของคนไทย ที่ชาวตะวันตกซึ่งมีประสบการณ์เป็นครูในเมืองไทย เขียนบทความแสดงมุมมองว่า "นักเรียนนักศึกษาไทย จะไม่เรียนในสิ่งที่ไม่สนุก"

 

 

        การที่ผู้เขียนได้ผลิตสื่อวีดิทัศน์ เพื่อนำไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษา  โดยใช้เงินส่วนตัวในการดำเนินการทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเครื่องมือและวัสดุในการผลิต การซ่อมบำรุง ฯลฯ มีความพยายามที่จะเรียนรู้จนผลิตได้ใช้เป็น และให้เวลากับการเสาะหารายการโทรทัศน์ แล้วเลือกบันทึกตอนที่เหมาะจะนำไปใช้ ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ต่างๆ แล้วบันทึกข้อมูลเนื้อหาและแหล่งอ้างอิงไว้ เพื่อให้สามารถเลือกไปใช้ได้อย่างเหมาะสม ถือเป็นการก้าวข้ามปัญหาเทคโนโลยีฯ...เพราะมี "ใจ" เป็นปัจจัยเกื้อหนุน (มีอาจารย์ใหม่รุ่นน้อง ที่ซื้อเครื่องบันทึกฯ ก่อนผู้เขียน และบอกว่า พนักงานขายบริการดีมาก ติดตั้งให้เสร็จสรรพพร้อมใช้ และเธอได้ใช้บันทึกมาแล้ว แต่ใช้ไปสัปดาห์เดียวก็เสียใช้งานไม่ได้ เธอยกไปให้ร้านซ่อม แต่หลังซ่อมเธอก็ใช้ไม่เป็น และเธอได้ขอให้ผู้เขียนเขียนขั้นตอนต่างๆ ในการบันทึกให้ แต่พอเห็นขั้นตอนยืดยาว เธอก็บอกว่า ไม่เอาแล้วซับซ้อนเหลือเกิน แล้วเธอก็ไม่ใช้อุปกรณ์นั้นอีกเลย)

       ท้ายนี้ ผู้เขียนขอแนะนำกัลยาณมิตร ให้เข้าไปอ่าน บันทึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสำคัญของ "ใจ" กับการใช้เทคโนโลยีในบันทึกของ "คุณปริม" เรื่อง "5C สู่ความสำเร็จกับปัญหาเทคโนโลยีการศึกษา" ซึ่งจะทำให้ท่านมีความชัดเจนมากขึ้น ว่า "ใจ" หมายถึงอะไร และมีความสำคัญอย่างไร อีกบันทึกหนึ่งที่น่าอ่าน คือ เรื่อง "@@เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องใหญ่@@" ของ "krugui" ซึ่งได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "มื่อนโยบายในการนำเอาเทคโนโลยีและการสื่อสาร มาประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เกิดขึ้น ก็ควรคำนึงถึงผลที่จะได้รับว่า จะยกระดับคุณภาพ และกระจายโอกาสทางการศึกษาได้อย่างทั่วถึง และมีประสิทธภาพเพียงใด เพราะเป็นห่วงเหลือเกินว่า.....เราจะควบคุมเทคโนโลยีหรือจะให้เทคโนโลยีควบคุมเรากันแน่" (คลิกเข้าไปอ่านได้ที่ Link บันทึกที่เกี่ยวข้องนะคะ)

 

แหล่งอ้างอิงประเภทสิ่งพิมพ์

วิไล แพงศรี. (2545). การพัฒนารูปแบบการจัดประสบ

              การณ์สำหรับเด็กปฐมวัยตามแนวทางการปฏิรูป

              การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ. รายงานการวิ

             จัยโดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะ

             กรรมการวิจัยแห่งชาติ. อุบลราชธานี : คณะ

             ครุศาสตร์ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี. 

    ผู้เขียนขอขอบคุณเจ้าของบทความ ตามที่ได้กล่าวนามในบันทึกนี้  และขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่กรุณาเข้ามาให้กำลังใจและแสดงความเห็นค่ะ