สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ขอเล่าต่อจาก บันทึกนี้ นะครับ บันทึกที่ลิ้งไปให้นั้นเป็นช่วงที่ไปฟื้นฟูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต. ห้วยม่วงครับ
ในบันทึกนี้ขอพาทุกท่านเข้าสู่ช่วงเวลาดีๆ ที่มีให้กันระหว่างเพื่อนจิตอาสาที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาร่วมมือพัฒนาบ้านเรา สถานที่ที่ถูกบันทึกความทรงจำนี้ คือ โรงเรียนห้วยม่วง อ. กำแพงแสน จ. นครปฐม
สนามเด็กเล่น(เก่า)
สำหรับโรงเรียนห้วยม่วงพวกเราได้ใช้เวลา 1 วัน เพราะเพียงแค่ทาสีสนามเด็กเล่น ถึงแม้กิจกรรมจะน้อยแต่ก็สื่ออะไรได้หลายสิ่ง (ผมขอบอกตอนท้ายนะครับ ว่าหลายสิ่งที่ว่านั้นคืออะไร?)
ร่วมกันวางแผน
เมื่อมาถึงที่หมายในเวลาสายนิดๆ ก็เริ่มชี้แจงวัตถุประสงค์และเป้าหมายของกิจกรรมในวันนี้ พร้อมทั้งสาธิตวิธีการทาสีกับอุปกรณ์ที่เป็นเหล็ก เพราะกิจกรรมในโรงเรียนก่อนหน้านี้ เน้นหนักไปทางทาสีปูนและสร้างหลังคา
นำโดยพี่ Oskari (Camp leader from Finland) อธิบายการผสมสีและแล้วเราก็แสดงให้ดูก่อนเลยเพื่อความชัดเจนครับ
จากนั้นพวกเราทั้งหมดก็ช่วยกันทำรวมทั้งมีน้องนักเรียนโรงเรียนห้วยม่วงมาร่วมด้วยช่วยกัน น่ารักมากเลยครับ
สบายๆ
ผมคิดว่าทุกท่านเข้าใจสภาพอากาศของประเทศไทยดี ในช่วงปลายเดือนมีนาคม - ต้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่อาสาสมัครได้ทำกิจกรรมในช่วงนี้พอดี ร้อนเหลือเกินครับในวันนั้น แต่ว่าไม่มีคนไหนบ่นว่าเหนื่อยเลยครับ แถมทั้งยังร้องเพลงเล่นสร้างความสนุกสนานกันอีกด้วย
สาว Miyu เธอเป็นนักดนตรี
สาวๆ ญี่ปุ่นพอโดนแดดเมืองไทยเข้าไปหน้าแดงกันหมด (ฮ่าๆ) แถมตอนกลางคืนถูกยุงเมืองไทยกัดอีกต่างหาก แต่เธอดันใช้ยาทายุงของญี่ปุ่น แล้วอย่างนี้จะหายหรือไม่? ช่วงนั้นเลยพาไปที่อนามัยให้พี่หมอเขาตรวจ พี่หมออนามัยบอกว่า "ถูกยุงไทยกัด อย่างนี้ต้องเจอยาของไทย!" ผมนึกแล้วยังขำเลยครับ
สุดหล่อคนนี้ ตลกดี!
ท่านลองสังเกตดูนะครับว่าน้องกำลังจะทำอะไร? .... เขากำลังจะกระโดดทาสีครับ เหตุการณ์มีอยู่ว่า เขากลัวทาสีไม่ทันเพื่อนคนอื่นเลยทาสีจากข้างล่างไปก่อนแล้วค่อยทาข้างบน ดังนั้นจึงได้ภาพนี้มาครับ.... พออาจารย์ขจิต ฝอยทอง ท่านหันมาเห็นหัวเราะใหญ่เลย ท่านเลยบอกน้องคนนั้นว่า "ตีลังกาทาเลยลูก ฮ่าๆ "
ทีแรกผมก็แทบปวดหัวเหมือนกันครับ เพราะน้องๆ มาช่วยพวกเราอยู่ประมาณ 10 คน แต่ทุกคนต้องการทาสีหมดเลย ผมก็มัวแต่คิดถึงชิ้นงานมากเกินไป จนลืมโอกาสที่พวกน้องนักเรียนจะได้เรียน (Learing by doing) ซึ่งผมกว่าจะเห็นจุดนี้ ก็ได้อาจารย์ขจิตท่านบอกกล่าวนี่ล่ะครับ ว่า " ผิดนิดหน่อยไม่เป็นไร ให้พวกเขาได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผิดแล้วจะจำได้เอง"
วิชาจิตวิทยาผมก็เรียนมาแล้ว แต่ทำไมหนอเราไม่รู้จักนำมาใช้ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ที่เผชิญ ตอนเรียนละทฤษฎีนั่นนี่ผมจำได้เกือบหมด นี่เลยครับจุดบอดนักศึกษาไทย(รวมถึงผมด้วย) ...เรียนรู้ที่จะจำและเข้าใจได้ แต่มองข้ามขั้นประยุกต์ใช้...
ช่วงพักกลางวัน
ในช่วงรับประทานอาหารเป็นระยะเวลาที่พวกเราได้พักผ่อนกันอย่างเต็มที่(เรียกว่าสบายเลยครับ) ต้องขอบคุณโรงเรียนที่จัดการบริการอย่างสุดฝีมือครับ ผมภูมิใจเสนอ....
มือขลุ่ยในตำนาน
อยู่ดีๆ อาจารย์หยิบขลุ่ยมาหนึ่งเลา บรรจงเป่าพาเราเพลินก่อนรับประทานอาหาร แล้วต่อด้วยการร้องเพลง "หากว่าเรากำลังสบาย" (ภาษาอังกฤษ, ภาษาญี่ปุ่น, และภาษาไทย) นำคลิปมาฝากครับ
เพลง "หากว่าเรากำลังสบาย" (หลากภาษา)
หลังจากทานอาหารเสร็จ อ.ขจิต เห็นน้องนักเรียนนั่งนอนเล่น จึงพามาทำกิจกรรม(แบบกระทันหัน) เป็นกิจกรรมภาษาอังกฤษครับ เพราะพี่ๆ อาสาที่มากันก็เป็นชาวต่างชาติ ที่เด็กไทยได้คว้าโอกาสนี้ฝึกทักษะภาษาไม่มากก็น้อย
เรามาดวลกันครับ
พักผ่อนแบบเต็มที่ครับ
พอถึงเวลาบ่ายเราก็มาสำรวจเครื่องเล่นที่ได้ทาสีไปเมื่อช่วงเช้า ว่าแห้งสนิทไหม? มีอะไรขาดตกบกพร่อง
ลองเล่นเลย!
สิ่งสุดท้ายที่ร่วมใจกันทำคือ ทาสีที่นั่งใต้ต้นไม้ในสนามเด็กเล่นครับ ได้ภาพแทนใจสวยงามครับ
ใครว่าเด็กไทยกลัวชาวต่างชาติ?
ทาสีที่นั่งพวกเราได้ทาสีน้ำเงินลองพื้น หลังจากนั้นได้ใช้มือของแต่ละคนประทับตราลงไปบนที่นั่งรวมกับน้องๆ โรงเรียนห้วยม่วง เพื่อเป็นสัญญาร่วมกันว่าเราเคยมาสร้างสิ่งดีๆ ไว้ที่แห่งนี้
ฝีมือผมครับ
ท้ายสุด ที่ผมได้ค้างไว้ตอนต้นว่า สิ่งดีๆ ที่ได้จากการจัดกิจกรรมภายในวันเดียวของพวกเรานั้นก็คือ
1.) ความสัมพันธ์อันดีระหว่างอาสาสมัครและน้องนักเรียน
2.) แม้สภาพอากาศจะร้อนเพียงใด ก็ทำให้ความมานะบากบั่นมุ่งทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้สำเร็จมากกว่าเดิม
3.) สามารถสร้างโอกาสในการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน อาสาสมัครทุกคนก็ได้เรียนรู้จากเด็กๆ, เด็กก็ได้เรียนรู้จากพวกเรา, และผมก็ได้เรียนรู้จากปัญหาให้้เป็นโอกาส (พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส)
ดังนั้น กระผมขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ขอให้ท่านมีความสุขครับ
การได้รับโอกาส...ในการเรียนรู้....เป็นส่วงที่สำคัญมากนะคะ
ขอบคุณมากนะคะ
น่าสนุกค่ะ ชอบ ชอบ อยากฟังเสียงขลุ่ยจังค่ะ
มือขลุ่ยมาดดีท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เห็นเข้าคงอาย
อ่านไปยิ้มไปกับกิจกรรมดีๆมีความสุขเช่นนี้ค่ะ
นี่คือเสน่ห์ของงานจิตอาสาที่เพิ่มคุณค่าชีวิตแห่งการเป็นผู้ให้นะคะ..
อ้าวมาเขียนแล้ว ครูจำได้ว่าตอนลงพื้นที่โรงเรียน ร้อนมากๆ ตัวดำอยู่แล้วยิ่งดำเข้าไปใหญ่ ครูลืมขลุ่ยไว้ที่โรงเรียน 555
ประสบการณ์ตรงจะเป็นตัวสอนที่ดีที่สุดสำหรับการทำงานค่ะ
ดูแล้วคิดถึงเพื่อนๆ ชอบ เพลง "หากว่าเรากำลังสบาย" (หลากภาษา) มากๆ เหมือนทุกคนในค่ายมีส่วนร่วมในการร้องเพลง ^_^
วันก่อนรถครูซื่งไปหน่อย เลยจอดทิ้งไว้ 55555
ใช่เลยครับ..
ต่างคน ต่างได้เรียนรู้จากกันและกัน
...
ไม่มีที่ใดปราศจากการเรียนรู้ ไม่มีที่ใด ปราศจากความรู้
สวัสดีค่ะน้องอาร์ม