17 กรกฎาคม 2555

บ่ายของวันนี้...หลังจากที่เสร็จการประชุมเกี่ยวกับการป้องกัน และควบคุมโรคมือ เท้า ปาก

ผมมาโรงพยาบาล เพื่อมาเอา Urine Bag  สำหรับเก็บกักปัสสาวะ... ของคนไข้พิการ...ที่มีความลำบากในการเดินทางมารับเอง....พิการมานานหลายปี...ตกจากเครื่องเสียงที่สูงมาก....เครื่องเสียงที่เป็นส่วนหนึ่งของการฉายหนังกลางแปลง...คนไข้จึงอัมพาตตั้งแต่ช่วงล่างลงไป....ไม่ถึงปี...ภรรยาทิ้ง...อยู่กับลูกสาวอีก 2 คน...แต่บ้านก็รายล้อมด้วยญาติและเพื่อนบ้านที่เห็นใจในชะตากรรม

 

 

ผมทำบัตรปกติตามขั้นตอน...ระหว่างนั่งรอแพทย์เข้าตรวจ เพื่อสั่ง Urine Bag  ให้...

น้องพยาบาลที่ทำงานจิตเวชเจอผมเข้า...จึงมาทักทาย...บอกผมว่า...อย่าเพิ่งกลับ เดี๋ยวหนูพาแม่คนไข้เข้าพบแพทย์...แล้วหนูจะออกมาหา

 

 

เวลาผ่านไปตามหน้าที่ของมันสักครู่....ผมและน้องก็เจอกัน...พร้อมผู้หญิงสูงวัยท่านหนึ่ง...ซึ่งเป็นแม่ของคนไข้...หน้าตาของท่านเหมือนหนังสือประวัติศาสตร์ที่เก็บเรื่องราวแสนเศร้าไว้มากมาย

น้องพยาบาลบอกว่า...พี่...คนไข้จิตเวชอยู่ในพื้นที่ของพี่....ขาดยามา 1 ปี....คุณแม่ของคนไข้มาขอรับยาให้...เพราะอาการคนไข้ผิดปกติจากเดิม...วันนี้มียากิน และยาฉีด...แต่ไม่รู้ว่าจะพาไปฉีดยาที่อนามัยอย่างไร? เพราะตอนนี้คนไข้ชอบอยู่แต่บนบ้าน...คุยไม่รู้เรื่อง...ยาเม็ดก็ไม่ค่อยกิน...คุณแม่ต้องแอบบด...และผสมใส่กับข้าวให้

ผมบอกกับคุณแม่ของคนไข้ หลังจากทราบข้อมูลคร่าวๆ และทีอยู่...ว่า...พรุ่งนี้..ใกล้เที่ยงเดี๋ยวผมจะไปฉีดยาให้....

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น...

ผมมาทำงาน...คนไข้ก็มารอที่อนามัยมากมาย...ตรวจโรคทั่วไป...และล้างแผล...ผู้รับบริการช่วงนี้จะมาก...ผมตั้งขอสังเกตว่า...คงเป็นเวลาก่อนฤดูกาลทำนา....แต่พอเข้าช่วงดำนา...ผู้รับบริการจะลดลงเท่าตัว...และเผลอๆ คนไข้เบาหวาน หรือโรคเรื้อรังที่นัดไว้...ก็ไม่มารับบริการตามนัด...จนต้องได้ติดตาม เพราะกลัวไม่ได้ทานยา

พอเวลาใกล้สามโมงเช้ากว่าๆ...ผมเดินทางมา อบต. เพื่อมาประชุมพิจารณาโครงการที่ชุมชน...ส่งเข้ามาของบประมาณจากกองทุนสุขภาพตำบล...ด้านส่งเสริมและป้องกันโรค

ผมเจอ อสม. ท่านหนึ่งที่อยู่กับหมู่บ้านเดียวกันคนไข้จิตเวช...อสม.เลยบอกว่า...เดี๋ยวพอเสร็จประชุมจะพาคุณหมอไปนะ...ผมรู้สึกโชคดีที่มีผู้สนับสนุนให้ผมได้ทำงานอย่างไม่โดดเดี่ยว

 

 

แล้วผมก็เดินทางมาบ้านคนไข้จิตเวช...ผู้คนแถวนั้นพอเห็นคุณหมอมา...เลยเดินตามผมด้วย...

บ้านคนไข้เป็นบ้านไม้สองชั้น...หน้าต่างหน้าบ้านว่างเปล่า เพราะกระจกแตก...แอบมองเข้าไปในตัวบ้านมืดมิด

ประตูหน้าบ้าน เหมือนไม่เคยเปิดมานาน...คงปิดตายกับอาคันตุกะที่มาเยือน...ผมเดินทางตามแม่คนไข้..เข้าบ้านผ่านประตูแคบๆ ข้างบ้าน

แม่ของคนไข้...ร้องเรียกคนไข้ให้ลงมาข้างล่าง...หลายครั้ง...คนไข้เงียบ..และเริ่มพูด...เริ่มตะโกนว่า..ไม่ลงไป

คุณแม่คนไข้ และผมขึ้นบันไดไปชั้นบนก่อน...ก่อนที่ผมจะขึ้นไปชั้นสองของบ้าน...

อสม. และผู้คนที่มาด้วยบอกว่า...คุณหมออย่าเพิ่งไป รอไปพร้อมกัน...กลัวคนไข้ทำร้ายคุณหมอ

ในวินาทีนั้น...ผมแทบไม่คิดเรื่องนี้เลย

 

 

บนชั้นสองของบ้าน...พื้นบ้าน...เต็มไปด้วยข้าวของ...เสื้อผ้า...หนังสือพิมพ์...และก้นบุหรี่มากมายเป็นกองๆ

แล้วมองไปข้างหน้า...เห็นมุ้งสีฟ้าอ่อน...มองทะลุเห็นเงาของคนไข้จางๆ ...พอเข้าไปแทบติดมุ้ง...เห็นหน้าตาคนไข้ไม่ชัดเจน...ผมมองเห็นแต่ก้นบุหรี่มากมาย...เป็นห่วงว่า...จะไฟไหม้มุ้ง และไหม้

พัดลมที่เปิดทั้งคืนทั้งวัน...สายไฟที่เก่ากรอบ...ผมห่วงไฟไหม้บ้านจริงๆ

พวกเราเกลี้ยกล่อมให้คนไข้ออกมา...แต่คนไข้ไม่ยอม...บอกว่า อยากเห็นหน้า...อยากคุยด้วย...ยังไม่มีการขอฉีดยาเลย

ผมไข้พูดกระต่ายขาเดียวว่า...ไม่ยอมออกมา..ตนเองไม่ได้ป่วย...ไม่ได้เป็นบ้า...จะมาเยี่ยมทำไม?

พูดไปพูดมาไม่ยอมออกมา...ตะโกนเสียงดัง...จนคุณแม่คนไข้ไหว้และขอโทษผม...ผมบอกคุณแม่ว่า...อย่าไหว้และขอโทษผมเลย...ผมไม่เป็นไร...ผมสงสารคนไข้และคุณแม่มากกว่า

 

 

พวกเราเลยลงมานั่งชั้นล่างบริเวณหน้าบ้าน...

แม่คนไข้เอาน้ำแข็ง และน้ำหวานมาให้ผมดื่ม...แม่เขาเตรียมต้อนรับผม...ผมไม่รู้จะพูดอะไรดี...ผมขอดื่มเพียงน้ำเปล่า

แล้วเรื่องราวมากมายของบ้านและคนไข้ก็พรั่งพรู…

คนไข้ อายุ 35 ปี...ป่วยทางจิตมานานเกือบ 10 ปี...ทานยามาเรื่อยๆ ...ขาดกินยา 1 ปี... อาการก่อนหยุดกินยา...สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างเข้าใจ...ชอบถีบจักรยานและเดินรอบๆ หมู่บ้าน...

3 เดือน..คนไข้เริ่มผิดปกติ...เก็บตัวอยู่บนบ้าน...ลงมาเฉพาะเข้าห้องน้ำ...แม่ยกข้าวยกน้ำ และหาบุหรี่ให้...ส่งขึ้นบนบ้าน...เริ่มดุด่า และบ่นโวยวาย…แม่เลยตัดสินใจไปเอายาให้ที่โรงพยาบาล

10 ปี ก่อนน้องชายคนไข้...ใช้ปืนยิงตัวเองตายบนบ้าน...เป็นคนไข้จิตเวชเหมือนกัน...แม่เล่าว่า...คงเป็นเพราะยาบ้า

 

 

ตอนนี้มีคนอยู่ด้วยกันในบ้าน.. เพียง 3 คน...พ่อ แม่ และคนไข้

พ่อไม่ชอบอยู่บ้าน...แม่บอกว่า...คงทุกข์ใจที่เห็นลูกสภาพอย่างนี้

แม่ช่วงนี้...ไม่ได้ไปรับจ้างไหนเลย...หลบไปทำบุญ-นั่งสมาธิที่วัดบ้าง

ผมเห็นน้ำตาของแม่ของคนไข้..ผมสะเทือนใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

ผมลาแม่คนไข้ และทุกคน...ผมคงจะได้กลับมาที่นี้ไม่ช้านี้....และรีบโทรศัพท์บอกน้องพยาบาลจิตเวชว่า...

ทีมงานเราต้องรีบมาจัดการแล้ว...อาจจะอาศัยตำรวจ...มาช่วย...เพราะคนไข้อาการไม่ดี...น่าจะได้เป็นคนไข้ใน...ในโรงพยาบาลจิตเวช...เพราะแม่ยินยอมรักษาทุกทาง...อยากให้ลูกชายอาการดีขึ้นบ้าง

ผมมองเห็นความรักของแม่...

ผมมองเห็นหน้าต่าง...ที่ว่างเปล่า...ของคนไข้

ผมมองเห็นหน้าต่าง...ที่ว่างเปล่า...ของคุณแม่คนไข้

ผมมองเห็นหน้าต่าง...ที่ว่างเปล่า...ของตนเอง....