เหตุเกิดในห้องเรียน

ระหว่างนั่งเรียนคุณเคยเป็นแบบนี้หรือไม่

คุณครู : ใครสงสัยอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างมั้ย

ด.ช. A : ผมสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายมาเป็นอย่างนี้ได้ครับ

ทั้งห้อง : ...

ด.ช. B : (กระซิบ) มันจะถามอะไรวะ คนยิ่งหิว ๆ ข้าวอยู่

ด.ช. C : นั่นสิ! ถ้าไม่มีใครถาม พวกเราก็ได้พักกันแล้วเนี่ย

หากคุณเป็นดั่ง ด.ช. B กับ C เราขอแสดงความยินดีด้วย คุณเป็นหนึ่งในตัวแทนทีมชาติที่ติดอยู่ในลิสต์ต่อไปนี้

 

 

ประเทศที่นักเรียนไม่กล้าถามครูผู้สอนมากที่สุด

หน่วย : เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนักเรียน

 

ญี่ปุ่น ... 93%

คาซัคสถาน ... 91%

จีน ... 90%

ฮ่องกง ... 89%

โรมาเนีย ... 89%

 

ส่วนอันดับของ "นักเรียนไทย" ตามมาติด ๆ เป็น "อันดับ 6 ของโลก" โดย 86% ของนักเรียนทั้งหมด ไม่กล้าซักถามครูผู้สอน

 

 

เรื่องเล่าในห้องเรียนเป็นเรื่องฮา แต่เป็นจริงจนถึงปัจจุุบันสำหรับเด็กไทยที่ถามน้อย คุย (กันเอง) เยอะ เราอาจจะวิเคราะห์ได้ว่า "ความไม่กล้าถามครูผู้สอน" อาจจะเกิดจากวัฒนธรรมของของเด็กไทย คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตนของเด็กที่มีต่อผู้ใหญ่ การเคารพอาวุโส ความเป็นสังคมวัฒนธรรมตะวันออกอีกเช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง ทำให้เมื่อเข้าห้องเรียนไปแล้วก็จะเลือกที่จะ "ฟัง" ไว้ก่อน หาคำตอบกันภายหลัง อีกทั้งเกรงใจครู เผื่อครูจะหิวข้าว (น้านน ดูมีเหตุผลทีเดียว 555)

 

นี่หากมองอีกแง่มุมหนึ่ง "ระบบการศึกษาไทยเรามีปัญหาหรือไม่?"

 

ขนาดที่ว่า เด็กขาดความมั่นใจในสิ่งที่กำลังจะถามออกไป ถามไปก็กลัวครูไม่พอใจ อาจจะหาว่าคำถามนั้นเป็นคำถามดูไม่ฉลาด และโง่ในสายตาเพื่อน คิดเช่นนั้นแล้วก็ไม่ถามจะดีกว่า

 

หรือ วิธีการสอนของครูไม่ได้เอื้อให้เด็กสามารถตั้งคำถามได้ เช่น บรรยายล้วน ๆ, การศึกษาด้วยตนเอง, แจกเอกสารแล้วกลับห้องทำงานอื่น ๆ ต่อ ฯลฯ สารพัดวิธีที่ปิดกั้นไม่ให้เด็กถาม

 

หรือ พื้นฐานความรู้ของเด็กไม่แน่นพอที่จะสามารถตั้งคำถามได้ อันเนื่องมาจากระดับการศึกษามีความรู้กระท่อนกระท่อนมาแต่เริ่ม เช่น เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ ๔ สายวิทย์ แต่ตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เรียนตกแล้วอีก เรียนไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ค่อยเข้าใจอย่างลึกซึ้งจริง ๆ พอจะนำมาใช้ก็เป็นอันว่า ถามอะไรดีหว่า 555

 

ไม่กล้าถาม แต่ดันกล้าหลับ ป๊าดดดด

 

หากจะให้เล่าตามประสบการณ์จริง ก็เช่นนั้น เมื่อครูสอนจบ แล้วตั้งคำถามว่า "อ้าว ไหนใครไม่เข้าใจ ยกมือถามได้" หากห้องนั้นเป็นห้องที่คนเรียนไม่เก่ง หรือ ไม่ตั้งใจเยอะ คำถามนั้นจะไม่มี ห้องเงียบราวกับป่าช้า เด็ก ๆ พาก้มหน้ากันหาเหรียญตกพื้นกันใหญ่ 555

 

ผมก็จะตั้งข้อสันนิษฐานบอกเด็กว่า

๑. ครูสอนดีมาก ๆ เด็ก ๆ เข้าใจกันทุกคน

๒. ที่ครูสอนมาทั้งหมด ไม่มีใครรู้เรื่องสักคน

ซึ่งครูขอสันนิษฐานว่า ข้อ ๒ แน่นอน

พูดแบบนี้ทีไร เป็นฮาลั่นห้องทุกที

 

วัฒนธรรมการศึกษาของเด็กไทย ???

 

 

จำบันทึก "คำตอบช่วยให้เราหายข้องใจ แต่คำถามทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป" ... (No More No Less : วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์) ได้ไหมครับ

คำตอบไม่สำคัญเท่ากับคำถามหรอก

 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังกล่าวไว้อีกประโยคที่แสนเรียบง่าย และผมเห็นว่ามันเป็นจริงเหลือเกินว่า

"Learn from yesterday; Live for today; Hope to tomorrow; and don't STOP questioning."

คำตอบทำให้เราหายข้องใจ แต่สิ่งที่เป็นเหตุผลทำให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความหมาย คือ การไม่หยุดตั้งคำถามต่อชีวิต

 

 

"คำถาม" สำคัญขนาดที่ว่าต้องมีหนังสือและวิธีการเรียน เรื่อง "เทคนิคการตั้งคำม" ขึ้นมาทันที หากครูตั้งคำถามได้ดี มักจะเป็นวัดประเมินผลคำตอบให้เด็กได้ว่า เด็กมีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด อาจจะดีกว่าที่ครูรอให้เด็กถามก่อนก็เป็นได้นะครับ

 

ทุกอย่างเริ่มต้นมาจาก "ครู" วิ่งเข้าสู่ "ตัวผู้เรียน" แล้ว "ตัวผู้เรียน" จะแตกตัวออกไปหาความรู้กันเพื่อต่อยอดต่อไป

 

การศึกษาไทยในปี ๒๐๒๐ อาจจะฝันเพียงเท่านี้ก็ได้นะครับ ใครจะไปรู้ ;)...

 

แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันสนุก ๆ ครับ

 

บุญรักษา การศึกษาไทยครับ