เมื่อแรกเริ่มของการเข้ามาในวงการพระเครื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ เพียงเพื่อจะล้อเล่นกับเพื่อนระดับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้รับรางวัล "พระธาตุนาดูนทองคำ" จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2550
โดยการไปซื้อพระกรุพระธาตุนาดูนเลี่ยมทองคำ จากร้านขายทองในเมืองขอนแก่นมา 1 องค์ เพื่อจะแขวนคอไปงานฉลองรางวัลดังกล่าว
แล้วก็มีการคุยกันในวงเพื่อนๆแถวๆมหาสารคามในเรื่องนี้ แบบสนุกๆ แต่ก็เลยไปถึงการได้รับแจกพระจากพรรคพวกที่เก็บสะสมพระเครื่อง และพระกรุนาดูน ไว้ ทั้งจากมหาสารคาม ขอนแก่น และจากกรุงเทพมหานคร
มีทั้งพระประเภทต่างๆ หนังสือพระ มาเป็นคันรถ
ทำให้ผมเริ่มเปิดหนังสืออ่านบ้าง และเริ่มศึกษาจากคนรอบๆข้างมากขึ้น
และบังเอิญได้รู้จักกับท่าน "เซียนใหญ่" ที่เล่นพระอยู่ก่อน ที่ช่วยชักนำให้ผมเริ่มรู้จักตลาดพระในเมืองขอนแก่นเป็นครั้งแรก
ที่ได้แนะนำให้ผมรู้จักกับคนขายพระในเมืองขอนแก่น แทบทุกตลาดที่ท่านเข้าไป
จนกระทั่งผมเริ่มเข้าตลาดเองได้
ในช่วงแรกๆก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ใครว่าอะไรก็ว่าตามหมด แต่ท่านเซียนใหญ่ก็มาช่วยสอนให้เป็นระยะๆ
จนกระทั่งพาผมไปรู้จักตลาดพระที่พันทิพย์งามวงษ์วาน ที่กรุงเทพฯ
ในขณะเดียวกัน ผมก็ได้ทำงานร่วมกับพระรูปหนึ่งที่สุพรรณบุรี ที่นิยมพระเครื่องอยู่แล้ว
ทำให้ผมได้มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่องพระเครื่องจากพระรูปนี้ด้วย จนเป็นที่มาของการศึกษาพระเครื่องตระกูลขุนแผน กรุบ้านกร่าง และกรุอื่นๆตามมา
และบางช่วงของการทำงานผมต้องไปพิษณุโลกที่ทำให้ผมได้รู้จักกับนักนิยมพระเครื่องอีกท่านหนึ่งที่พิษณุโลก ที่ทำให้วงการศึกษาของผมกว้างขึ้นไปทางเหนือ โดยเริ่มจากพิษณุโลกเป็นฐาน
ในขณะเดียวกัน ผมก็ได้เริ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวบ gotoknow โดยตั้ง blog เรียนประวัติศาสตร์จากของเก่า ทำให้ผมมีเพื่อนในวงการนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และยกระดับความรู้ ความเข้าใจมากขึ้น ซื้อหนังสือและอ่านหนังสือพระมากขึ้น
ทำให้ผมรู้จักทั้งคนในวงการพระเครื่อง และพระเครื่องมากขึ้นเป็นเงาตามตัว มีเพื่อนในวงการเกือบทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผมจะมีที่แวะส่องพระได้เสมอ จากแม่สาย เชียงรายจนถึง สงขลา ปัตตานี จากกาญจนบุรีจนถึงตราด และทุกจังหวัดในภาคอีสาน
แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีที่ใดเป็นช่องว่างที่เหลือ ที่ผมยังไม่ได้ไปศึกษาและส่องพระเครื่องในประเทศไทย
ทำให้ผมได้ศึกษาทั้งชีวิตคน ประวัติศาสตร์ เส้นทางการเดินทางของพระเครื่อง ทั้งแท้และเก๊ ทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจของคนในวงการนี้
ว่าเขาเป็นอยู่และดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับพระเครื่องอย่างไรบ้าง
ที่ทำให้ผมพบว่า
คนจำนวนมากที่เข้ามาในวงจรของการใช้ ซื้อ ขาย และผลิตพระเครื่องมักจะสับสนในวัตถุประสงค์และเป้าหมายในชีวิตของตัวเองพอสมควร
เพราะแทบทุกคนที่ผมพบ มักคิดว่าตัวเองก็มีความสามารถในการประกอบกิจกรรมด้านพระเครื่องเหมือนคนอื่นๆที่อยู่ในวงการเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นการ
- ดูพระเครื่องว่าแท้ไม่แท้
- สามารถรู้ด้วยจิตของตัวเองว่าพระเครื่องใดเหมาะสมกับตน หรือเหมาะสมกับใคร
- ขอหรือซื้อพระเครื่องจากคนอื่นแบบต้นทุนต่ำๆ และ
- บางทีอาจขายได้ในราคาสูง หรือ
- แม้ไม่ขายก็จะเก็บไว้เป็นมรดกที่มีมูลค่าสูงไว้ให้ลูกหลานได้
ที่เป็นความฝันของคนในวงการพระเครื่องที่ผมพบเจอเป็นส่วนใหญ่
แต่ในความเป็นจริงนั้น วงการนี้ก็ไม่ต่างจากวงการอื่นที่มีระบบของผลประโยชน์และการหมุนเวียนของเงินทุนมหาศาล
มีคนเข้ามาลงทุนแทบทุกด้าน แบบหวังผลประโยชน์ โดยใช้ความนิยมพระเครื่องเป็นเครื่องมือในการปั่นกระแสต่างๆเป็นระยะๆ
- กระแสเดิมและยั่งยืนมานาน ก็คือพระกรุ จากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ
- กระแสที่โด่งดังที่สุดกลับเป็นพระเกจิอาจารย์ รุ่นเก่า โดยเฉพาะ บุคคลที่มีคนกล่าวถึงและใฝ่ฝันจะมีพระเครื่องของท่านไว้ในครอบครองมากที่สุดก็คือ ท่านสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังษี ผู้ที่ทำให้ "พระสมเด็จ" มีชื่อเสียงและเลื่องลือที่สุด มีการทำพระเลียนแบบและพระเก๊มากที่สุดก็ว่าได้
- และมีกระแสย่อยของพระเกจิรุ่นใหม่ๆ หรือลักษณะของเทพเจ้า เข้ามาเป็นระยะๆ
เมื่อความนับถีอในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้เข้ามาครอบงำจิตใจของคน ก็มีการทุ่มเททรัพยากร ที่จะหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นเข้ามาคุ้มครองตน
จึงมีประเภทของคนที่เข้ามาในวงการหลายรูปหลายแบบ ที่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติที่พึงมี เพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ในวงการนี้ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง
บุคคลกลุ่มใหญ่ที่สุดที่พบก็คือ
- ประเภทที่ 1 ผู้ใช้พระเครื่อง ที่เป็นฐานใหญ่ของคนในวงการ
- ที่ใช้พระไม่กี่องค์ จึงไม่มีโอกาสศึกษา และมักดูพระไม่เป็น
- ใครว่าอะไรก็เชื่อตามนั้น
- เขาว่าดีก็ดี เขาว่าแท้ก็แท้ เขาว่าแพงก็แพง
- แต่ในที่สุดก็จะใช้พระตามฐานะและความชอบของตัวเอง ที่มีหลายระดับ หลายประเภท ตั้งแต่
- พระเกจิท้องถิ่น
- พระกรุท้องถิ่น
- พระเกจิระดับจังหวัด ระดับภาค
- พระกรุระดับภาค
- พระเกจิและพระกรุระดับประเทศ ที่ในที่สุดมีไปจนถึงระดับนานาชาติ
- บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะมีความรู้แคบๆ หรือแทบไม่รู้เลย
- มีแต่ความเชื่อเป็นตัวนำทาง
- ทำให้เป็นเหยื่อของนักค้าพระเครื่อง
- ทั้งการซื้อ การขาย การปั่นกระแสความนิยม
- ประเภทที่ 2 นักสะสมพระเครื่อง
- เป็นกลุ่มที่ชอบศึกษา เรียนรู้เกี่ยวกับพระเครื่อง
- ที่มีทั้งระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับประเทศ
- จะเป็นกลุ่มแกนนำในการจัดกลุ่ม แยกประเภท และชี้นำความนิยม
- ส่วนใหญ่เป็นคนในชั้นกลาง ทั้งทางฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม
- จะเป็นศูนย์รวมของการซื้อเข้า ศึกษา แลกเปลี่ยน
- และเมื่อเลิกไปก็จะเป็นที่ให้คนมาเหมาไปปล่อยต่อในนามของ "รังใหญ่" เพราะมักเก็บพระต่างๆไว้มาก ทั้งชนิดและจำนวน
- ประเภทที่ 3 นักค้าพระเครื่องรายย่อยสมัครเล่น
- ที่มีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ไปจนถึงระดับชาติ
- จะมีความรู้ว่าพระอะไรควรซื้อเท่าไหร่ ขายได้เท่าไหร่
- จะเป็นผู้กำหนดราคาพระในท้องถิ่นอย่างเป็นธรรมชาติของระบบตลาดพระ
- คนกลุ่มนี้จะเป็นตัวเชื่อมของระบบตลาดท้องถิ่นเข้าสู่ศูนย์กลาง
- เป็นสายหาพระ แลกเปลี่ยนพระ และปล่อยพระให้กับผู้นิยมพระเครื่อง หรือแม้กระทั่งเชื่อมโยงกับนักขุดหาพระกรุ และนักผลิตพระเกจิในระดับต่างๆ
- มักทำเป็นงานอดิเรก เพราะรายได้ไม่แน่นอน ความสามารถไม่สูงพอในการที่จะทำเป็นอาชีพหลัก
- คนกลุ่มนี้จะรู้ในระดับว่าพระอะไรซื้อได้เท่าไหร่ ขายได้เท่าไหร่ จะแท้ไม่แท้นั้นไม่สำคัญ
- แต่บางคนอาจจะมีความสามารถในการดูพระเป็นพอสมควร โดยเฉพาะพระท้องถิ่นที่ตนเองคุ้นเคย
- ประเภทที่ 4 นักค้าพระเครื่องรายย่อยมืออาชีพ ที่มีความสามารถในการเดินสาย ค้าขาย แลกเปลี่ยน
- ทั้งในระดับท้องถิ่น จังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ ขึ้นอยู่กับความสามารถ ทรัพยากร ความรู้ เครือข่าย และทุนในการดำเนินงาน และการเดินทาง
- คนกลุ่มนี้จะมีเครือข่ายโยงใย รู้จักกับนักค้าพระในท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆที่ตัวเองเดินทางไป
- จะเป็นตัวเชื่อมระบบตลาดพระเครื่องทั้งประเทศ
- จะเป็นพวกไปเปิดแผงขายพระเวลามีงาน หรือเดินสายไปเรื่อยๆ
- ประเภทที่ 5 ร้านค้าขายพระเครื่องระดับล่าง และร้านค้าบริการด้านพระเครื่อง
- ที่ซื้อพระและอุปกรณ์ต่างๆจากโรงงานมาขาย
- มักจะมีความรู้จักกับร้านค้าส่ง และร้านค้าปลีก แบบเดียวกับการค้าขายทั่วไป และ
- มักไม่เกี่ยวข้องกับพระแท้ เพราะเขาค้าพระโรงงานเป็นหลัก
- ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านขายพระระดับล่าง จะเป็นพวกเหมาพระไปแจกตามงานวัด งานศพ งานทำบุญต่างๆ หรือไปแอบขายเป็นพระแท้กับคนที่ชอบพระเครื่อง แต่ไม่มีความรู้
- เป็นจุดเริ่มของการแพร่กระจายพระโรงงาน และพระเก๊ทั้งหลายในระบบตลาดพระ
- ประเภทที่ 6 ร้านรับซื้อขายพระแท้ระดับบน
- ที่มักแยกจากการซื้อขายพระโรงงานเกือบจะสิ้นเชิง มีน้อยมากที่จะทำทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน เพราะจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ
- คนกลุ่มนี้จะเป็นตัวชี้นำในการกำหนดความนิยม และราคาพระเครื่องในตลาดบน จริงไม่จริงถ้าขายได้ก็มีคนเชื่ิอ
- เป็นแหล่งให้ความรุ้ ออกหนังสือรับรอง และผลิตเอกสารเกี่ยวกับพระเครื่อง ทั้งในเชิงการตลาด และความรู้เพื่อการปั่นกระแสพระเครื่องแบบต่างๆ
- และมักจะเป็นกลุ่มคนในชมรมพระเครื่อง ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ
- ประเภทที่ 7 ชมรม สมาคม และกลุ่ม บริหารจัดการ ดูแลความเรียบร้อยประชาสัมพันธ์ และประสานงานให้เกิดกิจกรรมเกี่ยวกับพระเครื่อง
- มักจัดการประกวด การรับรอง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในกิจกรรมต่างๆ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นคนทั่วไป แต่มักเกี่ยวโยงกับการสนับสนุนพระเกจิดังๆในการผลิตพระเครื่องรุ่นต่างๆ
- มีอาชีพและรายได้จากการซื้อถูก ขายแพง การออกใบรับประกัน และการจัดประกวดต่างๆ
- มีเครือข่ายโยงใย สายเดินพระ คณะกรรมการเชื่องโยงระดับต่างๆ ที่สามารถทำงานได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี
- ประเภทที่ 8 โรงงานผลิตพระเครื่อง ของที่ระลึก และของโบราณ
- ที่มีหลากหลายประเภทมาก
- ทั้งผลิตของที่ระลึกแบบโบราณ พระแท้ พระเก๊ ตามใบสั่งของผู้ค้าพระเครื่องในทุกระดับ
- รับออกแบบ รับสั่งทำ จัดหาวัสดุ ตามที่ลูกค้าต้องการ
- ทั้งลูกปัด ของดูเก่าเลียนแบบ พระบูชา พระเกจิและพระกรุเก๊ทุกระดับ
- โดยมีช่างในสังกัดทุกประเภท ทุกระดับฝีมือ
- ประเภทที่ 9 ช่างทำพระ ซ่อมพระ และผลิตของโบราณที่ระลึก
- ที่มีทั้งช่างมืออาชีพ ช่างสมัครเล่น ในสังกัดโรงงานและช่างอิสระ
- รับทำทั้งแบบจำนวนมาก ตามใบสั่ง ในราคาร้อยละ กิโลละ เข้าตลาดล่าง
- และหรือ ทำแบบประนีต แบบละเอียดระดับ "ปาดคอเซียน" ทีละองค์ ทีละชิ้นงาน ราคาองค์ละหลายหมื่น ส่งเข้าตลาดบน
- ช่างจะมีความสามารถเฉพาะทาง ที่ช่างเหล่านี้จะศึกษาว่า
- ของแท้ที่ตัวเองสนใจและถนัด มีลักษณะอย่างไร
- จะทำให้คล้ายคลึงที่สุดด้วยวิธีใด
- ต้องเตรียมวัสดุอะไรบ้างในการทำ และ
- มีขั้นตอนการทำอย่างไร
- ไม่ว่าจะเป็นของเก่า ของโบราณเลียนแบบทุกชนิด
- มีการใช้เครื่งมือสมัยใหม่ สารเคมี และเทคนิคการผลิตสมัยใหม่เข้ามาช่วยตลอดเวลา
- จึงพัฒนาผลงานและฝีมือได้อย่างต่อเนื่อง
- หรือแม้กระทั่งบางคนถึงระดับทำพระเก๊ออกมาเป็นพระแท้ โดยความร่วมมือ ประสานงานกับนักเดินสายพระระดับท้องถิ่น
- หรือร้านค้าของเก่า ของโบราณ
ประเภทที่ 10 พระเกจิอาจารย์ วัด และบุคคลสำคัญ ที่ผลิตพระเครื่องมาในระดับต่างๆ
- โดยทั้งจากความคิดของท่านเอง หรือคนรอบๆข้าง
- มีชื่อเสียงตามระดับความนิยมของญาติโยม ลูกศิษย์และคนรอบข้างที่ศรัทธาในตัวท่าน
- บางท่านก็ไปอิงอาจารย์ของท่าน หรือพระที่ดังอยู่แล้วเป็นจุดเริ่มต้น หรือไปขอยืมชื่อมาสร้างให้คนมาทำบุญในวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่
- ที่อาจสามารถพัฒนาเป็นกระแสความนิยมระดับเครือข่ายผู้นับถือ ระดับท้องถิ่น ได้จนถึงระดับชาติ
- บางทีก็ทำบรรจุโบสถ์ เจดีย์ หรือสร้างแจกตามงานบุญต่างๆ ตอบแทนคนทำบุญในวัดสำคัญต่างๆทั่วประเทศ ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แทนการไปซื้อมาจากโรงงานต่างๆ
- โดยอาศัยศรัทธา และประสบการณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งสื่อสารมวลชนช่วยกระจายข่าว
- ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มตะกรุด ลูกอม เหรียญที่ทำได้ง่าย พระปิดตา พระผงยา เนื้อชิน เนื้อดิน และเนื้อผงปูน ที่ทำได้ยากขึ้นตามลำดับ
ในจำนวน 10 ประเภทของกลุ่มผู้เกี่ยวข้องและนิยมพระเครื่อง เป็นองคาพยพสำคัญของวงการ
ที่บางคนในวงการไม่เข้าใจตัวเอง และไม่เข้าใจคนอื่นว่า
ถ้าจะทำอะไร จะต้องรู้อะไรและมีความสามารถในเรื่องอะไรบ้าง
ที่ทำให้เกิดความสับสน ทั้งเรื่องการหา การซื้อ การขาย
แค่หยิบพระมาองค์หนึ่งก็คิดว่าตัวเองโชคดี มีพระดี ราคาแพง
แต่ที่จริงเราก็เป็นเพียงบุคคลหนึ่งในระบบของธุรกิจพันล้านของวงการพระเครื่องเท่านั้น
ท่านจะเป็นอะไรได้ ก็เป็นเรื่องความรู้ความสามารถของท่านเอง
ท่านรู้แค่ไหน ท่านก็เป็นได้แค่นั้น
และราคาก็เป็นเรื่องของกลไกตลาด ที่ยังแปรผันไปตามกระแสเศรษฐกิจ ทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก
ที่ในปัจจุบันคนเล่นพระเครื่อง ทั้งใช้ สะสม ซื้อและขายนี้ ได้กระจายไปทั่วโลกแล้ว
ผมจึงรวบรวมมาพอเป็นสังเขป จากประสบการณ์ตรงของผมครับ
ขอบคุณสำหรับบทความครับ อาจารย์
ขอบคุณครับ
ด้วยความยินดีครับ