วันพฤหัสบดี ที่ ๕ เดือน กรกฎาคม ๒๕๕๕

กราบสวัสดีค่ะครู

วันนี้ตื่นขึ้นมาทำวัตรเช้า จัดแจงทำกับข้าวไปวัด ออกไปวิ่งภาวนา แล้วก็จะวิเคราะห์ประเมินตนเองอะไรเป็นปัญหา รู้สึกว่าการนอนมากและจิตใจที่เศร้าหมองทำให้เสียเวลา เหม่อคิดฟุ้งซ่าน เล่น FB แบบเลยเถิดทำให้เสียเวลา ทบทวนกับตนเองว่า งานวันนี้ทำอะไรบ้างตั้งใจทำตัวอย่างแล้วก็ออกรายงานผล ละนิสัยอ่านอะไรในอินเตอร์เน็ตเรื่อยเปื่อย ตั้งเครื่องแก้ให้ตนเองว่าถ้ามันอยากดูแล้วห้ามไม่ได้ให้ฟังเทศน์ หรือไม่ก็ดูพุทธประวัติไปก่อนแล้วค่อยๆถอยให้ได้หิ้วตะกร้าไปวัด

วันนนี้ถึงวัดเช้ากว่าปกติ จึงได้ช่วยเช็ดโต๊ะ จัดอาหาร ระหว่างทางฝนตกจึงเจอแม่ชีลงรถที่หน้าวัดจึงนิมนต์ท่านขึ้นรถจะได้ไม่เปียกฝนถวายอาหารเสร็จมาที่ทำงาน เริ่มทำแล็บเลยค่ะเพราะเป็นงานที่เริ่มแล้วรออีกหนึ่งชั่วโมงค่อยทำต่อ จึงค่อยทานข้าวแล้วทำสิ่งอื่น ทำแล็บเสร็จแก้รายงานผลออกรายงาน รู้สึกโล่งใจ แล้วก็ค่อยๆจัดมุมที่ตนเองนั่งค่ะทำไปเรื่อยพอใกล้เที่ยงพี่ๆรวมกันนั่งทานกะหรี่ปั๊บจึงไม่ค่อยหิว. เราจึงไม่หาอะไรทานเที่ยงแต่ก็จัดแจงต้มไข่ทานกับข้าวที่หนูหุงมาตอนเช้ากับน้ำพริก

ระหว่างจัดอาหารก็ตั้งสติทำแบบเป็นธรรมชาติ พอเสร็จพี่ๆแซวว่า เออมันได้นิสัยนี้มาจากวัดแน่เลยปกติมันไม่ค่อยทำ ได้คิดกับตนเองค่ะครู นิสัยนี้ได้จากวัดจริงๆ

ถ้าอะไรที่ตั้งใจทำอย่างมีสติบ่อยๆก็จะทำเป็นธรรมชาติ บ่ายๆมาส่งเอกสารที่พี่ๆขอ

แล้วก็หารือกัน งานที่ตั้งใจเสร็จไปหนึ่งอย่างเหลืออีกหนึ่งอย่างค่ะครู แสดงว่าต้องแก้ไขเพิ่มเพราะยังมีช่วงเอ้อระเหยอยู่เจ้าค่ะ

ใกล้เลิกงานตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือให้เปลี่ยนชุดไปออกกำลังกาย พอลองตั้งเตือนในมือถือรู้สึกว่าได้ผลกับตนเองค่ะครูออกไปวิ่งแถวๆหอเต่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเอารถไปจอดไว้ที่ร้านล้างรถแล้วก็ไปวิ่ง

พอเหงื่อออกแล้วรู้สึกผ่อนคลาย บางทีก็ยังฟุ้งซ่านแว๊บไปคิดแล้วก็กลับมาทำแบบนี้เรื่อยๆตลอดการวิ่งค่ะครูวิ่งเสร็จปีะมาณหกโมงเย็น ตั้งใจแก้ไขระบบระบายน้ำที่อ่างล้างจานืี่บ้านจึงหาซื้อที่เฃซนโทซ่าไม่มีไปได้ที่โกลบอลเฮ้า แต่หนูเสียท่าให้กิเลสตอนเดินค่ะครูเพราะว่าเดินๆแล้วรู้สึกหิว ไปตามใจมันแวะซื้อตำขนมจีนมาถึงบ้านทานแล้วขึ้นไปทำวัตรเย็นเสร็จแล้วหลับจนไม่ได้เขียนบันทึก ศีลข้อสี่ด่างพร้อยเพราะถูกตนเองหลอกให้ทานอาหารเย็น

วันนี้พอครูทักให้แก้นิสัยจริตจกร้่าน อย่าให้ราคะนำ ก็เหมือนมองเห็นท่าทางตนเองที่มักจะแสดงอาการดัดจริตพูดใส่อารมณ์เสียงสูงต่ำ นั่งไขว้ห้าง จีบไม้จีบมือ พอรู้สึกแล้วก็หดลง แต่เผลอก็ยังขึ้นมาใหม่อยู่เจ้าค่ะ จนนั่งลงทบทวนกับตนเองว่าใครสอนให้ดัดจริต สั่งสมมาจากไหน นึกย้อนกับตนเอง หนูรำ เซิ้ง ร้องเพลงมาตั้งแต่อนุบาล พอประถมก็เป็นนักร้องวงดนตรีไทยของโรงเรียน เข้าวงดุริยางค์เล่นหนิงหน่ิงกับเมโลดี มัธยมไม่ได้เล่นดนตรีแล้วส่วนใหญ่เล่นกีฬา. ก็มีสีซออู้อยู่ปีหนึ่งแล้วก็เลิก งานอดิเรกก็ร้องเพลงกับกีตาร์เพื่อน เข้ามหวิทยาลัย หนักข้อหน่อยเพราะเต้นลีลาศแบบจริงจังจะเข้าแข่ง จริตจกร้านถูกส่งเสริมและดึงออกมาแบบหนักๆ เห็นเส้นทางการสั่งสมความชั่วแค่ชาตินี้ก็หนักหนา การถอดถอน จึงต้องอดทนมากๆกับตนเอง

เหมือนกำลังใจที่ครูส่งมาจาก SMS ว่า "เป็นผู้หญิงมันฝึกขัดเกลาใจยากต้องอดทน"ตอนก่อนไปวิ่งครูโทรมาแล้วบอกว่า "เออน้ำเสียงค่อยเป็นคนหน่อย" คำนี้เป็นกำลังใจให้หนูมากเจ้าค่ะ ทบทวนกับตนเองระหว่างวิ่งว่า พยายามตั้งสติกับตนเองแล้วข้างในเบาได้ขนาดนี้ ถ้ายิ่งมีสติให้มากๆต้องใจเบากว่านี้แน่สู้เอา

 ในสาระที่ครูโทรมาแจ้งว่า ให้หนูนั่งเครื่องไปพร้อมครูวันอาทิตย์ นึกย้อนเพราะครูเมตตาจะว่าไปก็แบกหามหนู เพื่อไม่ให้เป็นภาระผู้คนกราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ หนูจะตั้งใจทำงานทดแทนพระคุณให้ดีที่สุดกราบขอบเพระคุณเจ้าค่ะ