จากนั้นก็เทใส่จาน ตักกิน ...โดยอาจมีต้มยำ แกงส้ม แกงเลียง แกงจืด ร้อนๆ ซดแกล้ม

 

 

การเคี้ยวบดอาหารเป็นความสุข (กิเลส) อย่างหนึ่งของมนุษย์ทุกชาติพันธุ์   แต่ละท่านก็มีจริตในการดื่มด่ำรสชาติต่างกันไป

 

สำหรับฝรั่งนั้นการกินมัน”ฝรั่ง”  (จริงๆแล้วคือมัน “เปรู” ...ของพวกอินคา)  มีได้หลายรูปแบบ บางคนนิยมกินเป็นหัว บางคนหั่นแว่น บางคนบดละเอียด (mashed potato) 

 

ส่วนคนไทยกินข้าวเป็นเม็ดบ้าง หรือไม่ก็ป่นเละทำเป็นโจ๊กไปเลย (คำพังเพย..เละเป็นโจ๊ก)   แต่ข้าวหักเป็นท่อนๆ หรือ ป่นหยาบๆ แบบทางสายกลางนั้น..แปลก.คนไทยกลับไม่นิยมกิน  หาว่าเป็นอาหารคนจนไปฉิบ  (ส่วนผมเพี้ยนไปได้ทุกเรื่อง ข้าวที่ผมชอบที่สุดคือ ข้าวแดงหัก (แบบที่เขาให้นักโทษกิน...เพราะพัสดีหักค่าหัวคิว ?) )  

 

ข้าวยำปักษ์ใต้ เป็นอาหารจานโปรดจานหนึ่งของผม  (แต่ทำไมหากินได้ยากมาก แม้ในภาคใต้เองด้วยซ้ำ)  ...เป็นแรงดลใจให้ผมมาคิดว่า เอ...ทำไมข้าวน้ำพริกผักจิ้มของเรานั้น (ที่คนไทยทุกภาคนิยม) ทำไมเราไม่เอามา “ยำตำ” ผสม ให้พอแหลก (ไม่ถึงกับละเอียด)   กล่าวคือ เอาข้าวมาใส่ชาม เอาผักหั่นฝอยที่ชอบมาโรย  เอาปลาทูหรือแกล้มอะไรก็ตามบิใส่ลงไป (เช่นถั่วลิสง)   เอาน้ำพริกราด   คลุกให้เข้ากัน แล้วเอาไปโขลกตำในครกพอแหลกหยาบ  (แบบตำส้มตำมะละกอ)

 

จากนั้นก็เทใส่จาน  ตักกิน ...โดยอาจมีต้มยำ แกงส้ม  แกงเลียง  แกงจืด ร้อนๆ ซดแกล้ม

 

กินแบบนี้น่าจะดีกว่าแบบตักกินเป็นคำๆ เพราะ

 

1)      รสชาตินัวดีกว่า  สม่ำเสมอกว่า

2)      กลิ่นของผักรสแรง (เช่น ผักแพว ข่าอ่อน ขิงอ่อน สะตอ)  จะออกมาเพิ่มขึ้นจากการตำ ทำให้มีกลิ่นหอม ฉุน น่ากินกว่าเดิม (ตามจริต)

3)      อาหารแหลกไประดับหนึ่ง ทำให้ย่อยง่ายขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่กินเร็ว กลืนเร็วเกินไป

4)      ประหยัดเวลาในการกิน ไม่ต้องประดิษฐ์ดอย เด็ด  ม้วน พับ ผักชนิดต่างๆ ให้เสียเวลา  เปรอะมือ

5)      ประหยัดจาน และการล้างจาน  โดยเฉพาะร้านค้า อาจขายเมนูน้ำพริกผักจิ้มตำนี้ได้ โดยใช้พื้นที่โต๊ะนิดเดียวต่อลูกค้าหนึ่งคน   แล้วให้ลูกค้าเลือกสั่งได้ตามที่ชอบ (แบบชงกาแฟ)  เช่น อยากได้น้ำพริกแบบไหน ผักชนิดใดบ้าง ในการตำผสม ก็เลือกสั่งได้ หรือ ให้ตักเอง ตำเอง แบบบุฟเฟต์ (อาหารแดกดะ)  ไปเลยก็ยิ่งจะสนุก ...เหมือนสุกี้ (หลอกแดก) ที่ราคาแสนแพง

 

...คนถางทาง (๑๙ มิย. ๒๕๕๕)