การอาบน้ำของคนไทยวันนี้นิยมใช้ฝักบัว ถูสบู่ ถูขี้ไคล ล้างสบู่ออก ซึ่งผมว่าเป็นการอาบน้ำที่สิ้นเปลืองมากทั้งเวลา น้ำ สบู่ แถมยังทำให้ร่างกายสกป. อีกด้วยเพราะ
1) การถูสบู่ทำให้ผิวหนังลื่น พอลื่นก็ไม่สามารถถูเอาขี้ไคลออกได้ เพราะผิวหนังไม่ฝืด
2) ตามหลักวิศวกรรมศาสตร์ เราต้องการแรงจากความฝืดเพื่อขูดลอกเอาสิ่งเกาะติดผิวออก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องใช้ฝอยขัดหม้อ เพื่อขัดเอาสิ่งเกาะติดออกจากหม้อ ส่วนการลงผงซักฟอกนั้นก็เพื่อเอาไขมันออก แต่ผิวหนังคนเรามันไม่ได้มันขนาดนั้น จึงไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องไปลงสบู่ให้สิ้นเปลือง (ยกเว้นโง่หลงเชื่อคำโฆษณาโกหกของบริษัทผู้ผลิตต่างชาติ...ซึ่งมีเพียงสองสามบริษัทแต่ผลิตสินค้ามา ๒๐ ชนิด โดยใช้ยี่ห้อต่างกัน ...แม้แต่ "นกถ้วย" ..ที่เราหลงนึกว่าเป็นของไทย)
2) การลงสบู่นั้น นอกจากทำให้ถูขี้ไคลได้ไม่เกลี้ยงแล้ว ยิ่งทำให้ต้องเสียเวลา และเสียน้ำในการล้างเอาสบู่ออก แต่รับรองว่าล้างอย่างไรก็ออกไม่หมดหรอก เพราะมีโมเลกุลสบู่เกาะฝังอยู่ในรูขุมขน ทำให้รูขุมขนอุดตัน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพผิวหนังเลย เพราะไปอุดรูระบายความร้อนของร่างกาย อาจทำให้เกิดการระคายเคือง จนเกิดสิว ไฝ ฝ้า ได้...ยิ่งทุกวันทุกเดือนที่สะสมเข้าไปก็ยิ่งอุดแน่น แบบขี้ฟันอุดในร่องฟันยังไงยังงั้น
3) ดังนั้นวิธีการที่ดีกว่าและประหยัดกว่าในการอาบน้ำคือ ไม่ต้องใช้สบู่ อีกทั้งเพิ่มความฝืดในการถูขี้ไคล ด้วยการใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก กับน้ำสองขัน ซึ่งผมได้เขียนไว้แล้ว ดังลิงก์นี้
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/456505
ถ้าจะให้ดีขึ้นคือในการชโลมตัวให้เปียกในครั้งแรกนั้น ให้ใช้วิธีเอาผ้าชุบน้ำสะอาดให้เปียกโชกๆ คลุมหัวไว้ ให้น้ำอุ่นไหลไปชโลมหัว บ่า ลำตัว เอามือลูบน้ำให้เปียกทั่วร่างกาย จากนั้นใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์สักสองนาที เช่น แปรงฟัน หรือ ขัดถูบริเวณสกป.มากๆ เช่น ฝ่าเท้า ที่ต้องสองนาทีเพราะต้องการ “หมัก” ขี้ไคลให้เปื่อย จะทำให้ถูขี้ไคลออกได้ง่าย และสะอาดกว่าปกติ
เวลาหมักขี้ไคลสองนาทีนั้น ถ้าหาอะไรทำไม่ได้จริงๆ ให้ออกกำลังกาย ด้วยการถ่างขาออก ย่อขาลง ค้างไว้ เอามือทั้งสองดันคาง หรือ อ้อมไปดึงท้ายทอย ก็ได้ ถ้าเมื่อยก็ยกตัวขึ้นลงได้ จะเป็นการออกกำลังกายทุกส่วนของร่างกายไปในตัว ขาหลัง แขน คอ
พอหมักไว้สักสองนาทีจากนั้นก็ทำเปียกร่างกายด้วยผ้าชุบน้ำโชกอีกครั้ง แล้วทำการถูด้วยผ้าและหรือมือเปล่าแบบแรงๆ แบบแกล้งผิวหนัง (ด้วยความฝืด) จะรู้สึกได้ว่าขี้ไคลออกมาเป็นปื้นๆ เลย
สำหรับผมที่หมักน้ำไว้ดีแล้ว ก็สามารถเอาปลายนิ้วขยี้ลงไปบนผิวหนังหัวได้เลย เพื่อเอารังแคออก โดยไม่ต้องมีแชมพูให้ยุ่งยาก การขยี้แรงๆ มีความฝืด จะเป็นการนวดผิวหนังหัวได้ดี เป็นการออกกำลังหนังหัวและรากเส้นผมไปด้วยในตัว
ถ้ามีจริตว่าอย่างไรเสียก็ต้องอาบน้ำไหลเป็นครั้งสุดท้ายก็อาจทำได้ด้วยการเปิดฝักบัวอาบสัก 20 วิ ก็พอแล้ว ก็ประหยัดน้ำ เวลา ได้มหาศาล
อีกวิธีคือ เอาขวดน้ำดื่มขนาด 1.5 ลิตร ที่ตัดก้นออกไปผูกเชือกห้อยไว้กับตะขอที่เพดาน (วิธีผูกเชือกห้อยขวดในแนวดิ่งทำได้ไม่ยาก) เจาะรูฝักบัวที่จุกขวดด้วยตะปู ขนาดสัก 4 รูเล็กๆ เอาน้ำอุ่นเทลงไป ให้น้ำไหลเป็นฝอยเล็กๆ ออกจากรูเจาะ แล้วไปยืนให้น้ำรดหัวในแนวดิ่ง น้ำที่หยดรดหัวจะไหลลงมารดหน้า บ่า และลำตัวเพื่อล้างตัวให้สะอาด แบบประหยัดน้ำมาก โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำแบบสาดเสียเทเสียเกินจำเป็นไปสิบเท่าแบบการใช้ฝักบัวฉีดน้ำในแนวเฉียงเข้าหาใบหน้า
สำหรับหน้าหนาวในชนบทห่างไกล ประชาชนยากไร้ ไม่มีน้ำฝักบัวร้อนๆ การอาบน้ำวิธีนี้จะช่วยได้มาก เพราะทำน้ำอุ่นด้วยไฟเพียงนิดเดียว หรือแม้ใช้น้ำเย็นไปเลยก็ไม่ทำให้หนาวมากนัก เพราะไม่ได้ใช้น้ำราดโดยตรง เป็นเพียงน้ำหมาดจากผ้าหมาดเท่านั้น
...คนถางทาง (๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๕)
เป็นบันทึกที่นั่งอ่านไปจินตนาการไปขำสุด ฮา.............ก๊ากๆ คิดได้ไง หัวเราะกลางดึกคุณป๊าถามขำอะไร บอกเปล่าดูคริปตลกน่ะ ฮา...........
สุดยอดครับท่าน นี่เป็นความเนียนของวิธีคิด แบบวิทยาศาสตร์ แต่การสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน เป็นวิชาที่แยกออกไปตางหาก
การอาบน้ำ ถูตัว ขัดขี้ไคล หมักขี้ไคล (555คำใหม่ ๆ ที่ผมว่าใคร ๆ
ก็คิดไม่ถึงหลายคน ไม่เฉพาะแต่ผม...กทน.ชลัญธร ลุกขึ้นหัวเราะก๊ากกลางดึก อาจเป็นเพราะมักขี้ไคล ก็ ๆได้ 555 ผมก็หัวเราะ ท่านคิดได้ไง ผมทึ่งจริงๆ 555
แต่ นี่คือผลึกทางความคิด เรื่องอย่างนี้อยู่ในวิชาสุขศึกษา ถ้าครูไม่เอาวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบการสอน ที่ทำให้นักเรียนตอบคำถามต่างได้ เช่น เช่น ขี้ไคล คืออะไร มันมาจากไหน เข้าใจคำว่าหมักขี้ไคลไหม ทำอย่างไร ทำไมต้องทำ ทำแล้วดีอย่างไร ใช้สบู่ กับไม่ใช้สบู่ วิธีไหนขีไคลจะออกมากกว่ากัน ฯลฯ
เรา (รวมทั้งผมด้วย555) ก็เป็นทาสของโฆษณาเหมือนท่านว่าจริง ๆ
ครับ พ่อแม่ทั้งหลาย จงอย่าได้วางใจในการสอนจากโรงเรียนจนเกินไป นะครับ เพราะบางเรื่องก็ไม่ลึกพอที่จะเข้าถึงแก่นแท้ ของความรู้ ที่จะทำให้อยู่ในโลกได้อย่างฉลาด ดังปราชญ์ กทน.คนถางทาง
ท่านถางให้เราฉลาด
สุดยอดเลยค่ะ.. ถ้าทำแบบที่อาจารย์แนะนำ.. สงสัยรวยแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนะคะ ประหยัดสบู่แถมช่วยโลกลดการใช้น้ำอีกต่างหาก
พ่ิอแม่เราในอดีต ก็ไม่เคยใช้สบู่หรอกครับ ใช้หินขัดตัวด้วยซ้ำ (จะได้ฝืดไง)
ส่วนฝรั่ง นานๆ มันอาบน้ำที (หนังคาวบอย) ขี้ไคลหนา มันเลยต้องแช่อ่างไง เพื่อหมักขี้ไคลให้เละเลยแหละ ไม่ใช่นุ่ม
เอ่อ.... แนวคิดนี้ผมไม่เล่นด้วยครับ แต่เป็นเพราะจริตที่ต้องมีน้ำมาถูกตัวเยอะๆ เวลาอาบน้ำครับ ติดมาจากตอนเด็กๆ ตักน้ำอาบจากบ่อครับ ภาคใต้ของไทยน้ำแสนจะสมบูรณ์ ผมอาบน้ำทีเกือบจะร้อยลิตรได้มั้ง (ตัวเลขจากความรู้สึก) น้ำปริ่มขอบบ่อเกือบตลอดทั้งปีครับ
เห็นด้วยค่ะ วันนี้ ขัดขี้ไคลออกเป็นกิโลเลย อิอิ เคยสังเกตค่ะว่า อาบน้ำแล้วพอเรา เราเช็ดตัวพอหมาดๆ ขี้ไคลหลุดออกมาเลยค่ะ หลังๆมาเลยอาบน้ำสองรอบค่ะ รอบแรกอาบพอพอกสบู่ตัวเปียก แบบไม่ต้องขัดถูมาก ล้างน้ำ แล้วเราก็แปรงฟัน หน้าล้าง สระผมไปก่อน พอตัวเริ่มแห้งก็ใช้มือขัดถูๆค่ะ ออกมาเยอะเลย แต่เดี๋ยวนี้ใช้ที่ขัดเท้าขัดตัวเอาค่ะ ออกเยอะมากๆๆๆๆ แล้วก็อาบสบู่ซ้ำอีกรอบ ต่อด้วยน้ำมันทาผิวค่ะ เพราะสบู่ทำให้ผิวแห้ง จะทำเดือนละครั้งค่ะ เพราะไม่หวที่ขัดเท้าแสบผิวมาก
นั่นแหละครับ คุณจุฑา ดังที่ผมว่าไว้ ดังนี้แล้วจะไปอาบรอบแรกทำไม ให้เปลืองเวลาและสบู่ เพราะอย่างไรก็ต้องถูออก เพื่อให้สะอาด ....แนะนำคือ อย่าไปอาบสบู่ซ้ำอีกรอบ เพราะจะพอกผิวให้หนา เป็นปัญหาอีกต่อไปไม่สิ้้นสุดครับ
ฮ่าาาาาา...............เจ๋งจริง ประหยัดดีนะคะ
สำหรับวิธีขัดขี้ไคลที่ได้ผลดี เราเลยลองมาหลายวิธี แนะนำให้ใช้กากกาแฟค่ะ ได้ผลดีมากๆ คราบไคลต่างๆ หลุดออก ผิวนุ่มด้วยนะ
เคยอ่านข้อความจากเน็ต no shampoo ซึ่งเป็นบทความของฝรั่งซึ่งฝรั่งเค้าทำแล้วดี ก็เลยลองไม่ใช้แชมพูหรือครีมนวดดู โดยการล้างน้ำเปล่าโดยขยี้ผมและหนังศรีษะ ช่วงแรกๆผมจะมันมากครับจนแทบทนไม่ได้เนื่องจากเราเคยชินกับการสระผมทุกวันหนังศีรษะก็เลยแห้ง จึงทำให้มันผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ หลังจากอดทนได้ประมาณเกือบเดือนปรากฏว่าหนังศรีษะเริ่มปรับตัวผลิตน้ำมันน้อยลงและผมก็ไม่ค่อยร่วงไม่แตกปลาย และไม่ค่อยมีรังแคที่สำคัญผมไม่เหม็นเลย ทุกวันนี้เลยไม่ใช้ยาสระผมมา 4 ปีแล้ว และให้ลูกๆที่บ้านทำตามรู้สึกดีมากผมลูกไม่เหม็นเลย พอเจอบทความนี้อาบน้ำโดยไม่ใช้สบู่ ก็เลยลองทำดู แรกๆประมาณ 2 อาทิตย์ก็รู้สึกเหนียวๆตัวอยู่ อาทิตย์ที่ 3 ร่างกายปรับตัวได้รู้สึกว่าร่างกายสะอาดไม่เหนียวตัวเลย คนที่ทำได้ต้องอดทนให้ร่างกายปรับตัวได้ก่อนครับหรือไม่ก็ลดการใช้สบู่หรือยาสระผมลงทีละน้อย ทุกวันนี้ผมใช้แค่ยาสีฟันแปรงฟันอย่างเดียว. ไม่ใช้แป้ง ทาตัว น้ำหอมหรือเครื่องสำอางค์ทุกประเภท ร่างกายเบาสบายขึ้นเยอะ ไม่มีปัญหาเรื่องผิวแห้ง ที่บรรยายมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่ทำได้ผลมาแล้วจริงๆ คนที่เคยใช้สารเคมีร่างกายก็จะปรับตัวไปตามสิ่งที่เราใช้ หรือถ้าไม่ใช้อะไรเลยร่างกายก็จะปรับตัวได้ตามธรรมชาติ