การมาเยือนเชียงใหม่ครั้งนี้ ไม่ได้มาในฤดูกาลท่องเที่ยวเหมือนเช่นทุกครั้ง หากแต่ว่ามาเหมือนมาเยี่ยมบ้านอีกหลังหนึ่ง ทั้งที่ ณ พื้นที่แห่งนี้ยังไม่มีบ้านหรือกระต๊อบขึ้นสักหลังเดียว

บางครั้งความรู้สึกที่ว่าเหมือนอยู่บ้าน ไม่จำเป็นต้องมีผนัง หลังคา ฝา และกระได อาจจะเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ดูไร้ขอบเขต กับหัวใจที่สดใส เบิกบาน ถ้าเรารู้สึกว่าเคยอยู่ที่ใดมาก่อน และอยากย้อนกลับไปอยู่ ณ ที่แห่งนั้นอีกครั้ง สำหรับผู้เขียนแล้ว "นั่นแหละคือบ้าน"

 

แม้ว่ารอบบ้าน หรือข้างบ้านของผู้เขียนจะมีแต่ทุ่งนากว้างเขียวขจี กับวัวที่เล็มหญ้าอยู่ใกล้ ๆ หนองน้ำไม่กี่ตัว ผู้เขียนก็เห็นว่า "พวกเขาคือเพื่อนบ้านที่น่ารัก  มาทีไร ก็ทักทายกัน พวกเขาก็ร้อง "มอๆๆๆ" พอให้รู้ว่ามีพวกเขาอยู่ตรงนี้ ส่วนผู้เขียนก็ได้แต่หัวเราะหลานสาวตัวน้อยที่ยังไม่ชินวัว อยู่ในกรุงเทพ ชินแต่รถ เครื่องยนต์ เครื่องจักร สิ่งมีชีวิตที่นอกจากคน ก็มีแต่ นก จิ้งจก แมลง ที่เห็นได้ทั่วไป

ใครจะว่าชนบท พวกเราก็ชอบจังเลยคำนี้ แสดงว่าที่แบบนี้ที่เคยใช้ชีวิตในวัยเด็ก ยังมีให้เห็นแม้เวลาจะผ่านไปกว่า ๓๐ ปีแล้ว

ไผ่ กล้วย และผลไม้นานาชนิด แม้เราไม่ได้เป็นคนปลูกแต่แรก แต่เราก็รู้สึกชื่นชมไปกับการเจริญเติบโตและดำรงอยู่ของต้นไม้เหล่านี้ มีชาวบ้านแถวนั้นมาเก็บกินและตัดไผ่ไปทำประโยชน์

เราทราบจากลุงจัน ลุงที่ติดต่อเรื่องซื้อขายที่ดินผืนนี้และอาสาดูแลที่ให้ ลุงไม่ขอรับค่าจ้างดูแลสวน แต่ขอแปลงนา ๓ ไร่กว่าไว้ปลูกข้าว และบอกว่าจะส่งไปให้ทานที่กรุงเทพ เราเห็นว่าค่าส่งจะแพง ขอเดินทางมาขนกลับไปทานบ้างนิดหน่อยให้พอรู้รสข้าวในแปลงนาบนที่ดินของตัวเองก็พอ

หลานสาวตัวน้อยกับแม่ของเขาอดเป็นนางแบบในสวนให้เราถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกไม่ได้ แม้จะมีมดกัดเจ็บ ๆ บ้าง แต่ถามว่าจะมาอีกไหม หลานกะทิก็ยังคิดจะมาอีกและจดจำได้ว่าเคยนั่งตรงไหน เคยตัดใบตองรองนั่งไม่เหมือนที่นั่งใด ๆ ที่เคยนั่งมา และยังน้ำมะพร้าว ที่สอยมาดื่มกินสด ๆ จากต้น หลานสาวตัวน้อยจำได้หมด และเรียกร้องให้ทำแบบเดิม ๆ

แต่มาคราวนี้ อดติดเทคโนโลยีไม่ได้ ขอคุณแม่เล่น Iphone เพราะติดใจฟังนิทานสนุก ๆ และภาพสัตว์น่ารัก ๆ ในนิทาน

ภารกิจในการมาสวนครั้งนี้ คือมาสำรวจการล้อมรั้ว ดูการเกลี่ยดิน ตัดหญ้าและการเคลียร์พื้นที่บางส่วนเพื่อจะลงพันธุ์ไม้ในอนาคต ตอนนี้ยังนึกไม่ออกจริง ๆ "ต้นอะไรเอ่ยที่ปลูกได้ทน โดยทึ่คนไม่ต้องดูแล" ผู้เขียนยังมีภาระที่ต้องทำอยู่อย่างต่อเนื่องในช่วง ๓ ปีนี้ จึงได้แต่มีความฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่ไม่มีแรงและเวลามาทำอะไรบนที่ดินแห่งนี้เสียที

 

แต่ที่แน่ ๆ ในรอบการมาเยือนครั้งนี้ขอตั้งชื่อสวนของเราไว้ก่อน ซึ่งจริง ๆ ได้ตั้งไว้ตั้งแต่ซื้อครั้งแรกแล้วแต่ถกเถียงกับบรรดาญาติมิตร ไม่ลงตัวเสียที ในที่สุด เราก็ได้อาศัยความแก่รอบพรรษาอีกทั้งเป็นผู้มาค้นพบดินแดนแห่งนี้ก่อน จึงขอใช้สิทธินั้นตั้งชื่อที่เตรียมไว้แต่แรก "สวนภูผา ฟ้างาม" เพราะสาเหตุที่ตัดสินใจซื้อก็มาจากวิวนี้แหล่ะ

    

อากาศเป็นสิ่งที่มาจากธรรมชาติที่ยังไม่ได้เห็นว่ามีการซื้อขายทั่วไป แต่น้ำมีการนำไปซื้อขายกันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว  จึงต้องขอบอกว่า "อากาศที่นี่" มาสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกสุขใจ ไร้มลพิษ

  

ความรู้สึกเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่งเข้าใจถึงแก่นแท้ก็ตอนนี้เอง หากว่าสิ่งแวดล้อมนั้น เราไม่ต้องสรรสร้างขึ้นใหม่ ไม่ปรุงแต่ง และไม่ต้องแย่งกันหายใจ  เพราะความแออัด

 

ในชีวิตแบบเดิม ๆ ในเมืองกรุงหากจะให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเราก็คงต้องรื้อโครงสร้างและแบบแผนการดำเนินชีวิตใหม่ และแม้กระทั่งรื้อและสร้างบ้านใหม่แล้วปลูกให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ แต่ก็คงไม่สามารถทำได้ หากว่ารอบบ้านเราไม่ได้ช่วยกัน นี่คือ "pattern of life" ชีวิตคนเมือง ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ลำพังคนเดียว

 

          ณ ที่แห่งนี้ เราอยู่ใกล้สถานปฏิบัติธรรม

 

             ใกล้ภูเขา ใกล้ทุ่งนา ใกล้ท้องฟ้า

      ใกล้ชุมชน ใกล้วัด ใกล้ตลาด ใกล้โรงเรียน

 

ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แค่เราอยู่อย่างกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาตินั้นให้ได้ ไม่ไปแทรกแซง ขัดขวางหรือทำลายก็พอ

 

ครอบครัวเราจึงขอสร้างพื้นที่ความสุขแห่งใหม่ ณ ที่แห่งอนาคต "ภูผา ฟ้างาม" เป็นอีกที่ทางเลือกหนึ่งของชีวิต

    ขอบคุณที่มาเยือนค่ะ