๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ เวลาประมาณ ๑๘.๓๐ น. หลังจากเล่นตีลูกขนไก่ที่หน้าเทคโนฯอุตฯ จวบจนเล่นไม่ได้ เพราะฝนเทลงมาห่าใหญ่ ผมปั่นจักรยานออกจาก มรภ. มุ่งไปโรงเกลือหาซื้อผลไม้ประทังชีวิต และต่อไปที่หอพัก วันนี้มีสิ่งพิเศษบางอย่างที่ทำให้ผมต้องมาบันทึก

   ทาบคีการ์ดที่ประตูเปิดประตูเดินเข้าไป เห็น ๓ ชีวิตกำลังเดินขึ้นบันไดชั้นที่หนึ่งเพื่อไปที่ลิิฟท์ซึ่งอยู่ข้างที่พักบันได ผมเดินไปปกติ (ปกติเดินเร็ว หากไม่เดินช้าตามอารมณ์) ชายวัยกลางคน กำลังจูงมือหญิงวัยชราแต่งตัวเดาได้ว่าคือมุสลิม สองคนทุลักทุเลเดินขึ้นบันได ส่วนอีกคนเข้าใจว่าหากไม่ใช่ลูกก็ต้องเป็นหลาน เดาว่าเป็นลูกมากกว่า เด็กหญิงคนนี้แต่งชุดคลุมศีรษะและคาดเดาว่าน่าจะเป็นนักศึกษา มรภ. และคาดเดาว่ามาจากทางใต้ (ภาคใต้ของประเทศไทย) เพราะเห็นว่า สองสามปีที่ผ่านมานี้จะมีนักศึกษามุสลิมจากทางใต้มาเรียนกันหลายชีวิต ที่เห็นชัดเจนคือคณะครุศาสตร์ นอกจากนั้น หอพักนี้จะมีนักศึกษา มรภ.มาพักกันหลายชีวิต เช้าๆ จะเห็นนักศึกษาแต่งชุดนักศึกษาเดินออกจากหอพัก เลียบถนนพหลโยธินมุ่งหน้าไป มรภ. บางคนใช้รถจักรยานยนต์รับจ้าง ช่วงเย็นก็จะเห็นแต่ละคนเดินทางกลับกัน

   ภาพที่ผมเห็น ๓ ชีวิตกำลังเดินขึ้นบันได มีความรู้สึกเสมือนญาตที่มาจากพื้นเพเดียวกันกับผม ชายวัยกลางคนและหญิงชรา คงมาส่งลูกเรียนหนังสือ การเดินทางจากทางใต้ขึ้นมาภาคกลางนั้นไม่ใช่เรื่องสนุก ที่แน่ๆ ต้องใช้บริการรถ ๓ ต่อ (กรณีใช้รถประจำทาง) กว่าจะมาถึงที่แห่งนี้

  การมาส่งลูกเรียนหนังสือในเมืองแดนไกล น่าจะเห็นสายใยระหว่างเด็กคนหนึ่งกับผู้ใหญ่ ผมมีความรู้สึกว่า ผมควรจะต้องเอาใจใส่กับเด็กเหล่านี้ หลังจากผู้ปกครองเดินทางกลับแล้ว แน่นอน ผู้ปกครองหวังอนาคตที่ดีของเด็กแต่ละคน แต่เราจะพบว่า เด็กแต่ละคนในปัจจุบันไม่ได้ดำรงวัฒนธรรมอันดีงามของบรรพบุรุษไว้ ปัจจัยหนึ่งคือสังคมแวดล้อม หลายคนพบรักในเวลาเรียน แต่ไม่สมหวัง ต้องหอบลูกกลับบ้าน มีอยู่เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องภายในที่ฟังมาจากนักศึกษาห้องเรียนหนึ่ง "ทั้งห้องแลกคู่กันนอนเป็นว่าเล่น" แต่นี่เป็นเพียงจุดเล็กๆ เพราะภาพใหญ่ๆจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นทั้งหมด เมื่อหลายปีก่อน ขณะที่ผมกำลังเขียนกระดานยังไม่ทันเสร็จ ผมหันกลับไปทางนักศึกษา เป็นนักศึกษาห้องใหญ่ร้อยกว่าคน เห็นคู่หนึ่งกำลังจูบกันหลังห้อง ผมคิดอะไรบางอย่าง ซึ่งผมก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไร อย่างไรก็ตาม สำนึกเสมือนญาติกับสามชีวิตที่เห็น เกี่ยวโยงไปถึงนักศึกษาที่มาจากทางใต้อื่นๆที่ผมพบปะพูดคุยด้วย ผมไม่มีความรู้สึกทางศาสนา สิ่งที่ผมคิดคือ เรามาจากปลายแผ่นดินเดียวกัน รู้สึกเห็นใจผู้ปกครอง ให้นึกถึงผู้สูงอายุในภาคใต้บางคน รอคอยการกลับมาของลูกชายที่ไปเรียนหนังสือในเมืองหลวง นึกถึงภาพของเมืองหลวงที่มีแต่สิ่งยั่วยุและเย้ายวน 

  เราเข้าลิฟต์พร้อมกัน เด็กหญิงถามผมว่า ขึ้นชั้นไหน ผมมองไปที่เครื่องหมาย เห็นเธอกดเลข ๔ ผมพยักหน้านิดๆ ส่งสัญญาณให้รู้ว่านั่นแหละ ๔ ชีวิตเดินออกจากลิฟท์พร้อมกัน ผมหลีกทางให้ ๓ ชีวิตไปก่อน ชายวัยกลางคนยิ้มให้ผม ผมก็ส่งยิ้มตอบไป ความรู้สึกข้างในของผมคือ เสมือนญาติจากปลายแผ่นดินเดียวกัน 

  ผมเข้าห้องและตรวจสอบความคิดตัวเอง พร้อมกับได้ข้อคิดว่า เรื่องศาสนาเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต่างออกไปจากคน ศาสนาที่ต่างกันไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการเป็นคนเหมือนกัน