เช้าวันหนึ่งผมนอนอ่านหนังสือในบทสุดท้ายอย่างเพลิดเพลินแล้วคิดตามด้วยเหตุและผล ทันใดนั้นข่าวในโทรทัศน์ได้นำเสนอข่าวผู้ใหญ่ในบ้านเมืองกำลังถกเถียงถึงขั้นเกือบลงไม้ลงมือต่อกัน ผมนึกย้อนกลับสู่ระบบการศึกษาที่เป็นไปอยู่ทุกๆ วันนี้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเรา  ผมเคยถูกสอนมาว่าเมื่อเกิดปัญหาควรใช้สติและปัญญา(สติมาปัญญาเกิด) แต่ภาพที่ทุกคนเห็นไปทั่วประเทศ(อาจจะถึงระดับนานาชาติ) เห็นว่าผู้ทรงเกียรติเหล่านั้นใช้ความรุนแรง  ผมขอเข้าเรื่องที่ขอนำเสนอในทัศนคติของเยาวชนไทยคนหนึ่งดีกว่าครับ

      สมัยเนิ่นนานมานั้นศาสนากับการศึกษานั้นอยู่เคียงคู่กันมาโดยตลอด(วัดและโรงเรียน) ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนสมัยก่อนนั้นท่านคิดอย่างรอบคอบถ้วนถี่  เพื่อให้ลูกหลานของท่านได้เรียนรู้ศิลปวิทยาและอบรมศีลธรรมจรรยาเพื่อนำมาพัฒนาประเทศชาติและพัฒนาตนเอง หรือผู้ที่จะเข้ามารับราชการก็ต้องผ่านการบวชเรียนมาก่อน  แม้กระทั่งพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นสมมติเทพของปวงชนก็ทรงเล็งเห็นประการนี้เช่นกัน ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีข้อความดังนี้


    “ การสอนศาสนาในโรงเรียนทั้งในกรุงและหัวเมืองจะต้องให้มีขึ้น  ให้มีความวิตกไปว่าเด็กชั้นหลังจะห่างเหินจากการศาสนาจนเละเป็นคนไม่มีธรรมในใจมากขึ้น  ต่อไปภายหน้าถ้าเป็นคนที่ได้เล่าเรียนคงจะประพฤติตัวดีกว่าคนที่ไม่ได้เล่าเรียนนั้นหาถูกไม่  คนที่ไม่มีธรรมเป็นเครื่องดำเนินตาม  คงจะหันไปหาทางทุจริตโดยมาก  ถ้ารู้น้อยก็โกงไม่ค่อยคล่องหรือโกงไม่สนิท ถ้ารู้มากก็โกงมากคล่องมากขึ้น และโกงพิสดารมากขึ้น  การที่หัดให้รู้อักขรวิธีไม่เป็นเครื่องฝึกหัดให้คนดีและคนชั่ว  เป็นแต่ได้วิธีที่จะเรียนความดี ความชั่วได้คล่องขึ้น”

     

        แต่ในปัจจุบันมีการปฏิรูปการศึกษาและสังคมเพื่อเข้าสู่ความเป็นอารยะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศชาติแต่บางครั้งมีช่องว่างระหว่างความทันสมัยและความถูกต้องทางคุณธรรมจริยธรรม  โดยท่านผู้อ่านสามารถสังเกตได้ในสถานศึกษาและมหาวิทยาลัย  สถานศึกษาบางแห่งเน้นความรู้ทางวิชาการอย่างเข้มข้นซึ่งเป็นสิ่งที่โดนใจพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก  เพราะลูกของตนจะได้เรียนเก่งๆ มีวิชาความรู้มากมายและมีอนาคตที่ดีชีวีสดใส  แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าถ้าวันใดวันหนึ่งบุตรของท่านได้คิดฉ้อโกงและที่สำคัญถ้าเขาเกิดลืมบุญคุณ(อกตัญญู) แล้วท่านจะไปโทษผู้ใด? โทษครูบาอาจารย์ถูกหรือไม่? หรือโทษตัวเด็กเพราะไม่รักดี?

      ปัญหาในด้านคุณธรรมจริยธรรมกับสังคมยุคใหม่ แบ่งคร่าวๆ ได้ดังนี้

-     ความคิด จิตใจและค่านิยม     ศาสนาและธรรมเป็นเรื่องน่าอายไม่น่าสนใจและไม่ควรนำมาสนทนาในหมู่คณะเพราะถือเป็นเรื่องโบราณ  เกิดค่านิยมทางวัตถุมากกว่าคุณค่าความงามของจิตใจที่บริสุทธิ์

-     เศรษฐกิจ  ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมโดยหวังผลกำไรให้ได้มาก(วัตถุนิยม)  ซึ่งการเน้นสร้างผลประโยชน์สูงนั้นก็ไม่พ้นความโลภของคนไปได้  โดยเฉพาะคนที่ไม่มีธรรมะก็เกิดความอยากมีอยากได้จนหาทุกหนทางเพื่อความได้มา  แม้กระทั้งการโกงซึ่งไม่เกรงกลัวต่อบาป

-     รัฐบาล       คณะบริหารประเทศเสริมสร้างและสนับสนุนคุณธรรมจริยธรรมต่อข้าราชการพนักงานน้อยเกินไป อีกทั้งไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม  มุ่งเน้นแต่ด้านเศรษฐกิจจนลืมความดีงามทางจิตใจที่สามารถพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี

-     การศึกษา   การปฏิรูปการศึกษาแม้จะมีการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายใน หมวด ๑ มาตราที่ ๖ ที่กล่าวว่า “ การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ” อีกทั้งเกิดปัญหาผู้ปกครองโยนความรับผิดชอบต่อหน้าที่ครูคนที่ ๑ ในการอบรมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่ลูกของตนสู่ครูอาจารย์

-     สังคม        สังคมขยายใหญ่ขึ้นและมีความเปลี่ยนแปลงของขนาดครอบครัวไทย ซึ่งในสมัยโบราณคนไทยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่มีตา ยาย พ่อ แม่ ลูก แต่ในปัจจุบันกลับกลายมาเป็นครอบขนาดเล็กอยู่กันเพียงพ่อแม่ ลูกหรือพ่อ/ลูก, แม่/ลูกเท่านั้น  โดยที่พ่อแม่จะต้องออกไปทำงานตลอดทั้งวัน และลูกต้องไปโรงเรียนต่างฝ่ายกลับบ้านอย่างเหนื่อยล้าไม่มีช่วงเวลาที่ได้อบรมบุตรของตน  ซึ่งเป็นโอกาสที่ทำให้ปัจจัยอื่นๆ เข้ามาสอดแทรกให้เกิดปัญหาได้ เช่น เกม, หนีเที่ยว, ติดเพื่อน เป็นต้น

        ปัญหาที่ได้กล่าวมานั้น ผมเคยสังเกตเห็นว่าเวลาลูกติดเกมแล้วพ่อแม่ใช้วิธีแก้ปัญหาโดยยกเครื่องเล่นไปทิ้ง, ลงโทษโดยการตี, หักเงินค่าขนมซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่เกือบจะต้นเหตุ(แต่ยังไปไม่ถึงครับ เพราะเอาเครื่องไปทิ้งก็เล่นไม่ได้ แต่ก็ไปเล่นที่ร้านได้) จะให้ดีจริงๆ สมควรปลูกฝังลูกตั้งแต่ยังเป็นเด็กเชื่อฟังบิดามารดา ใฝ่รู้ พากเพียรเรียนศึกษา หากิจกรรมที่พัฒนาทักษะทางปัญญาหรือความเพลิดเพลินเจริญจิตใจ ที่ผมพูดเช่นนี้ใช่ว่าผมจะไม่เคยแอบแม่ไปร้านเกมนะครับ  แต่แม่พูดครั้งเดียวก็ไม่กล้าไปอีกเลย เพราะมีสำนึกรู้ว่าตนเองทำไม่ถูกต้อง เพราะหายหน้าหายตาไปทั้งวันไม่ได้ประโยชน์อะไร มัวแต่ไปเล่นเกมระวังให้ดีสมองจะฝ่อ(แม่เทศนาสอนสั่ง) หลังจากนั้นก็ใช้เวลาว่างวาดรูประบายสีแทน นี่ก็เป็นปัญหาตัวอย่างที่พบเจอกันอยู่บ่อยครั้ง

        คุณธรรมและจริยธรรม คำนี้เมื่อได้ยินแล้วเหมือนห่างไกลเป็นหมื่นลี้ แต่แท้ที่จริงเราได้มองข้ามไปและผู้ใหญ่ครูอาจารย์หลายๆ ท่านกำลังปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ให้แก่ลูกศิษย์กันอย่างเต็มที่ แม้ว่าในปัจจุบันอาจจางหายไปตามกาลเวลาอยู่บ้าง  ประเทศไทยเรามีวัฒนธรรมอันวิจิตรเพราะเรามีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติที่พวกเราได้อาศัยร่มเงาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ธรรมเพื่อให้ปวงชนได้นำมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

        ในการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๖๑) ได้กำหนดเรื่องศีลธรรมคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมไว้ในกรอบแนวทางการปฏิรูปไว้ใน กรอบที่ ๑ การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ และในวันนี้ผมก็นำหนึ่งหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฝากท่านผู้อ่านและผู้ปกครองเพื่อไปเล่าสู่กันฟังสู่บุตรหลานอีกครั้งนะครับ(มีหลักธรรมอีกมากน่าศึกษาและปฏิบัติครับ)

สังคหวัตถุ ๔

     -   ทาน  การให้  เอื้อเฟื้อแบ่งปัน สิ่งที่ควรบ่มเพาะให้เกิดความมีน้ำใจ สิ่งใดที่เรามีพอสมควรแล้วก็ควรแบ่งปันแก่ผู้อื่นบ้าง  หรือให้สิ่งของแก่ผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากไร้ เพื่อเสริมสร้างบุตรหลานให้เป็นคนมีน้ำใจใฝ่กุศล

     -    ปิยวาจา  พูดจาสุภาพ ผู้ใดเห็นต้องรักต้องหลงไม่ต้องใช้สาลิกาลิ้นทองก็มีแต่คนรักใคร่เอ็นดู  พูดจาประกอบด้วยเหตุผลไม่ให้เกิดความแตกความสามัคคี รู้จักกาลเทศะในการพูดยกตัวอย่าง น.ส.เอ พูดจาไม่ดีกับเพื่อนร่วมงานอยู่เป็นประจำ แต่จะพูดจาไพเราะเฉพาะหัวหน้างานเท่านั้น กรณีเช่นนี้ น.ส.เอ สามารถเป็นคนที่มีปิยะวาจาได้แต่ทำไม่สม่ำเสมอเลือกกระทำต่อบุคคล ผมขอฟันธงว่ากรณีเช่นนี้ คือ ขี้ประจบ!

      -   อัตถจริยา    บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม ฝึกความมีจิตสาธารณะไม่ทำงานเอาหน้า เต็มใจทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งข้อนี้ผมเห็นแบบอย่างที่ดีมาโดยตลอดจาก อ.ดร.ขจิต ฝอยทอง ที่คอยปลูกฝังและสอนพวกผมเป็นอย่างดีในการตอบแทนสังคม  และส่วนตัวผมก็นึกคิดมาโดยตลอดว่าเมื่อเราได้รับทุนการศึกษาแล้วเราได้ทำอะไรให้สังคมเพียงพอที่สังคมช่วยเหลือเราหรือยัง?

      -   สมานัตตตา  ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อกาลเวลา บุคคล ตามสมควรอย่างเสมอเหมือนกันทุกชนชั้น  ไม่เลือกบุคคลปฏิบัติ สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้ความเคารพผู้อาวุโส ดังนั้นการแสดงความเคารพที่ดีก็คือ การไหว้และยิ้มพร้อมทั้งกล่าวคำว่า “สวัสดี ครับ/ค่ะ”

       เท่านี้สังคมไทยก็เป็นสังคมที่น่าอยู่และมีความความร่มเย็นเป็นสุข  เพียงเรียนรู้เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วนำมาเสริมสร้างคุณธรรมเพื่อพัฒนาจิตใจให้ใสบริสุทธิ์และแสดงออกด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อกันของคนในสังคม ชีวิตจะสุขมากยิ่งขึ้นถ้าได้ใกล้ชิดธรรมและนำมาปฏิบัติเปรียบเสมือนมีพระพุทธเจ้าอยู่ใกล้ๆ

        ผมประทับใจพระบรมราโชวาทนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะอ่านแล้วเหมือนได้เตือนสติตนเองและเตือนสติแก่นักการเมืองด้วยเช่นกัน กระผมขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน


“ การสร้างสรรค์แผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินทองหรือการช่วยเหลือตัวเองในปัจจุบันนี้  เห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความสงบให้เกิดขึ้นก่อนโดยเร็ว  เพราะถ้าความสงบไม่เกิดเราจะคิดอ่านแก้ปัญหาหรือจะรวมกำลังกันทำการงานช่วยตัวเองไม่ได้  ความสงบนั้น ภายนอก ได้แก่ สภาวะการณ์อันเรียบร้อยเป็นปรกติไม่มีความวุ่นวายขัดแย้ง  ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบหรือมุ่งร้ายทำลายกัน ภายใน ได้แก่ ความคิดจิตใจที่ไม่ฟุ้งซ่านหวั่นไหวหรือเดือดร้อนกระวนกระวาย  ด้วยอำนาจความมักได้เห็นแก่ความร้ายกาจเพ่งโทษ  ความหลงใหลเห่อเหิมอันเป็นต้นเหตุของอกุศลทุจริตทั้งหมด การทำความสงบนั้นต้องเริ่มที่ภายในใจก่อน”

     

       ข้อเสนอแนะที่ประสงค์ให้ คณะรัฐบาลทุกยุคสมัยให้การสนับสนุนการทำความดีมีคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการศึกษามากยิ่งขึ้น  ตัวอย่างเช่นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนร่วมมือกับเขตพื้นที่การศึกษานั้นๆ คัดเลือกผู้เรียนที่มีคุณสมบัติและเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรมเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในโครงการเด็กดีมีคุณธรรม ซึ่งผู้เรียนจะต้องตอบปัญหาว่า “เมื่อเรียนจบแล้วคุณจะสร้างประโยชน์อะไรให้บ้านเกิดเมืองนอนและประเทศชาติ” ในแง่คิดของกระผมนั้นคนเก่งสร้างได้ไม่ยาก แต่การสร้างและให้โอกาสคนดีได้ก้าวเข้าสู่สังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิและมีเกียรติ  เปรียบเสมือนการตอบแทนผู้กระทำความดีซึ่งประการสำคัญนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจของตัวผู้เรียนเองจึงประสพความสำเร็จทั้งการเรียนและการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม

         ท้ายที่สุดผมต้องขอขอบคุณ หนังสือ “การสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรม” โดย สมพร  เทพสิทธา ประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ในพระบรมราชูปถัมป์ และข่าวการเมืองในประเด็นข่าวนักการเมืองทะเลาะกันในรัฐสภา  ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา

          ขอบพระคุณที่แวะเวียนมาอ่านทัศนคติครับ  ขอให้ท่านผู้อ่านมีความสุขครับ


ขอขอบคุณ

 ข้อเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๖๑); สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ


พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องและพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. ๒๕๔๕; กระทรวงศึกษาธิการ


หนังสือการสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรม; สมพร  เทพสิทธา