ด้วยความที่เป็นคนรักชาติ (จริง ไม่ใช่รักจนน้ำลายไหลเหมือนนักการเมืองบางคน) จึงไม่อยากให้ไทยขาดดุลด้านจำนวนนักท่องเที่ยวหรือเม็ดเงินที่ใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ให้กับประเทศที่มีเศรษฐกิจดีกว่าไทยเช่นเกาหลีใต้ แต่เมื่อได้อ่านข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยแล้ว ก็ทำให้ไปเที่ยวครั้งนี้ด้วยความเบาใจว่า ไทยจะไม่เสียดุลด้านการท่องเที่ยวให้กับเกาหลีใต้

ปฐมบท : เตรียมการ…วันวาน…และความรู้พื้นฐาน “เมืองกิมจิ”
ประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ (2555) ผู้เขียนได้รับบันทึกข้อความจากผู้อำนวยการกองบริหารงานบุคคล มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี (มรภ.อบ.) ตามด้วยการโทรฯ แจ้ง เรื่องการเดินทางไปทัศนศึกษาตามโครงการที่จัดให้กับข้าราชการมรภ.อบ. ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2555 ซึ่งผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการดังกล่าวที่เป็นอาจารย์มี 6 ท่าน (รวมผู้เขียนซึ่งเป็นอาจารย์หญิงคนเดียว อีก 5 ท่านเป็นอาจารย์ชาย) และอีก 1 ท่านคือผู้อำนวยการกองบริหารงานบุคคลเอง ซึ่งเป็นสตรีสาวโสด รวมเป็น 7 ท่าน แต่อาจารย์ชาย 2 ท่านสละสิทธิ์ จึงเหลือผู้ใช้สิทธิ์รวม 5 ท่าน ที่ได้รับอนุมัติจากมรภ.อบ.ให้ไปทัศนศึกษาที่ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 24-29 พฤษภาคม 2555 (ถือเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของผอ. เพราะมีทั้งการใช้สื่อ (Media) ที่เป็นลายลักษณ์อักษร ตามด้วยการสื่อสารด้วยวาจา และมีเวลายาวนานให้เตรียมดำเนินการตามคำสั่ง ซึ่งนานๆ ทีจะมีให้เห็นการสื่อสารแบบนี้ ส่วนใหญ่จะพบแต่การใช้สื่อที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพียงอย่างเดียว ซึ่งมักจะกระทำในเวลากระชั้นชิด ที่ในหลายๆ ครั้ง กว่าหนังสือจะถึงมือผู้ปฏิบัติก็เลยกำหนดเวลาให้ปฏิบัติไปแล้ว...อิอิ..เสียอย่างเดียวว่า ตอนต้นของบันทึกข้อความ ขอไปทัศนศึกษาที่ประเทศเกาหลีใต้ แต่ตอนท้ายของบันทึก ขออนุมัติเดินทางไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม คนพิมพ์คงพิมพ์จากไฟล์เก่า และแก้ไขข้อความไม่ครบทุกแห่ง และขาดการตรวจแก้ไข)
เมื่อได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ ผู้เขียนจึงซักถามด้วยความเกรงใจ (ตามนิสัย) ว่า การเลือกไปดูงานที่เกาหลีใต้มีที่มาอย่างไร (เพราะปกติเวลามีโครงการศึกษาดูงานของคณะครุศาสตร์ จะมีการสำรวจความสนใจของผู้ร่วมโครงการ แล้วเลือกสถานที่ๆ ได้รับความสนใจมากที่สุด แต่ครั้งนี้ผู้เขียนเองไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ) ซึ่งผอ.ท่านก็พูดนิ่มๆ ตามสไตล์ของท่านว่า “ก็คุยๆ กัน” แล้วผู้เขียนก็นึกภาพออก ว่า คนที่ท่านคุยด้วยคือใคร เพราะผู้ที่ร่วมทัศนศึกษาในครั้งนี้ นอกจากผู้ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ชายที่ “ยังไงก็ได้” แล้ว ก็เป็นอาจารย์ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว และอาจารย์ที่ยังไม่เกษียณ ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยสนิทสนมกับผอ. และมีจำนวนพอๆ กับผู้มีสิทธิ์รับบริการ ส่วนที่เหลืออีก 14 ราย เป็นคนในครอบครัวของอาจารย์ที่กล่าวมาและคนนอก ซึ่งทุกคนที่ไม่อยู่ในกลุ่มผู้มีสิทธิ์รวมทั้งลูกสาวของผู้เขียนด้วย จะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้บริษัททัวร์ (ในการเดินทางจากกทม.-เกาหลี ทัศนศึกษาที่เกาหลี 4 วัน และเดินทางจากเกาหลี-กทม.) ด้วยตนเอง ผู้เขียนจ่ายให้ลูกสาวไป 25,000 บาทตามที่ได้รับแจ้ง แต่เห็นในเอกสารของบริษัททัวร์ ราคา 24,900 บาท แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เรื่องเล็กๆ น้อยๆ (ราคานี้ไม่รวมการเดินทางจากอุบลฯไปกทม.)
แหม! ถ้าได้ไปเวียดนามตามที่พิมพ์ผิดก็ดีสินะคะ เพราะเป็นประเทศที่ผู้เขียนยังไม่เคยไป ส่วนเกาหลีใต้เคยไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ตามโครงการศึกษาดูงานของคณะครุศาสตร์ ดังภาพล่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ที่เกษียณอายุราชการไปนานแล้ว อย่างเช่น ผศ.สรสักดิ์ที่เกษียณฯ ในปี 2547 (แต่หลายท่านก็ยังทำงานต่อ) มีที่ยังไม่เกษียณรวมผู้เขียนเพียง 5 คน และอาจารย์ชาวไอริชที่จ้างเป็นรายปีอีก 1 คน นอกนั้นเป็นคนในครอบครัวของอาจารย์ การไปเกาหลีเที่ยวนี้ นับเป็นบุญหล่นทับลูกสาวของผู้เขียน เพราะปีที่ผ่านมาเธอบอกว่า อยากไปเกาหลีตามกระแสนิยมของวัยรุ่นและหนุ่มสาวไทยที่เห่อเกาหลี แต่ผู้เขียนบอกว่า อยากไปก็หาทางไปเอง คราวนี้ พ่อใหญ่สอ (สรศักดิ์) ขอถอนตัวไม่ไปเพราะสุขภาพไม่ดีและเคยไปมาแล้ว ผู้เขียนเลยให้ลูกสาวไปแทน (และมีเหรอที่เธอจะยอมจ่าย)

แต่เมื่อคิดอีกที ไปเกาหลีใต้อีกครั้งก็ดีเหมือนกัน เพราะมีหลายแห่งที่ยังไม่เคยไปและจะได้ไปในเที่ยวนี้ คราวก่อนส่วนใหญ่จะได้เที่ยวแหล่งท่องเที่ยวในกรุงโซล เช่น สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ดังมุมหนึ่งของสวนในภาพล่างซ้าย แต่ก็ได้เที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้น คือ สถานที่ถ่ายทำซีรีย์เกาหลีเรื่อง "แดจังกึม : จอมนางแห่งวังหลวง" ในเมืองซูวอนซึ่งอยู่ใกล้กรุงโซล ดังภาพล่างขวา ซึ่งทั้งสองแห่งไม่มีใน Trip นี้ (คิดบวกเมื่อไหร่ เป็นกำไรเมื่อนั้น)

ลูกทัวร์คนอื่นๆ เดินทางพร้อมกันด้วยเที่ยวบิน (Flight) บ่ายจากสนามบินนานาชาติอุบลฯ ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่จะเดินทางไปเกาหลีใต้ (24 พฤษภาคม) โดยมีหัวหน้าไกด์ซึ่งอยู่ที่อุบลฯ (แต่บริษัททัวร์อยู่ที่กทม.) ดูแลให้บริการ มีผู้เขียนคนเดียวที่เดินทางล่วงหน้าไปตั้งแต่ Flight เช้าวันที่ 23 พ.ค. เพราะต้องไปตรวจสอบความพร้อมในการเตรียมตัวเดินทางของลูกสาวที่กทม. ด้วยเธอยังไม่มีประสบการณ์ในการเดินทางไปต่างประเทศ ช่วงบ่าย ผู้เขียน (ซึ่งพักอยู่กับลูกชายเพราะอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ และลูกชายจะบริการขับรถรับส่งแม่ประจำ) ได้รับโทรศัพท์แนะนำตนเองจากหัวหน้าไกด์ที่จะทำหน้าที่ให้บริการใน Trip นี้ เขาบอกว่าเป็นเพื่อนกับลูกสาวของผู้เขียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนจบม.6 แต่ไม่เคยติดต่อกันหลังจากนั้น (มีเหตุบังเอิญกับลูกสาวอีกแล้ว ตอนหลังเมื่อบอกชื่อจริงชื่อเล่นของเพื่อนให้ทราบ ลูกสาวบอกว่า ตอนเรียนป.4 นั่งเรียนโต๊ะตัวเดียวกัน ครูจับหูเอ๋แล้วบอกว่าหูแข็งแสดงว่าเป็นเด็กดื้อ พอจับหูช้าง บอกว่าหูอ่อน แสดงว่าไม่ดื้อ...แกยังจำได้เนาะ เห็นหลายๆ เรื่องบอกจำไม่ได้) ไกด์ช้างแนะนำให้ผู้เขียนใช้บริการแลกเงินวอน (Won : สกุลเงินเกาหลี) กับบริษัททัวร์เพื่อให้ได้อัตราแลกเปลี่ยน (Rate) ที่ดีกว่าแลกกับธนาคารที่สนามบิน คือ 100,000 วอนต่อ 3,000 บาท (1,000,000 วอนต่อ 30,000) ในเอกสารที่บริษัทแจกให้อ่านเพื่อเตรียมตัวนั้น แนะนำว่า ควรแลกเงินไปคนละประมาณ 20,000 บาทไทย (แต่เพื่อนสาวโสดของผู้เขียนที่เกษียณฯ ไปแล้ว และร่วมใน Trip นี้ด้วย แลกไปแค่ 3,000 บาทไทย แถมอยู่เกาหลีใต้จะครบ 3 วันแกยังไม่ได้ใช้เงินแม้แต่วอนเดียวและบอกจะแลกเงินบาทคืน) ลูกชายเช็ค Rate ให้และบอกผู้เขียนว่า ถ้าแลกแถวไดมารูให้ได้ล้านวอนจะใช้เงินไทยเพียงสองหมื่นเจ็ดพันบาทเศษไม่ถึงสามหมื่น และได้อาสาไปแลกให้ผู้เขียนในวันรุ่งขึ้นเพราะต้องไปธุระแถวไดมารูอยู่แล้ว
เงินวอนที่ผลิตออกมาใช้ มีเหรียญ 1, 5, 10, 100, 500 วอน และธนบัตร 1000, 5,000, 10000, และ 50000 วอน ดังภาพล่าง (http://www.meetawee.com/home/travel-info/asia-info/korea-info.html)

ตอนหลังไกด์ที่เกาหลีแนะนำว่า วิธีคิดเทียบเงินวอนเป็นเงินบาทแบบง่ายๆ คือให้ตัด 0 ออกสองตัวและคูณด้วย 3 (ตัวอย่างเช่น สินค้าราคา 1,000 วอนจะเท่ากับ 10 X 3 = 30 บาทไทย) ด้วยการใช้วิธีคิดดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลขเวลาซื้อของที่เกาหลี เพราะเกาหลีกำหนดราคาสินค้าเป็นเลขกลมๆ ทั้งนั้น ไม่มีประเภท 1,275 วอนอะไรทำนองนี้ อย่างเช่นผู้เขียนไปถามราคาขนมที่ทำจากแป้งแผ่นหนาๆ ทรงกลมมีไส้ ใส่ไว้ในถ้วยกระดาษถ้วยละชิ้น จากแม่ค้าแผงลอยข้างถนนในกรุงโซล (ซึ่งมีน้อยมาก) ที่ต้องสื่อสารกันด้วยภาษาท่าทาง (Nonverbal Communication) เพราะแม่ค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผู้เขียนเองก็พูดภาษาเกาหลีไม่ได้ (แค่พูด “อันยอง ฮาเซโย : สวัสดี” ได้ก็บุญแล้ว) เธอคีบธนบัตรชนิด 1000 วอนชูให้ดู แล้วก็ชูนิ้ว 2 นิ้ว และชูอีกที 1 นิ้ว ผู้เขียนไม่เข้าใจหยิบมา 2 ถ้วย และให้ธนบัตรใบละ 1000 วอนไป 2 ใบ (60 บาท) เธอเลยส่งคืนมา 1 ใบ แสดงว่า สอง ชิ้นราคา หนึ่งพันวอน (30 บาท) ก็แสดงว่าเธอสื่อสารได้ถูกต้อง (คงทำเป็นประจำกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ) ตัวอย่างดังกล่าว แสดงถึงความซื่อสัตย์ของแม่ค้าเกาหลี ไม่แน่ใจว่า แม่ค้าบ้านเรากี่เปอร์เซ็นต์จะซื่อสัตย์เช่นนี้กับนักท่องเที่ยวจากต่างแดน อีกอย่างก็แสดงให้เห็นว่า ของถูกกลางกรุงโซลก็มีเหมือนกัน แต่ต้องเป็นคนติดดินถึงจะค้นพบ
เวลาจะไปเที่ยวที่ไหน ผู้เขียนมักจะหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเอกสารที่บริษัททัวร์ให้ไว้ เมื่อจะไปเที่ยวเกาหลีใต้ ก็เลยหาข้อมูลของเกาหลีใต้ (ที่ไปเที่ยวมา 6 ปีที่แล้ว ข้อมูลรางเลือนไปแล้ว) จากการสืบค้นทาง Internet ได้ข้อมูลว่า สาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เกาหลีใต้ (South Korea) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก มีพื้นที่ครอบคลุมส่วนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี ทิศเหนือติดกับประเทศเกาหลีเหนือ มีประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan หรือ East Sea) และช่องแคบเกาหลีกั้นไว้ ในภาษาเกาหลีอ่านชื่อประเทศว่า “แดฮันมินกุก” เรียกสั้นๆ ว่า “ฮันกุก” (한국) ที่หมายถึงคนชาวฮั่นหรือคนเกาหลี ประเทศเกาหลีแทบจะไม่มีชนชาติอื่นนอกจากคนเกาหลีเอง แต่ก็มีชาวจีนประมาณ 3 หมื่นคน ซึ่งอยู่ตามเขตเมืองหลวงมาช้านานแล้ว และยังมีชาวฟิลิปปินส์อีก 72,000 คน ประชากรของเกาหลีใต้มีจำนวน 50 062,000 หรือประมาณ 50 ล้าน คน (วิกิพีเดีย)…ข้อมูลอื่นๆ จะกล่าวถึงในตอนต่อไป

สัญลักษณ์ของประเทศเกาหลีใต้ ประกอบด้วย ธงชาติ ดอกไม้ประจำชาติ และเครื่องแต่งกายประจำชาติ ดังภาพล่าง
"ธงชาติเกาหลีใต้" มีชื่อเรียกว่า “แทกึกกี้” ลวดลายของธงบอกถึง สัญลักษณ์หยินหยางตามหลักปรัชญาตะวันออก รูปวงกลมตรงกลางธง แบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ส่วนบนที่เป็นสีแดง หมายถึง พลังในเชิงบวกหรือหยาง และส่วนล่างสีน้ำเงิน หมายถึง พลังในเชิงลบหรือหยิน พลังทั้งสองอย่างรวมกันเป็นหลักแห่งความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง สมดุลยภาพ และการสมานสามัคคีอันไม่รู้จบ วงกลมนี้ล้อมรอบด้วยสัญลักษณ์สี่อย่าง ที่อยู่แต่ละมุมคือ สวรรค์ โลก ไฟ และ น้ำ
"ดอกมูกุงฮวา หรือ โรส ออฟ ชารอน (Rose Of Sharon)" เป็นดอกไม้ประจำชาติเกาหลีใต้ ซึ่งจะบานสะพรั่งทั่วประเทศระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม เป็นดอกไม้ที่สามารถทนสภาพอากาศที่เลวร้ายและศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี คำว่า มูกุงฮวา มาจากรากศัพท์ มูกุง ซึ่งหมายถึงความอมตะ คำๆนี้สะท้อนความเป็นอมตะของประวัติศาสตร์เกาหลี ความมุ่งมั่นและความอดทนของชาวเกาหลี
“ฮันบก” เป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติเกาหลีใต้ ก่อนที่วัฒนธรรมการแต่งกายแบบตะวันตกจะเข้ามาในเกาหลีเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา หญิงชาวเกาหลีจะสวมชุดฮันบกเป็นปกติทุกวัน ส่วนสุภาพบุรุษจะสวมชอโกรี (เสื้อนอกแบบเกาหลี) และพาจิ (กางเกงขายาว) ในขณะที่สุภาพสตรีสวมชอกอรีและชีมา (กระโปรง) ในปัจจุบัน ชุดประจำชาติฮันบกจะใช้สวมเฉพาะในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส วันซอลลัล (วันขึ้นปีใหม่ตามจันทรคติ) หรือวันชูซก (วันขอบคุณพระเจ้า)
ด้วยความที่เป็นคนรักชาติ (จริง ไม่ใช่รักจนน้ำลายไหลเหมือนนักการเมืองบางคน) จึงไม่อยากให้ไทยขาดดุลด้านจำนวนนักท่องเที่ยวหรือเม็ดเงินที่ใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ให้กับประเทศที่มีเศรษฐกิจดีกว่าไทยเช่นเกาหลีใต้ แต่เมื่อได้อ่านข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทยแล้ว ก็ทำให้ไปเที่ยวครั้งนี้ด้วยความเบาใจว่า ไทยจะไม่เสียดุลด้านการท่องเที่ยวให้กับเกาหลีใต้ ข่าวรายวัน รายงานเมื่อ วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 17.33 น. สรุปความได้ว่า บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ตลาดคู่รักและคู่ฮันนีมูนปีมังกร และระบุว่า กุมภาพันธ์เดือนแห่งความรัก เป็นอีกเทศกาลที่บรรดาภาคธุรกิจบริการทั้งหลาย ต่างจัดรายการส่งเสริมการขายหลากหลายรูปแบบ ออกมาดึงดูดลูกค้าเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งรวมถึงธุรกิจบริการท่องเที่ยว ที่ต่างนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวกลุ่มคู่รักและคู่แต่งงาน ที่นิยมเดินทางมาฮันนีมูนหรือท่องเที่ยวสัมผัสบรรยากาศที่น่าประทับใจ ตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย โดยมีตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลีเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ เนื่องจากพฤติกรรมของคู่แต่งงานชาวเกาหลีที่นิยมเดินทางไปฮันนีมูนในต่างประเทศ ในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 85 ของคู่ฮันนีมูนในแต่ละปี “นักท่องเที่ยวเกาหลี” ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดนักท่องเที่ยวหลักขนาดใหญ่ของไทย (กลุ่มประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากกว่า 1 ล้านคน) ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงปี 2554 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเกาหลีเดินทางเข้ามามาก จัดอยู่ในอันดับ 5 ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทย รองจากมาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย ตามลำดับ คาดว่า หากไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดมากระทบแล้ว ในปี 2555 จะมีนักท่องเที่ยวเกาหลีเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี 2554 โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.22 ล้านคน และก่อให้เกิดรายได้ด้านการท่องเที่ยวสะพัด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปี 2554 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มสะพัดสู่ธุรกิจด้านโรงแรม/ที่พัก ตามด้วยการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าของที่ระลึก การใช้จ่ายในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ด้านธุรกิจบันเทิง และการคมนาคมขนส่งในประเทศ ตามลำดับ โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ จะมีทำเลที่ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเกาหลี คือ ชายทะเลในภาคใต้ ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ และ สมุย รวมทั้ง กรุงเทพฯ พัทยา ระยอง และเชียงใหม่
และแล้วกรุ๊ปทัวร์ของผู้เขียน ก็ได้ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบินที่ไม่คุ้นชื่อ (Jeju Air : ทราบภายหลังว่าเจจูเป็นชื่อเกาะใกล้เมืองอินชอน) ในวันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 00.45 น. (แต่ไกด์นัดรวมพลที่สนามบินตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม เวลา 15.00 น.) ไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน (Incheon Airport) ของเกาหลีใต้ เวลา 08.05 น. (จริงๆ แล้วใช้เวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมง แต่เวลาที่เกาหลีใต้จะเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง) สนามบินอินชอนตั้งอยู่ที่เกาะยางจอง เมืองอินชอน ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของกรุงโซล รองรับการเป็นท่าอากาศยานหลักของเกาหลีใต้ และสายการบินแห่งชาติอย่าง Korean Air รวมทั้ง Asiana Airline แทนที่ท่าอากาศยานนานาชาติกิโป ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2544 เป็นต้นมา สนามบินอินชอนได้รับการยอมรับจากสกายแทร็ก ว่า เป็นท่าอากาศยานระดับ 5 ดาว ร่วมกันกับชางงีของสิงคโปร์ และฮ่องกงของจีน มีสายการบินให้บริการมากกว่า 69 สาย (http://www.abroad-tour.com/korea/incheon/) อนึ่ง ท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน ได้รับเลือกให้เป็นสนามบินที่ดีที่สุดเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน ล่าสุด ได้รับรางวัล “ท่าอากาศยานที่ดีที่สุดระดับโลก" ประจำปี 2554 จากสภาสมาคมท่าอากาศยานนานาชาติ (เอซีไอ) ในงานประกาศรางวัลที่จัดขึ้นที่สิงโปร์ การให้คะแนนได้จากการสำรวจ ที่เอซีไอทำการสัมภาษณ์ผู้โดยสาร ที่ใช้บริการสนามบินต่างๆ ทั่วโลกกว่า 350,000 ราย (http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/global/20120525/4535212)
ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาเข้ามาอ่าน และอย่าลืมติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ ซึ่งจะเป็นตอน "4 วันในเกาหลีใต้ สถิติเมืองกิมจิที่น่าสนใจ และแง่ดีที่ไทยควรปรับใช้"
สวัสดี อาจารย์ น้อง วิไล ......
ยามนี้เหมาะที่สุด ที่ได้อ่านบันทึกยาวๆ อ่านไปคิดไป ตามไป เหมือนได้ติดสอยตาม ทางตัวอักษรา
ได้สาระได้อาหารสมอง ได้บันเทิง ได้เรียนรู้.....
เกาหลีในการพัฒนา นายหนังตลุง บุญธรรม เทิดเกียรติชาติ บอกว่าการพัฒนาของเกาหลี คือ"ถอยหลัง"รุก"ทางวัฒนธรรม"
(ขอบคุณที่ตัวหนังสือใหญ่ มีความสุขและสบายตา น่าติดตาม)
ขอบคุณ อาจารย์แม่ที่แบ่งปัน เมื่อก่อนชลัญเคยอยากไปเที่ยวที่ต่างประเทศสักครั้ง แต่ตอนนั้นไม่มีกะตังค์จะไป พอมาแต่งงานครอบครัวของสามีค้าขาย เขาจะมีตั๋วเครื่องบินให้ไปเที่ยวจากบริษัทที่เราสั่งสินค้า ปีละ 2 ที่นั่งประจำ แต่จะเมื่อไรลางานไปไม่ได้สักที ล่าสุด เมื่อเมษาที่ผ่านมาได้ไปอิตาลี 5 วันแถมกะตังค์ติดกระเป๋าไปเที่ยวอีก ก็ยังไม่มีปัญญาจะไป ด้วยภาระกิจที่รัดตัว คิดว่าต้องรอใกล้เกษียณนั่นล่ะถึงจะได้ไป แต่ชลัญว่า สงสัยตอนนั้นชลัญคงพิการด้วยโรคประจำตัวก่อน คงอดไปเที่ยวต่างประเทศล่ะคราวนี้ ไว้เที่ยว ใน GTK ตามก็ได้อรรถรสเหมือนกันค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดียามเช้าค่ะอาจารย์มาอ่านแล้วก็เหมือนได้เดินตามดูไปมีความสุขค่ะ อาจารย์บรรยายให้ความรู้เรื่องของเกาหลีดีมากค่ะทริปนี้มีแต่ความสุขในแดน กิมจินะคะ ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
สวัสดีค่ะ
แวะมาทักทายพร้อมรำลึกถึงแดนกิมจิที่เคยสัมผัส
จะติดตามอ่านต่อไปนะคะ....
เหมือนได้ไปเที่ยวด้วย..ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
set 04 ชื่อ นายอนุชิต ดีเสมอ
ขอบคุณอาจารย์ที่เอาความรู้เกี่ยวกับดอกไม้ประจำชาติของเกาหลีใต้มาฝาก ขอบคุณครับ
setion04 นายเมทนี หาลาภ ขอบคุณคับอาจารย์ที่เอาความสวยงาม และความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้มาฝาก
สวัสดีท่าน ผศ.วิไล แพงศรี อีกครั้งตอนบ่ายนะคะ ขอขอบคุณนะคะที่นำประสบการณ์ดีๆอย่างนี้มาฝากไว้ไห้เราได้อ่าน สนุกมากคะเหมือนได้ดูรายการท่องเที่ยวเกาหลีใต้เลยคะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ บันทึกของอาจารย์เมื่อได้อ่านเรื่องราวประกอบภาพแล้วเหมือนได้ไปท่องแดนเกาหลีใต้ด้วยตัวเอง ชอบรูปดอกไม้ 4 ฤดู ที่กรุงโซลมากๆ ค่ะและฝันไว้ว่าสักวันต้องได้สัมผัสด้วยตัวเอง (อิอิ) ขอบพระคุณค่ะที่แบ่งปัน
เฝ้าฝันทุกวันคืน จะได้ร่ำฟังวาจา
จากนานคงไม่ช้า อาทิตย์หน้าค่อยพบกัน
ขอบคุณ "พี่ชาย
" มากนะคะ ที่กรุณามาให้กำลังใจแต่เช้ามืด
(03.58 น.)
ไม่รู้ว่า เวลาไหนที่พี่ชายได้พักผ่อน กลางวันก็ออกพบปะวิสาสะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหมู่มิตร กลางคืนก็ตระเวนให้แง่คิดและกำลังใจชาว GotoKnow พักผ่อนบ้างนะคะ น้องเป็นห่วง
บันทึกนี้สนับสนุนที่พี่ชายบอกว่า "เดินทางหมื่นลี้ ดีกว่าอ่านหนังสือหมื่นเล่ม" ค่ะ
หวังว่า จะได้รับกำลังใจจากพี่ชาย ในบันทึกที่จะตามมา ในตอนที่ชื่อว่า "4 วันในเกาหลีใต้ สถิติเมืองกิมจิที่น่าสนใจ และแง่ดีที่ไทยควรปรับใช้" นะคะ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์วิไล (หนูขอเรียกแบบไม่มีนามสกุลนะค่ะ) หนูเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบและใฝ่ฝันว่าในชีวิตครั้งหนึ่งต้องไปที่ประเทศนี้ให้ได้ เพราะเกาหลี เป็นประเทศภูมิประเทศเป็นเทือกเขาและมีฤดูที่หลากหลายเมื่อได้อ่านเรื่องราวที่ท่านอาจารย์เขียนทำให้ได้ความรู้หลายเรื่องมากมาย และได้ดูภาพประกอบที่สวยงาม ขอบคุณท่านอาจารย์มากที่นำความรู้ดีๆมาแป่งปันให้กับเรา ครั้งต่อไปอาจารย์คงมีเรื่องราวดีๆมาแป่งปันอิกนะค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ
ขอบคุณ "krugui
" นะคะ ที่แวะมาอ่าน
และยังบอกว่าจะติดตามอ่านในตอนต่อไป
ไม่ทราบว่าคุณครูไปเมืองกิมจิในปีไหนนะคะ ถ้าเข้ามาอ่านตอน "4 วันในเกาหลีใต้ สถิติเมืองกิมจิที่น่าสนใจ และแง่ดีที่ไทยควรปรับใช้" ก็กรุณาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
นำภาพตัวอย่างนิทรรศการประเทศเกาหลีใต้ที่ได้จัดไว้ที่ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้หลังกลับจากการทัศนศึกษา ปี 2549 มาฝากค่ะ
อ.วิได้แวะไปอ่านบันทึกล่าสุดของคุณครูเกี่ยวกับรถไฟเมืองเชียงราย ชอบมากค่ะhttp://www.gotoknow.org/blogs/posts/490113