เมื่อเราเคยเป็นผู้ให้เราเคยรู้สึกดีเหลือเกินเมื่อผู้รับดีใจ วันนี้เมื่อกลับมาเป็นผู้รับ อยากจะบอกว่า ดีใจที่ได้รับโดยไม่ต้องเสนอขอ

     ด้วยการเป็นศึกษานิเทศก์ ทำให้คุ้นเคยกับบทบาทหน้าที่ของการเป็นกรรมการ เป็นผู้ให้ ด้วยการให้ข้อมูล ให้ความรู้ ให้ความจริงใจ รวมถึงการคิดรูปแบบการให้รางวัล การเชิดชูเกียรติแด่คุณครู หรือนักเรียนด้วยการกำหนดเกณฑ์ วิธีการต่างๆนาๆ

     วิธีหนึ่งที่ใช้ประจำ คือการกำหนดให้ผู้ที่ต้องการได้รางวัลใดๆ ต้องยื่นเสนอผลงาน โดยการเสนอเอกสารหรือหลักฐาน ว่าผู้ขอรับรางวัลนั้นๆมีอะไรที่โดดเด่น ดีงาม ประสบผลสำเร็จ แล้วก็มีหลายๆครั้งที่เราเกิดความรู้สึกว่าทำไมคนเก่งๆ คนดีๆ อีกหลายๆคนทำไมไม่ได้รับรางวัล...คำตอบคือ...

  • เป็นเพราะเขานำเสนอไม่เก่ง

  • เป็นเพราะเขาไม่ชอบเสนอตัวเอง

  • เป็นเพราะเขาไม่สนใจที่จะรับรางวัล

  • เป็นเพราะเขาไม่ชอบการแก่งแย่ง

  • เป็นเพราะ.......

ด้วยสาเหตุหลายประการที่ทำให้การได้มาซึ่งรางวัล บางครั้งอาจไม่เป็นไปตามที่หลายๆคนคาดหวัง หรือคาดคิด

      เคยมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอนดิฉันไว้ว่า ถ้าหากเราจะให้รางวัลความดีแก่ใครๆก็ตาม อย่าใช้เกณฑ์การให้เขาเสนอตัวเอง เพราะเราอาจไม่ได้ให้รางวัลสำหรับคนดีจริงๆ แต่เราอาจจะให้รางวัลได้แต่คนอยากดี...

      และท่านบอกว่าถ้าเราไม่แน่ใจว่าเราจะมองผลเชิงประจักษ์ได้รอบด้าน ให้ใช้เกณฑ์จากสังคมมิติ ถามจากคนอื่นๆหลายคนรอบๆด้าน...

     เมื่อได้ทราบจากบล็อคของอาจารย์ขจิต ฝอยทอง ว่าตัวเองได้รับรางวัล"ครูเพื่อศิษย์เดือนพฤษภาคม 2555 " ทำให้นึกย้อนดูตัวเอง...

  • เราทำอย่างไรบ้างจึงได้รางวัลนี้  คำตอบคือ ทำในวิถีปกติที่คิดหาวิธีการทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

  • ถามว่าได้ยื่นเสนออะไรเป็นหลักฐานบ้าง คำตอบคือไม่ได้ยื่น

  • ถามว่าดีใจไหม คำตอบคือดีใจ

  • ถามว่าแล้วคณะกรรมการเขารู้ได้อย่าไร คำตอบคือคงเป็นเชิงประจักษ์ที่เขามองเห็น

นี่แหละค่ะที่จะสะท้อนเป็นบทเรียนให้ตัวเองว่า...ต่อไปหากจะพิจารณาการให้รางวัลใดๆ ให้ดูเชิงประจักษ์ที่เป็นสภาพจริง แล้วผู้ที่ได้รับจะดีใจ และมีกำลังใจที่จะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นอย่างมีกำลังใจต่อไป