หวนกลับสู่ความทรงจำในต้นสงกรานต์ที่ผ่านมา (๑๒ เมษายน ๒๕๕๕) ผมและทีมงานเพียงไม่กี่คนมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมชาวบ้านกุดหัวช้างอีกครั้ง เป็นการกลับไปเยี่ยมยามถามข่าวเนื่องในงาน “ผ้าป่าสามัคคี”
บ้านกุดหัวช้าง (ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) เป็นชุมชนขนาดเล็กไม่ถึง ๕๐ ครัวเรือน ตั้งอยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำชี ในทุกหน้าฝน หากฝนฟ้าตกหนัก ก็มักเป็นชุมชนแรกๆ ที่ต้องเผชิญหน้ากับภาวะ “น้ำท่วม”
ชุมชนแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ในการดำเนินงานโครงการ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” (หนึ่งคณะหนึ่งหมู่บ้าน) โดยมีสโมสรนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์และชมรมนอกหน้าต่างเป็น “ลูกฮัก” และรับผิดชอบในการขับเคลื่อนกระบวนการ “เรียนรู้คู่บริการในชุมชน” ซึ่งครั้งนั้นกิจกรรมหลักอันมาจากความต้องการของชุมชนก็คือการ “สร้างศาลาการเปรียญ” หลังใหม่ เนื่องจากทรุดโทรมมามาก กอปรกับตั้งอยู่ในที่ลุ่มน้ำท่วมถึง จึงจำต้องรื้นและสร้างใหม่

แน่นอนครับ-ภายใต้แนวคิดหลักของการทำงาน ผมและทีมงานพยายามหลีกหลบเรื่องการ “ก่อสร้าง” เป็นอย่างมาก หากแต่ครั้งนั้นเราถือว่าเป็น “โจทย์” ของชุมชนโดยแท้ และชุมชนก็แสดงเจตนารมณ์ชัดแจ้งในสิ่งที่ต้องการลงมือทำ โดยสะท้อนข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งเครือข่ายที่เป็นชาวบ้าน,ลูกหลานที่ไปทำงานยังต่างจังหวัด,พระผู้ใหญ่และลูกศิษย์ลูกหาของพระผู้ใหญ่ในจังหวัดต่างๆ พร้อมๆ กับการแสดงถึงปลายทางที่ชัดเจนว่าจะสร้างให้แล้วเสร็จในปลายปี ๒๕๕๕ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมพระเกียรติในหลวง
ครับ-ผมและทีมงาน หรือแม้แต่นิสิตตัดสินใจเดินตามโจทย์อันเป็นเจตนารมณ์ของชาวบ้าน หากแต่ย้ำเน้นว่างานก่อสร้างนั้นเป็นเพียง “เครื่องมือ” ของการเรียนรู้ชุมชนเท่านั้น ซึ่งนิสิตสามารถออกแบบกิจกรรมต่างๆ หนุนเสริมเข้าไปได้อย่างไม่ติดขัด รวมถึงเป็นโอกาสอันดีที่นิสิตจากคณะวิศวกรรมศาสตร์จะได้ลงแรงในงานถนัดของตนเองที่ว่าด้วยการ “ก่อสร้าง,เขียนแบบ,ผสมปูน” ฯลฯ
แต่ที่สำคัญที่สุด ผมไม่เคยละเลยที่จะบอกเล่าฝากประเด็นให้นิสิตได้เรียนรู้ “วิถีฮีตคอง” ของชุมชน เพราะนั่นคือการเรียนรู้อันเป็นหัวใจหลักของการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ดังกล่าว จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเตือนให้ชาวบ้านได้หันกลับไป “ทบทวนทุนทางสังคม” ของตนเองไปในตัว รวมถึงการมุ่งฝากฝังให้นิสิตและชาวบ้าน “รักและผูกพัน” กันตามวิถี “พ่อฮักแม่ฮัก” ที่ผมได้นำร่องไว้ อันหมายถึง “ไปมาหาสู่-ไปพู้นกินปลา-มาพี้กินข้าว-เอาบุญบอกข่าว-โศกเศร้าเยี่ยมยาม”

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน วันเวลาผ่านพ้นเกือบครบขวบปี แกนนำชาวบ้านมาพบปะกับผมที่มหาวิทยาลัยและชวนไปกินข้าวที่หมู่บ้าน เพื่อเยี่ยมชมผลงานที่เคยได้ลงแรงใจร่วมกันทั้งมหาวิทยาลัยกับชุมชน รวมถึงเครือข่ายอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างมาก ศาลามีความคืบหน้าอย่างเหลือเชื่อ ทุกอย่างขับเคลื่อนได้เกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่เสียหลายที่ชาวบ้านได้มุ่งมั่นและประกาศเจตนารมณ์ในวันแรกเริ่ม
ความคืบหน้าเช่นนั้น ผมถือว่าเป็น “พลังของชุมชน” เป็นความมุ่งมั่นในสิ่งที่ “ปักธง” เอาไว้ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของกับสิ่งเหล่านั้นอย่างหนักแน่น เพราะเห็นได้ชัดว่าทุกอย่างขับเคลื่อนได้รวดเร็วเกินความคาดหมายจริงๆ
นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ผมและทีมงานเรียกว่า
"ศักยภาพของชุมชน"

ครับ-หากไม่ประเมินจำนวนเม็ดเงินที่ลงไป สิ่งที่ต้องชื่นชมก็คือพลังของชุมชนนั่นแหละ อันหมายถึงการมีส่วนร่วม การเป็นเจ้าของ การมีจิตสำนึกรักบ้านเกิด หรือแม้แต่เครือข่ายด้วยเช่นกัน
และครั้งนี้ ผมพร้อมทีมงานกลับไปที่นั่นอีกครั้ง กลับไปดูผลผลิตอันเกิดจากการเคยได้ร่วมสร้างมาด้วยกัน หากแต่การไปครั้งนี้เราไม่ได้ไป “ตัวเปล่า” นิสิตขันอาสาจัดผ้าป่าไปสมทบอย่างอุ่นใจ

ผมชื่นชมน้ำใจและจิตศรัทธาของนิสิตที่มีต่อชุมชนเป็นอย่างมาก แกนนำนิสิตต่างร่วมด้วยช่วยกันอย่างไม่อิดออด ต่างคนต่างตีฆ้องร้องป่าวไปยัง “บุคลากรและผู้บริหารมหาวิทยาลัย” เพื่อร่วมเป็น “เจ้าภาพ” ในการทอดผ้าป่าร่วมกับชุมชน
การขับเคลื่อนที่ว่านั้นเป็นกระบวนการ “ใจนำพา ศรัทธานำทาง” และยิ่งโฟกัสไปยังกลุ่มบุคลากรและผู้บริหาร ยิ่งเป็นการสะกิดให้แต่ละท่านได้ตระหนักถึง “หน้าที่” และ “พันธกิจ” ของมหาวิทยาลัยที่มีต่อชุมชน เฉกเช่นวาทกรรมที่ผมกล่าวอ้างไว้เสมอมาว่า “เพราะมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน”
ถึงตรงนี้ วินาทีนี้ ผมก็ยังยืนยันว่าไม่เสียใจที่ปล่อยให้นิสิตได้ลงสู่ชุมชนด้วยการเป็นส่วนหนึ่งกับการสร้างศาลาวัด เพราะภายใต้กระบวนการเหล่านั้น นิสิตได้เรียนรู้เรื่องราวมากมาย ทั้งการทำงานกับชุมชน,วิถีวัฒนธรรมชุมชน,รวมถึงกระบวนการทำงานระหว่างนิสิตกับนิสิต อันหมายถึง ความเป็นผู้นำความเป็นทีม,การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฯลฯ
และยิ่งการที่ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนที่ไม่เคยหลุดหายไปจากโลกแห่งการสื่อสารระหว่างชุมชนกับมหาวิทยาลัย มีการไปมาหาสู่กันและกัน ชุมชนหยัดยืนแข็งขันในภารกิจของตัวเองโดยไม่รอให้มหาวิทยาลัยเข้าไปหนุนเสริมอย่างไม่รู้จบ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกได้ว่า กระบวนการที่ “ลงแรง” ไปนั้นก่อเกิด output>outcome>impact จริง

ครั้นในวันจริงนั้น ทันทีที่รถตู้มหาวิทยาลัยจอดแนบนิ่งในชุมชน
ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต่างออกมาต้อนรับขับสู้อย่างอบอุ่น
ทั้งที่ผมและทีมงานยืนยันชัดแจ้งว่าขอให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างธรรมดาๆ
ไม่ใช่ “ช้างเหยียบนา
พญาเหยียบเมือง”
ไม่เฉพาะเท่านั้นหรอกนะครับ ชาวบ้านและแกนนำอื่นๆ
ยังมาช่วยจัดแต่ง “ต้นดอกเงิน”
และร่วมสมทบปัจจัยทะลุเป็น ๙,๓๗๒.๕๐ บาท
ครับ-ผมยืนยันว่าการงานที่ลงแรงไปนั้นไม่สูญเปล่า
ศาลาอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์
หรือเครื่องมือของการเรียนรู้ที่ผมและนิสิตได้ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางลงสู่ชุมชน
หากแต่วันนี้ ผมมองไกลไปประมาณว่า จะดีแค่ไหน หากศาลาหลังนี้สร้างแล้วเสร็จ นิสิตและชาวบ้านมาร่วมกันวาดภาพเรื่องราวอันเป็น “พระเวสสันดร” หรือไม่ก็เรื่องราว “ตำนานชุมชนบ้านกุดหัวช้าง” ไว้ในผนังศาลาโดยตรง ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เราได้ร่วมเรียนรู้มาแล้วในระยะหนึ่ง..
หรือแม้แต่จัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมขึ้นมาใหม่อีกรอบ ค้นหาปราชญ์ชาวบ้านในฝีมือการช่าง รวบรวมช่างรุ่นเก่ารุ่นใหม่ในชุมชนมารวมกัน ผนึกกำลังกับอาจารย์และนิสิตในหลักสูตรมาช่วยกันค้นหาเรื่องราวต่างๆ แล้วแปลงไปสู่งานจิตรกรรมในศาลาวัด ...
หรือแม้แต่แปลงไปสู่ "วรรณกรรมท้องถิ่น" เล่มเล็กๆ ให้นิสิตและคนในชุมชนได้อ่าน
ผมว่าท้าทายน่าดู ...
เป็นประสบการณ์ดีๆที่สร้างพื้นฐานการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างมีคุณค่าค่ะ..
ทุกครั้งที่ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับชุมชนรู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับบ้าน
ถึงแม้วันนั้นจะไม่ไปด้วยก็ตาม แต่ก็มีส่วนช่วยในการบอกบุญให้กับบุคลากรในมหาวิทยาลัย
รวมทั้งผู้บริหารได้รับทราบและทำบุญร่วมกัน.....ภูมิใจเพราะสิ่งที่เราทำมันเกินคาดจริง ๆ
ครับ พี่ใหญ่นงนาท สนธิสุวรรณ
วัดเป็นศูนย์รวมของการใช้ชีวิต เป็นห้องสมุด เป็นสภากาแฟ เป็นโรงเรียน เป็นธนาคารคุณธรรม และอื่นๆ อีกจิปาถะ
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ขลาดกลัวต่อการหนุนเสริมให้นิสิตได้ลงแรงกับเรื่องเหล่านี้ เพราะเชื่อว่า การลงมือทำ ล้วนเป็น "ครู" ที่ดีกว่าการ "ไม่ลงมือทำ"
ขอบคุณครับ
ครับ คุณแดนไท
ขอบคุณที่ช่วยเป็นหัวเรือใหญ่ในครั้งนี้ จำได้ว่าตรงกับวันฉลองสงกรานต์ของมหาวิทยาลัยฯ ทีมงานกิจกรรมและนิสิต หรือแม้แต่ผู้นำองค์การนิสิตช่วยกันเป็นเจ้าภาพ "บอกบุญ" ได้อย่างเหลือเชื่อ นั่นแหละคือ "ใจนำพา ศรัทธานำทาง"
เสียดายนิสิตมีภารกิจทางใจที่ต้องกลับบ้าน เพื่อไปรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง จึงไม่ค่อยได้ลงพื้นที่บ้านกุดหัวช้างด้วย แต่ทั้งปวงนั้นต้องนับว่านิสิต คือกลไกหลัก และทีมงานที่ไปในวันนั้น เป็นผู้แทน-เป็นผู้นำสารความดีไปสู่สาธารณะ...
สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
แวะมาให้กำลังใจครับ
สวัสดีครับ คุณ แสงแห่งความดี
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะครับ..
ชีวิตเดินทางด้วยกำลังใจจากภายในตัวตนของเรา
และกำลังใจจากกัลยาณมิตร
นั่นคือ บทสรุปของการดำเนินชีวิตในอีกมุมหนึ่ง ครับ
สวัสดีครับ พี่ ธรรมทิพย์
ขอบพระคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะครับ
การกลับไปร่วมงานผ้าป่าสามัคคีเช่นนี้ ถือว่าเป็นการร่วมงานบุญในสไตล์ชาว "อีสาน" เพราะชาวอีสานนิยมชมชอบกับการสร้างศาลาวัดค่อนข้างมาก และครั้งนี้ ผมยังมีโอกาสได้รับฟังความคาดหวังของชาวบ้านที่เฝ้ารอคอยความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองได้ลั่นวาจาไว้ ขณะเดียวกันยังได้เยี่ยมชมต้นไม้ต่างๆ ที่นิสิตเคยได้ปลูกไว้...
นั่นคือความสุขอีกมุมหนึ่งที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสในห้วงยามที่กลับไปเยี่ยมเยียนครับ
สวัสดีครับ พี่สุภัทรา เจติโคตร
บันทึกนี้ จริงๆ คืออยากสะท้อนให้เห็นความต่อเนื่องที่มีต่อกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน รวมถึงระหว่างนิสิตกับชาวบ้านครับ และสิ่งสำคัญก็คือผมปรารถนาสื่อสารให้เห็นว่าชาวบ้านมีความพร้อม-มีศักยภาพในการที่จะขับเคลื่อนในสิ่งที่ตนเองรักได้อย่างน่าทึ่ง
ขอบคุณครับ