ว่าด้วยกระบวนการและความสุขจากเวทีการบรรยายเรื่อง "ผู้นำ ความเป็นทีม และจิตสาธารณะ..."


การคัดกรองผู้นำมาเข้าค่ายเรียนรู้และบ่มเพาะแนวคิด หรือทักษะต่างๆ เช่นนี้จึงเป็น “ทางเลือก” หรือ “วิธีการ” ที่ถูกต้อง เสมือนการ “ติดอาวุธทางปัญญาและลับความคิดผู้นำให้แหลมคม” เพื่อให้พวกเขากลับออกไปสร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้ให้หลากหลายและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

  (๑)

วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ผมเดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครเนื่องในโครงการ “สัมมนาผู้นำนักศึกษา ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๕” ณ อ่างเก็บน้ำห้วยเดียก จังหวัดสกลนคร

 

นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีที่ผมตอบรับการบรรยาย
       ครับ-ฟังไม่ผิดแน่นอน ครั้งนี้ผมเรียกว่า “บรรยาย” จริงๆ เพราะผมมีเวลาในการทำกระบวนการเพียงชั่วโมงเศษๆ  ซึ่งปกติผมมักใช้เวลาในการจัดกระบวนการเรียนรู้ค่อนข้างมาก เน้นการบรรยาย บอกเล่า ชวนคิดชวนคุย ไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม “ปฏิบัติการ”

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เวลาเพียงชั่วโมงเศษ  จึงทำให้ผมต้องปรับแต่งกระบวนการทั้งปวงให้รวบรัด  มุ่งเน้นการบอกเล่ามากกว่าการลงมือทำกิจกรรมในลักษณะของ workshop  ซึ่งครั้งนี้ประเด็นที่ผมได้รับมาก็คือ “ผู้นำนักศึกษาหัวใจจิตสาธารณะ”

ครับ-โครงการดังกล่าวถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการ “เตรียมความพร้อม” ให้กับบรรดา “ผู้นำนักศึกษา” ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เพื่อนำเข้าสู่การพัฒนา “สมรรถนะ” ของนักศึกษาผ่านกิจกรรม “นอกชั้นเรียน” ที่กำลังจะเปิดตัวขึ้นในภาคเรียนใหม่  โดยส่วนใหญ่มาจากองค์การนักศึกษา,สโมสรคณะ,หอพัก ซึ่งรวมแล้วประมาณ ๗๐ คน

โดยส่วนตัวแล้ว ผมชื่นชมกิจกรรมในทำนองนี้เสมอ  เพราะเราคงหยิบจับนักศึกษาทั้งสถาบันมาเข้าร่วมกระบวนการไม่ได้ การคัดกรองผู้นำมาเข้าค่ายเรียนรู้และบ่มเพาะแนวคิด หรือทักษะต่างๆ เช่นนี้จึงเป็น “ทางเลือก” หรือ “วิธีการ” ที่ถูกต้อง เสมือนการ “ติดอาวุธทางปัญญาและลับความคิดผู้นำให้แหลมคม”  เพื่อให้พวกเขากลับออกไปสร้างสรรค์พื้นที่การเรียนรู้ให้หลากหลายและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

รวมถึงการกลับไปสร้าง “ผู้นำ” ในสังคมของตนเองให้มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

 

(๒)

พลิก “ผ่อนพักตระหนักรู้” มาเปิดเวทีแทน “รู้จักฉันรู้จักเธอ”

 

เวทีครั้งนี้  ผมเปิดตัวกิจกรรมแบบง่ายๆ ด้วยการชวนให้ทุกคน “ผ่อนพักตระหนักรู้” โดยยึดเอาบริบทสถานที่เป็นที่ตั้ง ชวนเชิญให้แต่ละคนเดินไปหาเพื่อนที่อยากนั่งด้วย จากนั้นให้นั่งพิงหลังกันและกัน  พร้อมๆ กับการให้แต่ละคนค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ  ขณะที่ผมก็เริ่มเปิดเพลงบรรเลงคลอไปเบาๆ ประมาณ ๓ เพลง...

ครับ-ผมตัดสินใจแบบแดกดิบพอสมควรกับกิจกรรมนี้ เพราะเห็นว่าก่อนนั้นนักศึกษาแต่ละคนเพิ่งผ่านกิจกรรม “ตีกลองร้องเต้น” กันมาสุดเหวี่ยงอย่างสดๆ ร้อนๆ หากจะเปิดเวทีด้วยกระบวนการ “รู้จักฉันรู้จักเธอ” เหมือนเวทีอื่นๆ ก็เกรงว่ากะจิตกะใจของแต่ละคนจะยังไม่ “นิ่ง” พอ ดังนั้นกิจกรรม “ผ่อนพักตระหนักรู้” จึงเป็นกระบวนการที่ผมหยิบจับมาจั่วหัวเปิดเวที

 

 

(๓)

 

รู้จักฉันรู้จักเธอในเวอร์ชั่น “จดหมายปริศนา”

 

ภายหลังกิจกรรมผ่อนพักตระหนักรู้ผ่านพ้นไป ผมก็นำเข้าสู่กิจกรรม “รู้จักฉันรู้จักเธอ” ทันที แต่ด้วยเวลาอันจำกัด ผมจึงพลิกแผนจากการ “วาดภาพ” มาเป็นกิจกรรม “จดหมายปริศนา” แทน ด้วยการชวนให้แต่ละคนเขียนจดหมายฉบับเล็กๆ ถึงเพื่อนที่อยู่ในค่ายนี้ด้วยกัน เป็นการบอกเล่าความรู้สึก สื่อสารในสิ่งที่อยากสื่อสาร แต่ให้เน้นการสื่อสารในแบบ “สร้างสุข” มากกว่า “สู้รบ” ทางจิตวิทยา โดยมีกติกาง่ายๆ เช่น เขียนชื่อผู้รับ แต่ไม่ให้ลงชื่อผู้เขียน

ครับ-ผมเลือก “จดหมายปริศนา” ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น เวลามีจำกัด อยากชวนให้นักศึกษาละวาง “มือถือ” ลงชั่วคราวเพื่อหันกลับไปทบทวนความงดหมายของการสื่อสารความในใจผ่าน “ลายมือ” กันซักยก รวมถึงเชื่อว่าการเขียนจดหมายสั้นๆ เช่นนี้จะช่วยเสริมให้บรรยากาศการอยู่ร่วมกันให้เป็นไปอย่างคึกคัก สนุกสนาน

ผมกำหนดให้แต่ละคนเขียนจดหมายในเงื่อนไขประมาณ ๓-๔ นาที ขณะที่ทุกคนเขียนจดหมายอยู่นั้น ผมก็ไม่ละเลยที่จะเปิดเพลงคลอไปเบาๆ เพื่อเสริมแต่งบรรยากาศให้รื่นรมย์

เมื่อทุกคนเขียนเสร็จ ผมก็สวมบทบาทสมมุติเป็น “บุรุษไปรษณีย์” นำจดหมายมารวมกัน ทยอยหยิบจับมาอ่านทีละฉบับๆ อ่านเสร็จก็ส่งมอบให้กับ “ปลายทาง” หรือ “ผู้รับ”  ซึ่งก็ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก อ่านไป ก็หัวเราะกันไป เพราะเนื้อความส่วนใหญ่ก็สื่อสารในทำนองชื่นชม หยิกหยอก และฝากข้อคิดแบบเนียนนุ่มไปในตัว เรียกได้ว่าในภาพรวมเป็นการ “สื่อสารสร้างสุข” ได้เป็นอย่างดี

กิจกรรมดังกล่าว ผมไม่ได้อ่านจดหมายทุกฉบับด้วยตนเอง บางฉบับเชิญนักศึกษามาช่วยอ่าน ส่วนที่เหลือให้ติดบอร์ดไว้ เพื่อให้เจ้าตัวไปรับจดหมายนั้นด้วยตนเอง พร้อมๆ กับออกติดตามเสาะหาที่มาที่ไปของจดหมาย เพื่อให้รู้ว่า “จดหมายปริศนานี้ใครส่งมาถึงตัวเองกันแน่”

 

ครับ-นั่นเป็นเพียงกระบวนการละลายพฤติกรรมแบบง่ายๆ ในอีกมิติหนึ่ง ผมเชื่อว่ามีอะไรให้ขบคิดได้มากกว่าการสื่อสาร  แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมต้องสรุปว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นกระบวนการที่นำพาไปสู่การเรียนรู้อะไรบ้าง  เพราะทั้งปวงนั้น  ผมปรารถให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการได้เรียนรู้ด้วยตนเองว่า “เห็นอะไร รู้สึกอย่างกับสิ่งเห็น และได้อะไรจากสิ่งที่เห็นและสิ่งที่ลงมือทำ...”

 

(๔)

 

สำรวจความเป็น “ผู้นำในองค์กร”

 

ภายหลังกิจกรรมรู้จักฉันรู้จักเธอปิดตัวลง ผมเปิดคลิปให้นักศึกษาได้ชมรมร่วมกัน คลิปที่ว่านั้นเป็นคลิปที่นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามจัดทำขึ้นในหัวข้อ “ความสุขเล็กๆ ของชาว มมส” ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งให้นิสิตได้ทบทวน หรือแม้แต่ค้นหาความสุขที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และแปลงความสุขเหล่านั้นเป็น “สื่อและงานสร้างสรรค์” เผยแพร่สู่สาธารณะ เสมือนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มุมมองแห่งการใช้ชีวิตด้วยรูปแบบคลิป หรือวีดีโอนั่นแหละ

ถัดจากนั้นก็นำเข้าสู่กระบวนการบรรยายตามหัวข้อที่ได้รับมา โดยหลักๆ เน้นการบรรยายแบบมีส่วนร่วม,เน้นการสื่อสารสองทาง ชวนคิด ชวนคุย ชวนเล่าเรื่องไปพร้อมๆ กัน เป็นต้นว่าชวนแต่ละคนสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับคำว่า “ผู้นำ” (Leader) ว่าเป็นอย่างไร มีกี่ประเภท รวมถึงผู้นำที่ดีควรเป็นอย่างไร หรือแม้แต่ชวนโสเหล่เรื่อง “ภาวะผู้นำ” (Leadership) ว่าเป็นอย่างไร พร้อมๆ กับการผูกโยงให้แต่ละคนสำรวจองค์กรตนเองว่า คุณลักษณะต่างๆ ที่ว่ามานั้นมีในตัวเองและมีในองค์กรของตนเองกี่มากน้อยกันแน่  

เมื่อแต่ละคนได้สะท้อนมุมมองออกมาอย่างหากหลายแล้ว  ผมก็ถือโอกาสสะท้อนเรื่อง “ผู้นำ” และ “ภาวะผู้นำ” ในมุมมองของผมบ้างเหมือนกัน โดยอธิบายให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการได้รับรู้ว่าสิ่งที่ผมสะท้อนออกมานั้นเป็น “ข้อค้นพบ” ที่ผมพบมาในองค์กรของตนเอง หลายเรื่องผมเขียนบันทึกไว้ใน gotoknow.org และหลายเรื่องผมนำไปพิมพ์เป็นหนังสือ “สอนงานสร้างทีม” แต่ที่สำคัญก็คือการพยายามเน้นให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการได้รับรู้ว่าข้อมูลที่ผมสะท้อนนั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงและเป็นเรื่องจริงที่ผมใช้เป็นเครื่องมือในการ “พัฒนาตัวเอง,พัฒนางาน,พัฒนาองค์กร” ควบคู่กันไป

ครับ-ผมชูวาทกรรมหลักเลยว่าผู้นำที่ดีในมุมมองของผมนั้นในหลายประเด็นเช่น “กล้าคิด,กล้าทำ,กล้ารับผิดชอบ” ...”จริงจัง จริงใจ” รวมถืงหัวใจของผู้นำใน ๓ ประการ คือ

  • ให้ใจ : จริงจังและจริงใจกับทีมงาน เป็นแบบอย่าง ร่วมสร้างและร่วมแก้ไข

  • ให้งาน (ให้โอกาส)  : รักและดูแลทุกคนเสมอภาค แบ่งสรรปันงานอย่างเท่าเทียมและสอดรับกับความถนัดของบุคคล ฝึกฝนและส่งเสริมให้แต่ละคนได้พัฒนาตนเอง

  • ให้อภัย :  ให้อภัยต่อคนอื่นๆ ในข้อที่ผิดพลาด และสอนงานให้เขาข้ามพ้นข้อผิดพลาดเหล่านั้นทั้งในระบบด้วยตนเองและระบบของความเป็นทีม

 

นอกจากนั้น ผมยังสะท้อนมุมมองที่มีต่อ “คุณลักษณะหรือทักษะของผู้นำที่ดี”  ใน ๘ ประการที่ผมค้นพบมาจากการใช้ชีวิตและการทำงานของตนเอง ซึ่งมีทั้งที่ผมทำสำเร็จและยังทำไม่สำเร็จ ดังนี้

  • กล้าตัดสินใจ และยอมรับกับผลพวงของการทำงาน

  • การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

  • การบริหารแบบมีส่วนร่วม เช่น เป้าหมาย/ประโยชน์ร่วมกัน

  • การบริหารความขัดแย้ง  เช่น ประสาน ผนึก เยียวยา ใช้คนตรงกับงาน

  • เป็นผู้ชี้นำและพัฒนาคน (ศรัทธาต่อตนเอง เชื่อมั่นต่อทีมงาน)

  • อารมณ์ขัน และมีความยืดหยุ่น

  • รู้จักการให้อภัย

  • สื่อสารสร้างสุข

 

 

(๕)

สำรวจความเป็นทีมในองค์กร

ในเวทีครั้งนี้ ผมไม่ได้สะท้อนแนวคิดและโสเหล่แต่เฉพาะเรื่อง “ผู้นำ” ล้วนๆ เท่านั้น แต่พยายามสะกิดให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรื่องความเป็น “ทีม” ไปพร้อมๆ กัน โดยหยิบยกเหตุการณ์ หรือเรื่องราวดีๆ (Best Practice) และเรื่องราวที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในองค์กรของผมเองมาเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge sharing)  หรือแบ่งปัน (share) ร่วมกัน เพื่อย้ำให้เห็น “ความสำคัญ” ของกระบวนการเรียนรู้ในมิติของ “ปัญญาปฏิบัติ” อันเป็นความรู้ที่ฝังลึกในตัวคน (Tacit Knowledge)

 

ครับ-ครั้งนี้ก็เช่นกัน  ผมชวนให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงของผม โดยมีวาทกรรมอันเป็นบันทึกเรื่องเล่า (คิดเรื่องงาน) ที่ผมเขียนไว้ใน gotoknow.org หลายเรื่อง  เช่น “ปัญหาเก่าห้ามเกิด ปัญหาใหม่ไม่ว่ากัน, พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่เป็นเพื่อน, กว่าหัวจะขยับ หางก็ถูกทับจวนเจียนขาด,สะสาง ต่อยอด, ได้คน ได้งาน,ทีม..เป้าหมายเดียวกัน, (แอบ) สังเกตลูกทีมทำงาน” เป็นต้น

 

เรียกได้ว่าการบรรยายครั้งนี้ เป็นการบรรยายที่เน้นการหยิบจับเอาปรากฏการณ์จริงในองค์กรมาแบ่งปันแบบ “ถึงลูกถึงคน” (แตะต้องสัมผัสได้โดยไม่ปรุงแต่ง) เป็นการหยิบจับเอาประสบการณ์ตรง

ที่บันทึกไว้ใน gotoknow.org มาปัดฝุ่นใช้อย่างจริงจังอีกรอบ โดยเน้นเรื่องเล่าหรือการเล่าเรื่อง (Story Telling) เป็นที่ตั้ง เพื่อสะท้อนให้เห็นกลไกของการเรียนรู้จากจากเพื่อนสู่เพื่อน (Peer Assist) ผ่านมิติการสื่อสารสร้างสุขสองทางร่วมกันระหว่างผมกับนักศึกษา คือ “ฟังและพูด” หรือแม้แต่ “ชวนฟังและฝากให้คิดตาม” ควบคู่กันไป  

และที่สำคัญ ตอนท้ายของกระบวนการในประเด็นนี้  ผมยังถือโอกาสเปิดวีดีทัศน์อีกชุดให้เหล่าแกนนำนักศึกษาได้ชมร่วมกัน เป็นการปิดประเด็นผ่านสื่อสร้างสรรค์ เพื่อย้ำให้เกิดความเข้าใจ และความตระหนักในเรื่องการทำงานเป็น “ทีม” อันมีวาทกรรมสำคัญๆ หลายคำในสื่อชุดนั้นที่ปรากฏตรงกับเรื่องเล่าของผม คือ “เป้าหมาย,การมีส่วนร่วม,มุ่งมั่น,อภัย,สื่อสาร” ฯลฯ

 

 

(๖)

 

กระบวนการส่งท้าย

 

ครับ-ผมยังยืนยันว่านี่คือเวทีแรกที่ผมตอบรับการบรรยาย เพราะที่ผ่านมา ผมเลือกที่จะเข้าร่วมเวทีที่เน้นกระบวนการ ซึ่งหมายถึงมีเวลาให้ผมจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็ไม่ควรต่ำกว่า ๓ ชั่วโมง

ในส่วนประเด็นเรื่อง “จิตสาธารณะ” นั้น ผมสื่อสารกับผู้นำนักศึกษาว่า การทำงานเป็นทีม ก็ถือเป็นจิตอาสาในมิติหนึ่ง เป็นการรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม (องค์กร) ไปพร้อมๆ กัน และยืนยันว่าจิตสาธารณะนั้น เป็นทางออกของการอยู่รอดของสังคมโดยแท้  อีกทั้งจิตสาธารณะก็เป็น “คุณธรรมจริยธรรม” ในอีกมิติหนึ่งด้วยเช่นกัน ซึ่งผมได้เปิดวีดีทัศน์เป็นโจทย์ให้เรียนรู้ เน้นการทำงานร่วมกัน ทำงานในชุมชน เน้นสำนึกรักษ์บ้านเกิด รวมถึงการมอบหนังสือ “เรียนนอกฤดู ภาคพิเศษ” ให้ไว้กับนักศึกษาและอาจารย์อีกจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นสื่อในการเรียนรู้ในประเด็น “จิตสาธารณะ” และ กิจกรรมสร้างสรรค์” ที่นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้จัดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม  ถึงแม้เวทีครั้งนี้จะเน้นการบรรยายก็เถอะ แต่ในความเป็นจริง ผมก็ใช้กระบวนการ “ชวนพูดชวนคุย โสเหล่กันไป ชวนคิดตามในวาทกรรม หรือสื่อต่างๆ อย่างไม่หยุดหย่อน"  เพราะปรารถนาให้บรรยากาศของการเรียนรู้เป็นไปแบบมีส่วนร่วม-ผ่อนคลายและเป็นกันเอง  อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างการเรียนรู้แบบมีความสุข...

และในตอนท้ายนั้น  ผมก็หวนกลับมานิยามความหมายของผู้นำร่วมกับนักศึกษาในเวทีนั้นอย่างกว้างๆ อีกรอบประมาณว่า “ผู้นำ (Leader)  คือผู้ที่มีอิทธิพลต่อผู้ตาม (Followers) สามารถโน้มน้าวให้เกิดความเป็นทีม และนำพาความเป็นทีมไปสู่ “เป้าหมาย” เดียวกันผ่านกระบวนการต่างๆ อาทิ สอน กระตุ้น ชี้นำ แบ่งปัน ผลักดัน...”

รวมถึงการสะท้อนวาทกรรมสำคัญที่ผมเชื่อและศรัทธาและนำไปใช้อย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เวที คือ “ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้ ไม่มีที่ใดปราศจากการเรียนรู้” พร้อมๆ กับการสื่อถึงมิติการเรียนรู้เพื่อการเติบโตของมนุษย์ใน ๓ ประเด็น  คือ

  • เรียนรู้ด้วยตนเอง (Learning by Self-studying)

  • เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง (Learning by Doing)

  • เรียนรู้จากผู้อื่น (Learning by Others)

 

ครับ- ภายใต้เวลาอันจำกัด ผมทำทุกอย่างอย่างเต็มที่ และรู้ดีว่า  “ผมมีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ตนรัก”  เป็นที่สุด

และที่สำคัญอีกประการก็คือ ผมมีความสุขที่ได้หยิบจับเอาเรื่องเล่าใน gotoknow.org ไปสื่อสารเพื่อหนุนเสริมพลังให้กับบรรดาผู้นำนักศึกษาที่กำลังจะกลับออกไปเพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ “นอกชั้นเรียน” ที่หลากหลายและร่วมสร้างผู้นำนักศึกษาที่มีคุณภาพประดับไว้ในองค์กรของพวกเขา เพื่อไม่ให้สายธารของการเรียนรู้นอกชั้นเรียนได้หยุดชะงักลง

...

หมายเลขบันทึก: 489180เขียนเมื่อ 26 พฤษภาคม 2012 13:43 น. ()แก้ไขเมื่อ 24 มิถุนายน 2012 02:39 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (14)

ชื่นชมทุกบันทึกมากค่ะ..แบบอย่างของผู้รู้จริง..ทำจริง..ถ่ายทอดได้..

  • มีประโยชน์มากครับ ขอนำไปปรับใช้บ้าง
  • ขอบคุณครับ
  • ชอบรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของอาจารย์เสมอครับ ลึกซึ้ง เพลิดเพลิน ผู้เรียนเรียนไปแล้วโดยไม่รู้ตัว.. 
  • ขอบคุณครับอาจารย์
  • ดูเหมือนจะรวบรวมกลยุุทธ์เคล็ดลับการจัดกระบวนการไว้ทั้งหมดแล้วนะคะ
  • ข้อดีของการแวะมาเยี่ยมท่านอาจารย์คือได้เคล็ดวิชา ข้อเสียคืออ่านแล้วต้องนำไปปฏิบัติให้ได้ค่ะ เพิ่มการบ้านไปหรือเปล่าน๊อ

สวัสดีค่ะอาจารย์แผ่นดิน

  • คุณยายชอบรูปแบบการทำงานและแนวคิดของอาจารย์มากค่ะ ชื่นชมจริงๆ
  • ขอบอกว่า "คนบ้านเดียวกัน"สะออนมากๆค่ะ

ประทับใจในลีลาของการถ่ายทอดมากเลยค่ะ

เป็นบันทึกที่ทรงพลัง เห็นด้วยกับ คุณ NU11 ค่ะ อาจารย์ถ่ายทอดเป็นตัวอักษร ในแบบทีอ่านแล้วเกิดความฮึกเหิม นี่เป็น Tactic ที่ "show" ในวิธีการเล่าเรื่องของอาจารย์ ที่สอดคล้องไปกับส่วน "Tell" - กล้าตัดสินใจ และยอมรับกับผลพวงของการทำงาน - การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี - การบริหารแบบมีส่วนร่วม เช่น เป้าหมาย/ประโยชน์ร่วมกัน - การบริหารความขัดแย้ง เช่น ประสาน ผนึก เยียวยา ใช้คนตรงกับงาน - เป็นผู้ชี้นำและพัฒนาคน (ศรัทธาต่อตนเอง เชื่อมั่นต่อทีมงาน) - อารมณ์ขัน และมีความยืดหยุ่น - รู้จักการให้อภัย - สื่อสารสร้างสุข

ที่เรียนรู้แนวทางเขียนบล็อกของอาจารย์ ขอสะท้อนออกมาดังนี้ค่ะ - สไตล์สนทนา ทำให้เห็นบุคลิกภาพผู้นำ แสดงแนวคิดชัดเจน ใช้ตัวเข้ม ตัวใหญ่เน้น อย่างกล้าหาญ - เล่าถึงเหตุไม่คาดฝันและความไม่สมบูรณ์ของชีวิตจริง จึงเห็น ความสำคัญของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า - ชี้ประเด็นที่ผู้อ่านหลายคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ - อาจารย์จะมีอุดมการณ์ของตนชัดเจน และ originality ได้โดยไม่ต้องไปเสียดสี หรือ discount แนวคิดของผู้อื่น - "ชื่นชม หยิกหยอก และฝากข้อคิดแบบเนียนนุ่ม" : ชอบตรงนี้ค่ะ - "ถึงลูกถึงคน” (แตะต้องสัมผัสได้โดยไม่ปรุงแต่ง)

ผมชอบที่สุดคือ..... การออกแบบกิจกรรมสดๆ ณ ที่นั่น โดยพิจารณาจาก นิสิตที่เข้าร่วม ณ ตอนนั้นแบบสดๆ

สวัสดีครับ พี่ใหญ่  นงนาท สนธิสุวรรณ

ระยะหลังในการจัดกระบวนการ ผมจะกลับมาทบทวนเรื่องราวตัวเองใน g2k ก่อนเสมอ ว่ามีเรื่องใด,บันทึกใดสอดรับกับประเด็นการบรรยาย หรือจัดกระบวนการบ้าง เพราะผมคิดว่าสิ่งที่เราบันทึกไว้ โดยหลักๆ มาจากการ "ปฏิบัติจริง" ของเราเอง การนำเรื่องที่เราลงมือทำ ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จไปแชร์-แลกเปลี่ยนนั้น ผมเชื่อว่าเป็นกระบวนการที่ทำให้ทั้งเราและคนอื่น แตะต้องสัมผัสได้ง่าย ไม่เหมือนทฤษฎีที่มีความเป็นนามธรรม แต่เรายังไม่สามารถเชื่อโยงปรากฏการณ์จริงในเชิงปฏิบัติ...

ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ พี่ชาญวิทย์-นครศรีฯ

ได้ใจเลยครับกับคำว่า "ประยุกต์ใช้" ...
เพราะผมเองก็เรียนรู้ผ่านการปฏิบัตจริง ว่าที่สุดแล้ว เราล้วนต้อง "ประยุกต์"

เพราะสิ่งที่เป็นความรู้นั้น ไม่สำเร็จรูป
การนำไปใช้ต่อต้องคำนึงถึง "บริบท" ของพื้นที่,ผู้คนนั้นๆ เป็นที่ตั้ง

ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ อ.ธนิตย์ สุวรรณเจริญ

การเรียนรู้แบบเนียนๆ เสมือนเหมือน Km ธรรมชาติ  เป็นแนวคิดแบบเชื่อมั่นในคุณค่าและตัวตนของมนุษย์ (มนุษยนิยม)

ก็เหมือนในระบบชีวิตและการงานในองค์กรครับ  ปกติผมเน้นการฝากประเด็นมากกว่าการ "สั่งการ"  ถึงแม้คนจะมองว่าบุคลิกภพของผม ดูมีอิทธิพลต่อทีมมากก็จริง แต่ในเนื้อแท้นั้น ผมเพียง "นำพา" และ "จุดประกาย" เท่านั้น เพียงแต่ในเวลาปฏิบัติจริง เราอยู่ใกล้ชิดกับกระบวนการเหล่านั้น จนมองว่า "จัดการ" มากไป แต่จริงๆ แล้วทีมจะรู้ดีว่าเรากำลังเรียนรู้ด้วยกัน และในกระบวนการเหล่านั้น มีอะไรซ่อนแฝงไว้อย่างลุ่มลึก...

ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ พี่ศิลา Sila Phu-Chaya

ดีใจเป็นที่สุดครับที่พี่อ่านแล้ว รู้สึกว่ามีสิ่งที่ต้องทำต่อ เพราะนั่นคือการต่อยอด นั่นคือกระบวนการยกระดับความรู้ดีๆ นั่นเอง

ผมยังต้องเรียนรู้อะไรอย่างมากมายครับ เรียนรู้ผ่านการทำจริง เรียนรู้ผ่านผู้คนทั้งดีและที่ล้มเหลว ผมถือว่าตนเองโชคดีมากที่เรียนมหาวิทยาลัยแล้วเกิดและเติบโตในเส้นทางสาย "กิจกรรม"  เพราะสิ่งเหล่านั้นคือเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ผมกล้าพอที่จะเป็น "กระบวนกร"  ส่วนที่ต้องพัฒนาให้มากก็คืออารมณ์ขันและการเข้าสังคม...หรือแม้แต่อื่นๆ ซึ่งผมคิดว่า ผมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้..

ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ พี่มนัสดา

ขออนุญาตตอบกลับสั้นๆ แต่เพียงว่า
"ในฐานะคนบ้านเดียวกัน ผมกะสะออนเอื้อยคือกันเด้อครับ..."

สวัสดีครับ อ.จุฑารัตน์ Sri.

นานๆ ทีกลับมาเขียน เลยมีอะไรเล่ามากไปหน่อยครับ แต่นั่นก็เป็นสไตล์การเล่าของผมเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งหนีไม่พ้น "ยืดยาว..วิชาการสามบรรทัด"

ขอบคุณที่แวะมาหนุนเสริมแรงใจ นะครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี