คุณบี (นามสมมติ) เป็นอดีตข้าราชการ
มาด้วยอาการปวดตามร่างกายเรื้อรัง
เคยไปรักษากับแพทย์หลายสาขา หลายท่าน กินยาหลายขนาน
ล่าสุดได้รับการวินิจฉัยเป็น "Fibromyalgia"
หลังจากได้รับการฝังเข็มโดยแพทย์จีน
มาพบแพทย์ธรรมดา เพื่อรับใบรับรองแพทย์ตั้งเบิก
" รู้สึกดีขึ้นไหมค่ะ" แพทย์ถาม
" อืมม์ ก็น่าจะดีนะ แต่ตอนนี้เฉยๆ  ไม่รู้สึกอะไร"
 คุณบีตอบ ด้วยสีหน้าคล้ายในภาพนี้
 
 
 
ddress>ภาพจาก http://bjp.rcpsych.org: อาการแสดงทางสีหน้าของผู้มีความเครียด ซึมเศร้า
วงสีแดง รอยย่นตรงหว่างคิ้ว เรียกว่า Omega sign เพราะคล้ายตัว Ωω  วงสีน้ำเงิน รอยย่นจาก ขอบเปลือกตาบนไปหัวคิ้ว เรียกว่า Veraguth fold เพราะ นักจิตวิทยาชาวสวัส คุณ Otto Veraguth ช่างสังเกตเจอเป็นคนแรก 
 
"มีอ่อนเพลียไหมค่ะ" แพทย์ถาม
คุณบีพยักหน้า "เรื่องความดันต่ำเป็นมานานแล้ว ทำให้เวียนหัว แต่ไม่เอายาน่ะ"
"นอนหลับดีไหมค่ะ"
"มันหลับๆ ตื่นๆ ชอบลุกมาตอนดึก แต่จริงๆ จะให้นอนจริงๆ ก็ได้ ไม่มีปัญหา" คุณบีตอบ
"เรื่องการทานอาหารเป็นอย่างไรบ้าง"
"กินน้อย แต่ก็ไม่หิวแล้วก็กินครบห้าหมู่ ไม่คิดว่ามีปัญหาน่ะ"
 "รู้สึกซึมเศร้าหรือเปล่าค่ะ  คือ บางทีสารเคมีในสมองแปรปรวน
  ที่ก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า ก็ทำให้เกิดอาการที่กล่าวมา และปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังได้" 
" เกี่ยวกับเคมีในสมองด้วยหรือค่ะ แต่ ดิฉันไม่ได้ซึมเศร้านี่ค่ะ" คุณบีมีน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ
" รู้สึกเบื่อหน่ายงานอดิเรกที่เคยชอบทำหรือเปล่าค่ะ" 
" เคยชอบทำงานฝีมือ แต่ตอนนี้ปวดมือ ใครต่อใครเลยห้าม ก็ไม่ได้ทำแล้ว..ก็ไม่เบื่อ คิดว่ายังอย่ากทำอยู่"
คุณบี มีน้ำตาคลอเบ้าขึ้นมา
...
คุยต่อไปสองสามประโยค
เขื่อนน้ำตาของคุณบีก็ทลาย
พร้อมกับเรื่องราวใหญ่ เล็ก ที่พันกันเป็นปม 
หลังจาก 15 นาทีผ่านไป บทสรุปก็คือ
"หลายอย่าง พยายามทำใจ ให้มันผ่านๆ ไป"
เรื่องที่คุณบีเล่าออกมา จึงเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง
ด้านล่างยังมีอีกเป็นแน่ แต่ลึกและกว้างเพียงใดเกินจะรู้ได้
 
หลังจากร้องไห้แล้ว คุณบี ก็ยิ้ม บอกว่า สบายใจขึ้น
ปฎิเสธรับยาแก้ปวดใดๆ  
...
ข้าพเจ้ามานั่งย้อนนึก
rewind วีดีโอย้อนกลับ
คำพูดที่สะกิดให้ คุณบี พรั่งพรูเรื่องราวออกมา
นั้นคือ
"คุณบี มีอะไรอยู่ในใจหรือเปล่าค่ะ"
 
###
 
นักศึกษาแพทย์ถามว่า
จะประเมินปัญหาอย่างองค์รวมจะต้องถามอย่างไรบ้าง
ข้าพเจ้าตอบเขาไปว่า   
ทฤษฎีแบบ step by step - A B C D  นั้น
นักศึกษารู้ไว้ก็เป็นประโยชน์
หาอ่านในตำรามาตรฐานเองละกัน 
แต่มีอีกแบบหนึ่งมาจากตำราไม่มาตรฐาน
ที่ชื่อว่า "ประสบการณ์"
...
ก่อนใครจะเปิดเผยเรื่องส่วนตัว
ก็เหมือนห้องเรากับเขามีประตูกั้นอยู่ 
ยิ่งเราตั้งหน้าตั้งตาถามเค้นเอาปัญหา
ก็เหมือนไปทุบ พยายามงัดแงะ..
เขาก็ยิ่งใส่กลอนแน่นเข้าไปอีก
จะได้ผลกว่าไหมถ้า..
เชื้อเชิญเขา แบบ "ไปเดินเล่นด้วยกัน"
ถ้าภายในห้องเขา มีความอึดอัดคับข้องจริงๆ
เดี๋ยวก็ออกมาเอง
...
คำถามสี่ระดับช่วย "เปิดใจ" จากน้อยไปมาก
1. คำถามปลายปิดที่ปิด   :  "ลุงไม่กินยา เพราะลืมหรือเปล่า"
     คำถามที่ต้องการ ใช่ หรือ ไม่ -- ที่ไม่ต้องการคำอธิบาย
2. คำถามปลายเปิดที่ปิด  : "ลุงไม่กินยา แล้วจะให้ทำอย่างไร" 
     คำถามที่เปิดให้อธิบาย -- แต่เหมือนไม่ต้องการคำอธิบาย                       
3. คำถามปลายปิดที่เปิด  :  "คุณลุงมีอุปสรรคอะไรในการกินยาหรือเปล่า" 
     คำถามที่ดูเผินๆ ท้ายลงด้วย ใช่ หรือไม่ --แต่มีพื้นที่ให้อธิบาย
4. คำถามปลายเปิดที่เปิด: "ลุงคิดอย่างไรกับยาที่กิน"
     คำถามที่เปิดให้อธิบายเต็มที่
...
คำถามที่เราชอบถาม
"ใช่ไม่ใช่"
"จริงไหม"
..ไม่ค่อยมีใครอยากตอบ
 
คำถามที่คนส่วนใหญ่อยากตอบ
" รู้สึกอย่างไร"
" คิดอย่างไร"
..กลับไม่ค่อยมีใครถาม