สักก่อนปี ๒๕๑๕ นั้น
หนุ่มสาวและคนมีเงินที่อยากถ่ายรูป
ก็มักจะมีรูปถ่ายที่มีฉากหลัง

เป็นทะเลและสถานีรถไฟหัวหิน
จัดว่าเป็นสื่อภาพถ่ายที่โก้อย่างยิ่ง

แม้ทุกคนในหมู่บ้าน และแทบจะทั้งอำเภอนั้น
หลายคนตราบจนแก่เฒ่า กระทั่งล่วงลับไป
ก็
ไม่เคยได้เห็นทะเล
และสถานีรถไฟหัวหินจริงๆเลย

ทะเล
ห้วงจินตนาการ
และความฝันมากมาย
ของมนุษย์
.........
.........

ผมได้เห็นทะเล
ครั้งแรกในชีวิต

เมื่ออายุย่าง ๑๙ ปี

ที่หาดวนกร ประจวบคีรีขันธ์

ก่อนนั้น
ผมจินตนาการถึงทะเลไปต่างๆนาๆ

คิดไปว่าก็คงกว้างๆ
แบบแม่น้ำเจ้าพระยาและบึงบรเพ็ด
ที่นครสวรรค์ถิ่นฐานบ้านเกิดผม

สีของน้ำทะเล
ก็คงจะเขียวเข้มอย่างในสระตามวัด

ความเค็มของน้ำทะเล
ก็คงจะเหมือนกับน้ำปลาหรือน้ำต้มปลาร้า

ที่ครูและผู้ใหญ่
เล่าให้ฟังมาว่าต้องใส่เกลือ

ดังนั้น
น้ำทะเล
จึงไม่น่าจะเค็มไปกว่าเกลือและน้ำปลา
ที่สกัดความเค็มมาจากทะเลแล้ว
ต้องชิม ต้องชิม

เมื่อไปถึง
เพียงมองเห็นแต่ไกล ผมก็ตื่นตะลึง

สิ่งที่เพื่อนฝูงและคุณครู
ชี้ไม้ชี้มือบอกว่าเป็นทะเลนั้น
มันกว้างใหญ่เกินจะจินตนาการได้

สีของทะเล
ค่อยกลืนไปกับผืนฟ้า 

ซึ่งก่อนนั้น
นอกจากท้องฟ้าแล้ว
ผมก็คิดไม่ถึงว่าจะมีทะเล
อีกอย่างหนึ่งนี้เอง
ที่กว้างใหญ่
เทียมฟ้าและผืนดิน

คืนแรก
หลังถึงที่พักริมทะเลเมื่อพลบค่ำแล้วนั้น
ผมก็ถึงกับนอนไม่หลับเลยทีเดียว

เสียงคลื่น
ที่ถั่งโถมซัดสาดและแรงลมชายฝั่ง
ที่พัดเกรียวกรูมาให้สัมผัสยามค่ำคืน

เหมือนกับเข้าไปสั่นในอกครืนโครม
ทำให้ผมนอนลืมตาโพลง

รอค่ำคืนให้ผ่านสู่ยามเช้า
อย่างตื่นเต้น

สักตี ๕
ผมก็ทนรอคอยไม่ไหว

เลยชวนหมู่เพื่อน
ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยเห็นทะเลเหมือนกัน

เดินไปรอให้สว่างที่ริมทะเล
เพื่อได้เห็นให้เต็มตา
และจะขอชิมน้ำทะเล
สักครั้ง


ผืนน้ำทะเลสีทึมทึบ
กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับผืนฟ้า

ขอบฟ้าที่กำลังเปิด แสงแรกของดวงตะวัน
กระทบริ้วคลื่นพราวตาวิบวับเป็นสีเงินขาบ
ช่างงดงาม ยิ่งใหญ่ อลังการ
ชวนตื่นตาตื่นใจ

พอมองเห็นคลื่น
ที่สาดขึ้นฝั่งลางๆ เท่านั้น
ผมก็ไม่ต้องรอให้สว่างอีกแล้ว

รีบลงไป
วักน้ำทะเลขึ้นมาชิมเต็มกระพุ้งปาก

อ้ากกก ก ก ส ส  ส์....เค็มม ม ม ม
เค็มอะไรอย่างนี้ !!!!
ผมสำลักพ่นน้ำทะเลออกจากปาก
แม้พลุ่งพรวดเดียวก็ยังรู้สึกช้าไป

โอ้ทะเล
เค็มยิ่งกว่าเคยกินเกลือและน้ำปลา
เค็มจนขม

ทะเล
ทำให้ผมได้อรรถรสและความซาบซึ้ง
กับหลายอย่างในงานสร้างสรรค์
ที่ผู้คนได้ความบันดาลใจจากทะเล

มักนึกถึง
'เพลงทะเลตื่น'
กับเสียงกีตาร์ฮาวายของวงดิอิมพอสสิเบิ้ล

ที่ให้ความรื่นรมย์และความมีชีวิตชีวา
เหมือนระลอกคลื่นที่พลิ้วโยน
สอดประสานกัน
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นึกถึง
นางนวล
โจนาธาน ลีฟวิงสตัน

งานวรรณกรรมเสริมสร้างพลังใจผู้คน
ให้ใฝ่เรียนรู้ เผชิญชีวิต

ฝันใฝ่ที่จะพากันเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหา
และสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคม
บนสิ่งที่อยู่ในชีวิตเราเอง
ไม่ต้องรอเป็นใหญ่เป็นโต
มีอำนาจ ร่ำรวย
และสุขสบายให้พอก่อน

หากไม่เพียรเรียนรู้
สั่งสมค่อยเป็นค่อยไป
ด้วยเริ่มทำและเป็นผู้ให้แก่ผู้อื่น
ทุกอย่างแม้ในโลกและจักรวาลนี้
ก็จะไม่มีวันพอสำหรับความต้องการ
ในช่วงชีวิตกระจิดเดียว
ของมนุษย์

นึกถึงมหาตมคานธี
ที่นำชาวอินเดียเรียนรู้
ทำอหิงสาสัตยาเคราะห์
ฝืน
สู้อำนาจจักรวรรดินิยมอังกฤษ
ที่ผูกขาดและห้ามชาวอินเดีย
มิให้
ทำนาเกลือบนผืนดินตนเอง
 นำไปสู่การต่อสู้ในแนวอหิงสา
กระทั่งได้รับอิสรภาพ
คืนเอกราช
สู่มาตุภูมิของตน

นึกถึงปรัชญา
แนวปัจเจกชนนิยม
แสวงหาความหมายชีวิต
ท่ามกลางการปะทะกัน
ของกระแสวัตถุนิยม
และอนุรักษ์นิยมอเมริกัน
ในเฒ่าทะเลของเฮมมิงเวย์

แล้วก็นึกถึง
บทกวีกับงานวรรณกรรม
ที่ชอบอีกหลายเล่ม
ที่มีนัยต่อสังคม

กับการให้มุมมอง
ต่อโลกและชีวิต
ที่มีความหมาย

ต่องานศิลปะ
ก็มักต้องนึกถึงสีน้ำและฝีแปรง

อย่างกับพลังคลื่น

ฉับพลัน เด็ดขาด  แม่นยำ
ในภาพสีน้ำทิวทัศน์ทะเล
ของ วินสโลว โฮเมอร์

นึกถึง
ฝีแปรงการเขียนคลื่นและโขดหิน
ของ ศาสตรเมธีปัญญา เพ็ชรชู
แห่งโรงเรียนเพาะช่าง
และเป็นครูศิลปะของผม

นึกถึงงานติดตั้ง
ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติ
ของกมล ทัศนาญชลี
บีบหลอดสีจินตนาการ
เป็นภูเขา ทะเล ผืนดิน สรรพชีวิต
สร้างโลก
สร้างจักรวาล
ถ่ายทอดเอกภพ
มวลแห่งความงาม
ต่างมาจากหลอดสี
เดียวกัน

พฤษภาคม ๒๕๕๕
ผมได้ไปเยือนทะเล
ที่ประจวบคีรีขันธ์อีกครั้งหนึ่ง

ตื่นขึ้น
และเดินออกจากที่พักก่อนตี ๕

ออกไปยืนชายหาด
แม้ครานี้
ไม่ได้ลงไปวักน้ำทะเลขึ้นมาชิม

เหมือนเมื่อแรกเห็นทะเล
๔๐ ปีก่อน

แต่ทะเล
ก็ยังคงเป็น
โรงมหรสพแห่งธรรมชาติ
และพลังความเลื่อนไหล
อันมหัศจรรย์
ทุกครั้งที่ได้เห็น

ผมเดินย่ำผืนทราย
ด้วยสัมผัสเต็มฝ่าเท้า

ละเลียดกำซาบอารมณ์
อย่างกับจิบกาแฟกลิ่นกรุ่น

สนทนาภายใน
ฟังทะเลกับชีวิตและโลกรอบข้าง
สนทนาตอบโต้กัน

ไฟราวของเรือจับหมึกรายเรียง
แลโพ้นขอบฟ้า
ไกล

ลมนิ่ง
อากาศยังคงอบอ้าวแม้ในยามค่อนรุ่งแล้ว
แนวสนและหมู่ไม้ยืนต้นตะคุ่ม
เป็นทิวแถวขนานไปกับชายหาด
เลือนไกล
ไปกับความสลัว

ผมมาบรรยาย
และพาคนทำงานจำนวนหนึ่ง

มาฝึกฝนประสบการณ์ตนเอง
เพื่อทำงานของสังคม

ให้มีวิธีเปลี่ยนแปลงวิถีปฏิบัติ
จากการใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
เป็นใช้วิธีความรู้และเรียนรู้กับชุมชน

จัดความสัมพันธ์กันใหม่ขององค์กรภาครัฐ
กับภาคสาธารณะของประชาชน

ท่ามกลางการเผชิญหน้า
และขัดแย้งกันอย่างลึกซึ้งของผู้คน

ที่เกิดขึ้นหลายขอบเขต

ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย
ดำเนินไปอยู่ตลอดเวลา

ก็เหมือนระลอกคลื่นที่ถั่งโถมซัดผืนทราย
และกลืนหายสู่ฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า

แต่ทะเล
ก็ไม่เคยหยุดหย่อนหรือรามือ
ต่อการที่จะก่อตัวสร้างคลื่น
ให้วิ่งไล่กันเป็นระลอกต่อเนื่อง

ดำเนินมานานเนิ่นก่อนมีมนุษย์คนแรก
และถึงแม้จะไม่มีเผ่าพันธ์มนุษย์
อยู่ในโลกอีกต่อไปแล้ว

ก็เชื่อว่าทะเล
จะยังคง
ธรรมชาติอยู่อย่างนี้
ด้วยเช่นนั้นเอง
ของทะเล
....ทะเล....

นึกถึงการสนทนากัน
ของนางนวลอาวุโส
กับนางนวลโจนาธาน ลิฟวิงสตัน

"...โจนาธาน ยังจำได้ไหม ว่าจงรักฝูงนก
และกลับไปช่วยพากันเรียนรู้..."

หลังจากโจนาธาน
ตัดสินใจโผบินต่างจากฝูง

มุ่งเผชิญโลกแห่งการบิน
บนผืนฟ้าเหนือทะเลกว้าง
โดดเดี่ยว
ด้วยปีกแห่งฝัน

บางที
เรารู้ว่าตนเอง
กำลังทำอะไร และเพื่ออะไร

แต่จะเป็นอย่างที่คิดและตั้งใจทำหรือไม่
สิ่งที่จะรู้ได้แน่ คือ...ไม่รู้....
แทนการรอรู้สิ้นในทะเลความไม่รู้
เราก็สามารถสู้รู้ตนเอง
ที่งอกงามบนวิถีปฏิบัติ
มุ่งหาความเป็นจริงแบบโจนาธาน
คือ...ออกบิน หรือทำให้ดีที่สุด
ในเงื่อนไข
ปัจจุบันขณะของสิ่งนั้น
แล้วนอบน้อมต่อทั้งหมด
ที่ได้ ที่มี ที่เป็น


พอฟ้าสว่าง
แทนการได้วักน้ำทะเลมาชิม
อย่างที่เคยทำเมื่อเห็นทะเลครั้งแรก

ผมก็เดินถ่ายรูป

ทำงานบนภาพถ่าย
เพื่อให้ศิลปะ
ได้เป็นสื่อแบ่งปันความเป็นชีวิตกับผู้คน

เรียนรู้ความเป็นชีวิต
ที่ต่างมุ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กัน

ในโลกนี้
ความทุกข์และสิ่งดีที่รอการร่วมสร้าง
มีอยู่มากมาย

ใยจะไม่ลดเบียดเบียนทำร้ายกัน
เพื่อต่างเป็นปัจจัย
เพิ่มพูนพลังชีวิตให้กัน

ร่วมเป็นเม็ดทราย
สร้างผืนดิน
โอบกอดทะเลงาม
ถักทอฝัน

ในความเป็นภาพถ่าย
ที่นำเสนอองค์ประกอบทางศิลปะของสิ่งที่ถูกบันทึกนั้น

ก็เป็นวิธีให้ประสบการณ์กันต่อการเข้าถึงความงาม
ที่อยู่บนปรากฏการณ์จริง

จึงเหมือนได้วาดทะเลและบันทึกโลกงามในใจให้กัน
เพื่อได้รู้จักความเชื่อมโยง
ของชีวิตกับแง่งามบนทุกสิ่ง
ก่อนได้สะท้อนไปสู่การทำงาน
ข้ามคลื่นลมทะเลปัญหา
ไปเห็นความงาม
ที่ต้องเชื่อมั่นว่า
ผู้คนจะสามารถ
สร้างขึ้นด้วยกันได้

เหนือกว่าแพ้-ชนะ
กว้างและยืดหยุ่น
กว่าถูก-ผิด ดี-เลว
ลึกซึ้งกว่ากำไร-ขาดทุน
คืองาม ลงตัว พอดี พอเพียง
ตามเหตุปัจจัยของมัน
ศิลปะในทุกแห่ง
จึงปรากฏให้เห็น
ผ่านเลนส์

เป็นการถ่ายภาพ
เพื่อเป็นวิธีเจริญสติ
และทำงานความคิดอย่างหนึ่ง
สำหรับงานที่กำลังไปทำ
พร้อมกับได้อยู่กับตนเอง
สักครู่หนึ่ง
.