สวัสดีครับลูกศิษย์ EADP 8 ที่รักทุกท่าน
กลับมาพบกันอีกครั้งสำหรับการเรียนรู้ช่วงที่ 5 ที่เริ่มต้นด้วยกิจกรรมรักษ์กาย รักษ์ใจที่เสถียรธรรมสถาน ซึ่งหวังว่าลูกศิษย์ทุกคนของผมคงจะมีความสุขกับการเรียนรู้ และได้หลักคิดหลักปฏิบัติดี ๆ มาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตของเราให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรม และการมีจิตสาธารณะ
สำหรับวันนี้หัวข้อ People Management ที่เราได้เรียนกับอาจารย์พจนารถ ซีบังเกิด ซึ่งโค้ชให้พวกเรารู้จักธรรมชาติและความต้องการของคน ซึ่งจะช่วยให้เราบริหารจัดการได้ดีมากขึ้น
นอกจากนั้นช่วงบ่ายก็จะเป็นการเรียนรู้ให้รู้จริงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ โดยมีปรมาจารย์อย่างท่าน ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล มาบรรยายพิเศษ เรื่องทิศทางเศรษฐกิจไทยกับการปรับตัวของ กฟผ. และต่อด้วยการอภิปราย เรื่อง เศรษฐกิจโลก ประชาคมอาเซียน AEC 2015 และเศรษฐกิจไทย.. ผลกระทบและการปรับตัวของ กฟผ. โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ และอาจารย์มนูญ ศิริวรรณ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทุก ๆ ท่านครับที่ให้เกียรติและเวลามาบรรยายให้กบพวกเราเสมอ ๆ
หวังว่าการเรียนรู้ในช่วง 2 วันนี้ จะเป็นการเรียนรู้ที่มีประโยชน์และมีความสุขสำหรับลูกศิษย์ทุกคนครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
.........................................................
ภาพบรรยากาศการเรียนรู้ ช่วงที่ 5 (29 - 30 พฤษภาคม 2555)
29 พฤษภาคม 2555 กิจกรรมรักษ์กาย รักษ์ใจที่เสถียรธรรมสถาน









ชมภาพบรรยากาศเพิ่มเติมที่








สวัสดีครับลูกศิษย์ EADP รุ่น 8 ที่รักทุกท่าน
วันนี้พบกันอีกครั้งสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ระยะที่ 4 ระยะเวลาทั้งหมด 4 วัน
ผมเปิด Blog นี้ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ EADP 8 ทุกท่านได้ใช้เป็นช่องทางการเเลกเปลี่ยนมุมมองจากการเรียนในระยะนี้ครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
สรุปการบรรยายโดยทีมงาน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ผู้นำ – วัฒนธรรมองค์กร - การบริหารการเปลี่ยนแปลง
(Leadership in Changing World)
โดย อาจารย์ประกาย ชลหาญ
คนมีความสำคัญกับองค์กร เพราะทำงานและมีผลงานให้กับองค์กร (กฟผ.)
Performance (ผลงาน): เรามีผลงานได้ก็ต่อเมื่อเรามีความสามารถ มีความรับผิดชอบ มีแรงจูงใจในการทำงาน มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีสิ่งที่มาสนับสนุนเรา มีแรงผลักดัน มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้ มีความกระตือรือร้น
สิ่งที่สำคัญในการสร้างผลงาน 2 ข้อ คือ
คนแต่ละคนที่มีความพร้อม จะมีความสามารถทำผลงานให้กับองค์กรที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่คนๆเดียวกันก็มีควาสามารถในการทำงานสร้างผลงานในแต่ละวันก็ไม่เท่ากัน
2. แรงจูงใจ (Motivation) เป็นแรงผลักดันให้คนอยากทำงาน เช่น ความก้าวหน้าในอาชีพ รายได้ ครอบครัว ความสำเร็จ
ทฤษฎีของ Maslow เป็นทฤษฎีของแรงจูงใจ ที่พูดถึงความต้องการของมนุษย์ที่ไม่ต้องการที่สิ้นสุด
ผู้นำ จะต้องสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้อง และต้องดูว่าแรงจูงใจอะไรที่เหมาะกับลูกน้องของคุณที่สุด และต้องดูว่าคนๆนั้นพร้อมที่จะรับการ Promote เป็นหัวหน้าหรือไม่ เพราะบางทีคนๆนั้นไม่อยากเป็นใหญ่เป็นโต และไม่พร้อมที่จะแบกภาระความรับผิดชอบที่มากขึ้นเพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะทำอะไรให้ Motivate ลูกน้อง ต้องรู้จักลูกน้องให้ดี อย่าไปบังคับให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ชอบ แต่ควรตอบสนองให้ในสิ่งที่เขาอยากเป็น และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง “Put the right man on the right job” ซึ่งจะทำให้เขามีผลการปฏิบัติงานที่ดี เพราะแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน ต้องหาจุดที่เขาถนัด และใส่แรงจูงใจให้เขา
ทำอย่างไรเมื่อเจอลูกน้องที่ยุแยงตะแคงรั่ว : อ.ประกายตอบว่า ต้องพูดดีๆกับเขา เพื่อหาทางคุยเปิดใจกับเขา ต้องไปเปลี่ยนทัศนคติบางอย่างของเขา เนื่องจากคนพวกนี้ มีปมบางอย่างอยู่ในใจ หรือความผิดหวังกับองค์กร
การแก้ปัญหาของลูกน้อง คือ การคำถามให้ตรงประเด็น เพี่อให้ได้คำตอบที่ตรงประเด็นเช่นกัน
หนังสือแนะนำ คือ เรื่อง THE SECRET พูดถึงลักษณะของความเป็นหัวหน้าที่ดี คือ ต้องมีเวลาให้กับลูกน้อง
บทบาทของผู้นำที่สำคัญ มีดังนี้
วัฒนธรรมขององค์กรมีความสำคัญมาก หากองค์กรมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง ก็จะทำให้องค์กรก้าวไปอย่างมั่นคง
วัฒนธรรมขององค์กร เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ และบางองค์กรก็ประเมินผู้บริหารด้วยวัฒนธรรมมากกว่าผลการปฏิบัติงาน วัฒนธรรมองค์กรของกฟผ. คือ รักองค์กร งานเลิศ เชิดคุณธรรม เพราะฉะนั้นต้องแปลงเป็นพฤติกรรมและปฏิบัติตามด้วย
การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management)
ในฐานะที่เป็นผู้นำต้องรู้จักการบริหารการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างที่ดี คือ โมเดลของบริษัท GE เปลี่ยนตัวเองก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน : Jack WelchEx. President & CEO General Electric
แรงผลักดันที่ทำให้กฟผ.มีการเปลี่ยนแปลง มีดังนี้
การเปลี่ยนแปลงมี 2 แบบ (2 Strategies for Changes)
อะไรสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนmindsetให้เป็นผู้ที่พร้อมรับการบริหารการเปลี่นแปลง(What Matter Most in Change Management)
และใช้ให้เกิดประโยชน์
โมเดลของบริษัท GE : CAP เป็นโมเดลที่ทำให้การบริหารการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนแปลง มี 3 ระยะ
Current State สถานภาพก่อนการเปลี่ยนแปลง
Transition State สถานภาพระหว่างการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ระยะเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับเรื่องที่เราจะเปลี่ยน ถือว่าเป็นเรื่องที่เราจัดการได้
Improved State สถานภาพที่เปลี่ยนแล้ว
ที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Leading Change) ต้องมีการสร้างความรู้สึกร่วม (Creating a shared Need) และต้องสร้างให้คนในองค์กรมี Commitment ให้คนในองค์กรเกิดความรู้สึกร่วมกับองค์กรด้วย เวลาจะเปลี่ยนอะไรต้องมีการ( Monitoring process)ตลอดเวลา เมื่อจะเปลี่ยนอะไรแล้วต้องทำให้การเปลี่ยนแปลงมีความยั่งยืน (Making Change Last)ซึ่งต้องไปเปลี่ยนที่ระบบการบริหารการจัดการและโครงสร้าง (Changing System & Structures)
สรุปการบรรยายโดยทีมงาน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
พลังงานกับเศรษฐกิจไทย
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์
เค้าโครงการบรรยาย
ปัญหาพลังงานของโลก
- โลกใช้น้ำมันมากขึ้น และจะมีราคาแพงขึ้น และหาได้ยากขึ้น
- พลังงานที่สะอาดก็มี แต่ก็ยังแพงและมีข้อจำกัดมาก
- เป้าประสงค์สูงสุด คือ ใช้พลังงานสะอาด
พลังงานกับเศรษฐกิจไทย
- น้ำมันเป็นพลังงานทีสำคัญที่สุด
- ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานสำคัญรองจากน้ำมัน
- ไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ โดย30% นำเข้าแก๊สธรรมชาติจากพม่า
- ไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ
- เศรษฐกิจไทยพึ่งพลังงานในอัตราเพิ่มขึ้น
ปัญหาพลังงานของไทย
- ไทยมีก๊าซธรรมชาติเอง แต่ไม่พอใช้จึงต้องนำเข้า แต่ราคาแพงขึ้นตามราคาน้ำมัน
- ไม่มีใครต้องการมีบ้านใกล้โรงไฟฟ้า (แต่ทุกคนต้องการไฟฟ้า)
- ความต้องกาการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี
- รัฐบาลยังอุดหนุนราคาน้ำมันบางประเภท ทำให้มีการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ปัญหาเกี่ยวกับนโยบายราคาน้ำมันของไทย
- ผลของการตรึงราคาปลีกไว้ต่ำ
- การตรึงราคาขายปลีกไว้ต่ำก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่อง
- ผลิตภัณฑ์น้ำมันมีราค่าขายปลีกแตกต่างกันมากเกินไป
- พึ่งพาเชื้อเพลิงในประเทศให้มากขึ้น
- พึ่งพาไฟฟ้าจากเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ซึ่งมีต้นทุนค่อนข้างต่ำ
แนวทางการแก้ปัญหาของไทย
- ใช้ถ่านหินนำเข้ามากขึ้น
- ใช้พลังงานนิวเคลียร์ แต่ค่าใช้จ่ายสูง และยังไม่แน่นอนเรื่องความปลอดภัย แต่ข้อดี คือ เป็นพลังงานที่สะอาด ซี่งรัฐบาลไทยเลื่อนแผนออกไปอีก 3 ปี เป็นพ.ศ. 2566 จากเดิมพ.ศ. 2563
- ใช้พลังงานชีวมวล
- ใช้พลังงานหมุนเวียน ข้อจำกัดยังมีคือ ต้นทุนสูง และวัตถุดิบมีจำนวนจำกัด อย่างไรก็ตาม ต้นทุนมีแนวโน้มว่าจะลดลง แต่อาจจะต้องใช้เวลา
มาตรการส่งเสริมพลังงานทดแทน
- ใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงานเข้ามาช่วยเรื่องอุปกรณ์ และเรื่องการประหยัดไฟฟ้า
มาตรการราคาพลังงาน
- ควรสะท้อนทุนที่แท้จริงเพื่อที่จะส่งเสริมประสิทธิภาพกาใช้พลังงาน
- ควรมีการแทรกแซงของรัฐน้อยที่สุด
- เสนอโครงสร้างราคาน้ำมันที่เหมาะสม ซึ่งต้องพิจารณาไปตามองค์ประกอบ ได้แก่ ราคา ณ โรงกลั่น ภาษีต่างๆ ค่าการตลาด กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โครงสร้างราคาน้ำมันที่เหมาะสม
- ให้เก็บภาษีโดยคำนึงถึงต้นทุนมลพิษจากคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นทุนจากการสร้างถนน ต้นทุนจากการจราจรแออัด ต้นทุนจากอุบัติเหตุ
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนที่หนึ่ง เพื่อการอุดหนุนไขว้ระหว่างผลิตภัณฑ์น้ำมันต่างๆ
ส่วนที่สอง เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาขายปลีก ในช่วงที่น้ำมันโลกผันผวนมากๆ
- ช่วงห่างของราคาขายปลีก พิจารณาจาก การใช้ทดแทนกันได้ระหว่างผลิตภัณฑ์น้ำมันต่างๆ
- ควรมีช่วงห่างระหว่างราคาของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังนี้
ราคาเบนซิน 91 ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ไม่น้อยกว่าลิตรละ 5-6 บาท
ราคาเบนซิน 91 ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ไม่น้อยกว่าลิตรละ 3 บาท
ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ประมาณลิตรละ 2-3 บาท
ข้อเสนอชดเชยเกี่ยวกับราคาก๊าซหุงต้ม
- ทำอย่างไรจึงจะชดเชยให้เฉพาะครัวเรือนยากจน โดยไม่มีการลักลอบถ่ายเท และคนจนจะได้รับประโยชน์จริงๆ
- เสนอให้ใช้ระบบคูปอง: แจกคูปองให้ครัวเรือนยากจนเพิ่อใช้แลกซื้อ LPG บรรจุถังในราคราที่ถูกกว่า
คำถาม
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ตอบว่า แน่นอนว่าแก๊ส LPG จะแพง เนื่องจากว่า ปตท. ผูกขาดรายเดียว แต่หากในอนาคต มีเอกชนทำโรงไฟฟ้า LPG เช่นกัน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะทำให้มีราคาถูกลง และมีประสิทธิภาพในการผลิต และการใช้ดีขึ้น เนื่องจากต้องเปิดให้มีการแข่งขันด้วย ทำให้มีทางเลือกสำหรับการใช้เชื้อเพลิงดีขึ้น และขายใครก็ได้ ไม่ใช่ขายให้กฟผ.เท่านั้น
2. ระบบขายน้ำมันของ ปตท. ที่ปิดตัวลงหลากที่ เงินรายได้ของปตท.ที่มาจุนเจือ มาจากแก๊สใช่หรือไม่
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ตอบว่า ส่วนหนึ่งมาจากการผลิตแก๊ส แล้วนำกำไรไปจุนเจือปั๊ม
3. ต้องการเอารถไปติดแก๊สดีหรือไม่
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ตอบว่า คุ้มมาก1-2 ปีก็คุ้มแล้ว แม้จะไปติดเป็น LPG ก็ตาม แต่หากเปลี่ยนเครื่อง แล้ววิ่ง 1 ปี ไม่เกิน 20,000 กม จะไม่คุ้ม
4. ราคาน้ำมัน มักจะไปเกาะกับราคาอาหารด้วยควรจะทำอย่างไร
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ตอบว่า ราคาอาหารมักจะแพงขึ้นด้วยในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ต้องยอมรับบ้าง
สรุปการบรรยายโดยทีมงาน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
การบรรยายเรื่อง High Performance Organization ที่ กฟผ..
โดย ดร.สมโภชน์ นพคุณ
คุณสมชาย ไตรรัตนภิรมย์
รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ดำเนินรายการโดย ดร.วีรชัย กู้ประเสริฐ
อาจารย์สมชาย ไตรรัตนภิรมย์
HPO (High Performance Organization)
ดร.วีรชัย กู้ประเสริฐ
ดร.สมโภชน์ นพคุณ
สะท้อนประสบการณ์จาก HPO ในราชการว่าเป็นอย่างไร ?
HPOs ในราชการไม่ค่อยพัฒนา เนื่องจาก
ตัวอย่างการพัฒนาคนในยุคใหม่
1.พัฒนาสติปัญญา
2.พัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์เพื่อทำงานร่วมกับคนอื่นได้
3.พัฒนา Physical สุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
4.พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม
ดร.วีรชัย กู้ประเสริฐ
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
อาจารย์สมชาย ไตรรัตนภิรมย์
คำถาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมารู้สึกหรือไม่ว่าระบบราชการดีขึ้น
คำถาม KPI เวลามี ทริส มา สพร.มาแยกกันอย่างไร
ตอบ สพร.Outsource จ้าง ทริส ในการมาดูแทน ทริส เลยสวมหมวกเล่นแทน สพร. ความจริงแล้ว ทำหน้าที่ในเชิงวิชาการ
EGAT ตัวชี้วัดเป็นอะไร เป้าหมายเป็นอะไร
ตัว PAT ดูเป้าหมาย ใหญ่ ๆ เรื่อง KPI
คำถาม ประเด็นเรื่องการเบิกจ่ายนโยบาย วัดในวงเงินของ กฟผ. มีผลในตัวชี้วัด คือ EGAT I เป็นการเอาข้อมูลเชิงอธิบายให้ แต่สรุปประเมินตกเนื่องจากมองว่า กฟผ.ไม่มีการติดตาม จึงอยากเรียนถามว่ามีการอุทธรณ์หลังจากการประเมินเนื่องจากความเข้าใจผิดไม่ได้ถามหรือไม่ มีคนบอกว่าถ้าค้นหาการอุทธรณ์ในเรื่องนี้ได้ก็มีสิทธิ์อุทธรณ์ได้
ตอบ กระบวนการอุทธรณ์มีอยู่ แต่อุทธรณ์ได้หรือไม่ คือปัจจัยที่นอกเหนือการครอบคลุมของ EGAT แค่ไหน การบริหารจัดการของ EGAT ภายใต้การกำกับของบอร์ดหรือไม่
มุมมองสามารถต่างกันได้ และจบตรงนั้น
บรรยายต่อ
คำถาม นโยบายเรื่อง EVM ใช้ได้ผลหรือไม่
ตอบ EVM ต้องมี Assumption เยอะ ถ้าเปลี่ยน Assumption ทุกอย่างก็เปลี่ยน แต่หลักการใช่เนื่องจากเป็นนโยบาย EVM บางครั้งทำไปแล้ว กลัวเสียของเนื่องจากลงทุนไปเยอะ รัฐวิสาหกิจต้องมี feedback กลับไปว่าเกิดประโยชน์จริงหรือไม่ หรือไปสร้างภาระ ดังนั้นประเด็นอยู่ที่การปรับใช้
สรุปคือ ควรไปทุ่มเทในส่วนของทรัพยากรในส่วนที่แข็ง ระบบอะไรก็แล้วแต่ สร้างภาระให้ผู้ประเมิน องค์กร ผู้กำหนดนโยบาย แสดงว่าไม่ถูกทาง สิ่งที่ทำได้คือต้องช่วยกันใช้หลัก 80 : 20
คำถาม มีการเปลี่ยนวิธีวัดค่าใช้จ่าย จากเดิมที่เคยช่วยกันประหยัดงบประมาณ แต่ปรากฎว่าเอาฐานการวัดจากการดูค่าเฉลี่ย ทำให้คนที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้เปรียบทันที
ตอบ เรื่องการวัด CPI-X น่าจะเลิกได้แล้วสำหรับการวัดในปัจจุบัน เพราะสถานการณ์และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ดังนั้นควรมีการทำการศึกษา การตั้งเกณฑ์ไม่มี แต่อยู่ที่การเจรจา ต้องคุยกันว่ากำหนดอย่างไร เช่นการกำหนดลดต้นทุนจะลดจากปีที่แล้ว เฉลี่ย 3 ปี หรือ 5 ปี ไหวหรือไม่ ต้องมาเจรจาต่อรอง การวัดสัดส่วนของค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ต้องเพิ่ม หรือไม่ ควรมีการนั่งเจรจากัน
ดร.สมโภชน์ นพคุณ
1.Cream
2.Average โดยเฉลี่ยแล้วเก่ง 50-55%
3.Bottom ไม่เอาไหนอยู่ที่ 20-25%
การออกกฎมาเพื่อต้องออกแบบให้คนข้างล่าง Drive to form ทำงาน แต่คนข้างบนไม่ต้องบังคับเนื่องจากเขาอยากทำงานอยู่แล้ว
ข้อสังเกต
1. เวลาทำงาน ต้องถามว่าทำไม ผู้นำเรียนเพื่อทศวรรษหน้าหรือทศวรรษนี้ สรุปคือผู้นำต้องเรียนเพื่อวันนี้ ทศวรรษนี้ สรุปคือคนเป็นผู้นำต้องทำอย่างไรให้คน 70 % อยากทำงาน ทำงานให้เต็มที่
2. คนที่ทำงานให้ประสบความสำเร็จก็คือคน งานต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ถ้าไม่มีเป้าหมายชัดเจน ความอยากทำงานจะน้อยลง
3. ทำอย่างไรให้คนผูกกับงานที่รับมอบหมายมา ไม่อยากปล่อยปละละเลยเรียกว่า Commitment
4. สร้างคนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร คือต้องสร้างทีมให้ได้
5. ทำอย่างไรให้ทำงานให้หนัก
6.คนเราอยากทำงาน แต่ถ้าอยากถูกบังคับเคี่ยวเข็ญ ทำให้ไม่อยากทำ นี่คือประเด็นที่สำคัญ ดังนั้นคนที่เป็นหัวหน้าต้องมอบหมายงาน แต่ไม่ต้องยุ่งกับเขา เน้นการทำอย่างไรให้มี Commitment ให้แต่ละคนเป็นตัวของเขาเองให้ได้ ให้เขามีอิสระ ให้เขารู้ว่าอยากทำอะไร โดยธรรมชาติคนรักความอิสระ แต่ทำอย่างไรให้สามารถ Interdependent คือการอยู่ด้วยกัน และพึ่งพากันได้
7.การสร้าง High Performance Team อยู่ที่ผู้นำที่สามารถนำทีมได้ เน้นการมีส่วนร่วมให้เขาทำงานได้ เอาผลลัพธ์สุดท้ายเป็นตัวตั้ง (แต่อย่า Empowerment กับคนที่อยู่ Bottom เพราะเขาจะไม่ทำงานเลย)
ดร.วีรชัย กู้ประเสริฐ
คำถาม เราจะมีวิธีการประเมินองค์กรได้อย่างไรว่าเป็น HPO แล้ว เราสามารถดู ซีป้าอย่างเดียวได้หรือไม่
ตอบโดยดร.สมโภชน์ ของ Peter Drucker บอกว่าการบริหารคือการทำงานให้สำเร็จ โดยใช้ความรู้ ความสามารถของผู้อื่น
มิสเตอร์วอล์ซ์ดิสนีย์ บอกว่า ถ้าจะให้คำจัดกัดความผู้นำว่า Getting Done Through other while happy
คำถาม เวลาประเมิน ซีป้า มี EVM เกี่ยวข้อง ความจริงต้องทำเข้มข้นอย่างนั้นหรือไม่ อย่างเรื่ององค์กรปี 2545 มีแต่กฟผ.ที่เข้าองค์กรเดียว
ตอบ EVM เป็นนโยบายของ สพร.ที่ดำเนินการต่อเนื่องจากที่มี EVM Roadmap มีการดำเนินต่ออย่างเข้มข้น หลายเรื่อง Conceptually ดีมาก แต่ Practical เจ๊ง
การทำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต้อง Voice กัน และมีหลายเรื่องวัดในสิ่งที่ Control ไม่ได้ ดังนั้นต้องมาช่วยกันว่าทำอย่างไรถึงจะเหมาะสม องค์กรจะเป็นสิ่งที่รู้ดีที่สุด
คำถาม เวลา Voice มีใครที่ทำสำเร็จแล้วหรือไม่ เหมือนมีการเจรจาแล้วไม่สำเร็จหลายโครงการ ไม่มีการ Evaluate แล้วจะดีหรือไม่ที่จะต้องไปผูก
ตอบ ในเกณฑ์ระดับ 5 มีให้ผูก ซึ่งถ้าทำไปถึงระดับนั้นได้แล้วโยงได้จะเป็นประโยชน์ สิ่งสำคัญคือ การทำแล้วเป็นประโยชน์จริงหรือไม่ ไม่ใช่ทำไปเพื่อเอาคะแนนอย่างเดียว จากประสบการณ์ EVM ดิ้นได้ บางครั้งไม่ควรนำมาวัด Performance ส่วนในแง่การลงทุนต้องมองว่าการลงทุนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ ชำเลืองดูในแง่ EVA , EVM ให้ดูว่าสิ่งไหนใช้ก็ทำ ไม่ใช้ก็ไม่ต้องทำ ดูถึงประโยชน์เป็นสำคัญ
คำถาม บรรยากาศของการ Voice ที่ Deal กับ สพร. เป็นอย่างไร
ตอบ สพร. น่าจะทำวิจัยเรื่องนี้ดูว่าการทำเรื่องนี้มา 4-5 ปีเกิดประโยชน์หรือไม่ ก่อนที่จะเดินต่อไป ซึ่งขณะนี้ สพร.อยู่ในบรรยากาศที่อยากปรับปรุง
แลกเปลี่ยน 1. HPO ไม่ใช่สิ่งที่เรากำหนดเอง ต้องเป็นสิ่งที่วัดได้ และเทียบได้ ต้องเป็นแหล่งเทียบในอุตสาหกรรมว่าเราอยู่ขั้นไหน และ Organization มีในมุมของผลิตภัณฑ์และบริการ มีความพึงพอใจขนาดไหน การเงินผลตอบแทนเป็นอย่างไร การตลาดเป็นอย่างไร ดังนั้นการเป็น HPO ต้องมองทุกมุมและมีตัววัดที่กำหนดมาตรฐานได้ ถึงสามารถเทียบได้ ดังนั้นตัวชี้วัดจึงสำคัญ ว่าในอุตสาหกรรมใช้อะไรวัด เราถึงรู้ตัวเอง อย่างที่สอง วิธีการที่จะหาในแน่ละเรื่องต้องให้องค์กรเลือกเองในการ Drive Performance อย่าบังคับให้องค์กรทำเนื่องจากบางครั้งไม่ถูกบริบทของเขา อยากให้องค์กรหา Tool เองในการบอกบริบท
2.ดร.สมโภชน์ บอกว่างบประมาณของกระทรวงศึกษาฯ มากสุด มากเรื่อย ๆ แต่เด็กไทยแย่ลงเรื่อย ๆ อยากถามว่าปัญหาและอุปสรรคอยู่ตรงไหน และทิศทางแก้ เห็นแสงสว่างบ้างหรือไม่
ตอบ ที่พูดในวันนี้ ปัญหาสำคัญคือปัญหา แต่ขณะเดียวกันประเทศโตขึ้น เมื่อเราไปเทียบกับคนอื่นแล้วสู้กับคนอื่นไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่เทียบคือผลผลิตของกระทรวงการศึกษาฯ เราดีขึ้นแต่คนอื่นเขาดีกว่า ผู้นำไม่สามารถวางรากฐานในการนำประเทศสร้าง High Performance ในอนาคตได้
ขณะนี้เรามองคนของเรา ทรัพยากรไทยเป็นทรัพยากรที่สำคัญมากในระดับประเทศ และจะถูกใช้ไปเรื่อย ๆ ถ้าเปลี่ยน Concept Human Resource เป็น Human Being ได้หรือไม่ สอนให้คนเป็น Good Human Being ดังนั้นคนที่สำคัญคือผู้นำจะเป็นตัวขับเคลื่อน
แลกเปลี่ยน วันนี้ครบมาทั้งจากอาจารย์สมชายพูดเรื่อง เกณฑ์การวัด และดร.สมโภชน์เรื่อง การทำให้มาสู่ผลการวัด ดูจากผลซีป้า จุดอ่อนคือหมวด 5 จุดแข็งคือหมวด 6 แสดงว่ากระบวนการทำงานแข็งมาก แต่ในมุมเฉลี่ย กฟผ.ได้ต่ำกว่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะยังมีมุมอื่นที่ต้องพิจารณาด้วย จึงต้องปรับปรุงในเรื่อง Performance พอสมควร หลายอย่างเป็นคำถามที่น่าท้าทายอยู่
คำถาม การจัดทำประเมินผลมีข้อเสนอแนะอะไรเด่น ๆ หรือไม่
ตอบ ซีป้าเสมือนเป็นการ เอ็กซเรย์องค์กร เพราะทำหลายประเด็น มีการนำไปใช้หลายประเทศแต่ติดที่ Dimension คือดูในหลาย ๆ ด้าน Feedback Report จะเป็นเกณฑ์ที่เราควรนำไปปรับปรุง มาตรฐานก็ยังต้องปรับปรุงต่อไป แต่ตัว Feedback Report จะเป็นตัวชี้ Independent Review มี Consensus Review มี 4-5 คน คุยกันแล้วให้คะแนน Consensus มาปรับในส่วนที่เป็น Common องค์กรจะเป็นตัวเอกซเรย์ตัวท่าน แล้วนำไปปรับปรุง ใช้หลัก 20:80 ท่านจะรู้เท่านั้นว่าท่านอยู่ตรงไหน
เวลาทำ ซีป้า ผู้นำต้องรู้ซีป้าด้วย
ผู้บริหารปตท. และ เจ้าสัว ซี.พี. ได้ TQA
ซีป้าจะเป็นตัวเอกซเรย์จุดอ่อนในองค์กรท่านว่ามีตรงไหนแล้วมาปรับปรุง
ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
สรุปการบรรยายโดยทีมงาน ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
การอภิปราย “นวัตกรรมทางสังคมเพื่อชุมชน (Social Innovation)กับการทำงานของ กฟผ.”
โดย ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ดร.เสรี พงศ์พิศ
คุณธวัช วัจนะพรสิทธิ์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม
ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ : ทำเรื่องเครือข่าย เรื่อง website และเห็นความสำคัญเรื่องไฟฟ้ามาก พื้นที่อีสานมีความแห้งแล้งมาก แต่สามารถปลูกป่าได้สำเร็จ ด้วยความพยายามในการปลูกต้นไม้ทุกวัน เรื่อง IT เป็นสิ่งที่สำคัญมากเช่นกัน ด้วยการส่งข้อมูลด้วยความรวดเร็ว เปรียบเหมือนกฟผ. ที่ต้องมีการร่วมหัวจมท้าย ร่วมทุกข์ร่วมสุข ซึ่งเป็นทั้งกลยุทธ์ และหลักการที่สำคัญ บุคลากรที่กระจายตามภูมิภาคได้ใช้พวกอินเตอร์เนตมากน้อยเพียงใด
คนเราต้องมี 2 หน้าที่ คือ หน้าที่การงาน และหน้าที่ดูแลสังคม ต้องไม่บกพร่องในหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง
อยากเชิญชวนให้บุคลากรกฟผ. ไปทีสวนป่า เพื่อไปเปลี่ยนบรรยากาศ ผ่อนคลายความเครียด และไปกินอาหารเพื่อสุขภาพ อย่างเช่น
มะตูม เอามาย่างไฟใส่น้ำตาล ใส่เกลือ ตอกไข่ ลงไปเป็นมะตูมไข่หวาน
น้ำเต้า เอามาทำแกงจืด เมล็ดสามารถเอาไปอบเป็นเมล็ดฟักทองได้
ไก่อบโอ่ง เป็นอาหารขึ้นชื่อมากในขณะนี้
มีคนเดินทางเข้ามาเรียนรู้ในสวนป่าจำนวนมาก เช่น นักศึกษาแพทย์ มาเรียนหลักสูตรแพทย์ชนบท วิทยากรพิเศษก็มาสอนในสวนป่า นอนกลางป่า และนักศึกษาแพทย์ก็มาเรียนทำขนมกุ๊ยช่าย และให้หลับตาเดินแล้วเดินต่อแถวกันเพื่อให้เรียนรู้ว่า ถ้าตาบอดจะนำทางกันอย่างไร
คนส่วนใหญ่ 90% ไม่อยากมาที่สวนป่า เพราะคิดว่ามาแล้วจะลำบาก แต่พอมาถึงแล้วครูบาสามารถทำให้เขากลับไปด้วยความตระหนักที่จะทำประโยชน์แก่สังคม ทุกคนจึงกลับไปด้วยความสุขมาก
ในสวนป่าทุกอย่างทำเป็นวัฏจักร คือ เลี้ยงวัว ก็นำมูลวัว ไปใส่ต้นไม้ ต้นไม้ก็ออกผลอย่างงดงาม
การที่จะชวนชาวบ้านทำอะไร ต้องคุยว่าทำแล้วชาวบ้านได้อะไรก่อน แล้วจึงให้ชาวบ้านร่วมลงมือด้วย
ปัญหาของสังคมไทยเป็นปัญหาของคนไทยทุกคน ต้องคิดไว้ว่า อยู่ที่ไหนก็ทำดีได้ อยู่ที่ไหนก็เรียนรู้ได้ การเรียนรู้นอกห้องทำให้ได้ประสบการณ์ชีวิต
ภูมิปัญญาของครูบา เปลี่ยนใบไม้ 4-50 ชนิดมาเป็นโปรตีน เอาไวเลี้ยงโคได้
อยากให้ชาวกฟผ.คิดว่าทุกอย่างเริ่มต้นได้ ทุกอย่างเรียนรู้ได้ ....
ดร.เสรี พงศ์พิศ: ในสังคมมีความสัมพันธ์อยู่ 2 แบบ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ และอาหารกับพลังงานมีความสำคัญที่สุด
วิวัฒนาการของสังคม คือ
- ยุคสังคมเกษตร
- ยุคสังคมอุตสาหกรรม เราต้องใช้เงิน ไม่ต้องทำอาหารเอง ตัดไม้ทำงายป่า เพื่อเอามาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่มาของความเสื่อมสลายของธรรมชาติ
- ยุคความรู้ คนที่ไม่มีความรู้จะอยู่ไม่ได้ จะเหลือแต่ตัว มีเงินแต่ไม่มีความรู้ก็จะเหลือแต่หนี้ คนที่มีความรู้ สามารถเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า ต่างจากคนที่ไม่มีความรู้ ที่จะเปลี่ยนป่าให้เป็นทะเลทราย
ทำงาน 35 ปีกับชุมชน พบว่า ชุมชนที่เก่งที่อยู่รอดได้ คือ ชุมชนที่เข้มแข็ง ชุมชนที่เรียนรู้ และเป็นชุมชนที่พึ่งพาตัวเองได้ ต้องเน้นว่าเรียนรู้แบบไหน ถึงจะพึ่งพาตัวเองได้ เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่
เศรษฐกิจวัฒนธรรม เป็นเศรษฐกิจที่กำหนดได้ว่าจะปลูกอะไร จะเลี้ยงอะไร มีอำนาจที่จะกำหนดได้ อย่างเช่น แนวคิดผู้ใหญ่วิบูลย์ ครูบาสุทธินันท์
ผ้าย้อมคราม จาก จ.สกลนคร เป็นที่รู้จักของชาวต่างประเทศมาก เนื่องจากภาพยนตร์เรื่อง Troy เอาผ้าย้อมครามไปตัดชุด
เมื่อประเทศไทยมีทุนทางสังคม ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางทรัพยากรดีๆแล้ว สิ่งสำคัญคือเราต้องมีการเรียนรู้ ที่จะนำทุนดีๆเหล่านี้มาทำให้เกิดประโยชน์
กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินข้าวกล้อง ออกกำลังกาย หลักการเหล่านี้ ถ้าทำแล้วสุขภาพจะดี ห่างไกลจากโรค
หากเป็นโรคเบาหวานต้องกินผักเยอะ ลดแป้งลง และกินผักเชียงดาจะช่วยได้มาก
บทบาทของกฟผ.ในสังคม ควรส่งเสริมเรื่องการศึกษา
ชาวบ้านดอยหล่อ แม่วาง จ.เชียงใหม่ เรียนจบหลักสูตรสถาบันที่ ดร.เสรี จัดตั้งขึ้น โดยเป็นหลักสูตร 3 ปี เรียกว่าหลักสูตร วิสาหกิจชุมชม ทำให้รู้ว่าเราขาดอะไร เรามีอะไร จะจัดการชีวิตคนในชุมชนอย่างไร
อีกทั้งสอนหลักสูตรระยะสั้นแก้ปัญหาหนี้สิน สอนทำแผนการเงิน เรียนรู้เรื่องรายรับรายจ่าย สอนว่าต้องเก็บเงินออมอย่างไร มีแผนอาชีพ และแผนสุขภาพ สนับสนุนการเรียน การสอนคนในชุมชนอย่างไรให้เลี้ยงตนเองได้ ช่วยตนเองและคนอื่นได้
สิ่งที่สำคัญคือ ต้องคิดว่าการรับผิดชอบต่อชุมชนของรัฐวิสาหกิจอย่างกฟผ. ต้องทำอย่างไรจึงจะส่งเสริมชุมชนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้
คุณธวัช วัจนะพรสิทธิ์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม: ชาวกฟผ.ส่วนใหญ่มาจากพื้นฐานทางวิศวกรรม สามารถแยกได้ว่า กฟผ.มีอยู่ 2 ยุค ได้แก่
ยุคเฟื่องฟู เปลี่ยนจากสังคมการเกษตรเป็นสังคมอุตสาหกรรม ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีอยู่อย่างมาก
ยุคประชาธิปไตย ประชาชนต้องการมีส่วนร่วม นโยบาย Top Down ของรัฐบาลถือว่าดีที่สุด
ต่อมาเริ่มนิ่ง จนมาถึงยุคปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหา Solution Innovation ซึ่งเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ต้องหาวิธีการใหม่ๆ เข้ามา เป็นไปได้ว่าขาด Competency เรื่องจิตวิทยา เรื่องสังคม กฟผ. ต้องรีบปรับจาก Engineering based Financial based เป็น Social based เพื่อเข้าไปพัฒนา ดูแลสังคม สร้างความเจริญ สร้างความกินดีอยู่ดี ของชุมชน
ต้องระมัดระวังเรื่องทำแบบ One way คือ ทำฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ดูความต้องการของประชาชนที่แท้จริง
สังคมเรายังไม่ถึงจุดสมดุล ผู้บริหารสมัยนี้ต้องทำความเข้าใจและเอาชนะต่ออุปสรรคต่างๆมากมายให้ได้ ซึ่งเป็นยุคที่ต้นทุนทางสังคมสูง ต้องเข้าใจถึงบริบทสังคมด้วย
ควรทำสายงาน CSR ให้เป็นสายงานขนาดใหญ่ และมี Power และมีมาตรฐาน ISO 20006 การดำเนินการที่เป็นธรรม การนำองค์กรเข้าไปมีส่วนร่วมรับผิดชอบในสังคมโดยตรง ทั้งการบริการ ดูแลลูกค้า และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
เราไม่สามารถอยู่ได้ในบริบทเดิมตลอดไปได้ เนื่องจากทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการปรับ และเปลี่ยนแปลงกระบวนการตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อก๊าซธรรมชาติหมดจากอ่าวไทยภายใน 10 ปี เป็นปัญหาว่าต้องหาทรัพยากรใดมาทดแทน และเมื่อต้องนำเข้าแก็ส LNG มาแทน ประเทศไทยจะต้องสูญเสียเม็ดเงินเพื่อนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นอย่างมาก
ปัญหาคือ ขาดการต่อเนื่องในการทำโครงการต่างๆ เนื่องจากรัฐบาลบริหารงานอย่าง Short term โครงการต่างๆจึงเป็นโครงการ Short term ตามไปด้วย
สิ่งสำคัญที่เราจะสามารถเอาชนะปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต คือ การเข้าไปคุย ทำความเข้าใจ มีปฏิสัมพันธ์กับเครือข่ายประชาชนในชุมชนเพื่อทำโรงไฟฟ้า และต้องดูแลชุมชนข้างโรงไฟฟ้าไม่ให้เกิดผลกระทบ และให้ชุมชนอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็น Social Innovation
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
กลุ่ม 5 : ทำงานระบบสายส่ง เห็นปัญหาสายส่ง คือ มองเห็นศัตรูที่เรารอฟ้องมาก เพราะชุมชนโตจขึ้น ที่ดินที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจน้อยลง ยิ่งนานไปยิ่งมีศัตรูมากขึ้น ในขณะนี้คือ การฟ้องร้องรื้อบ้านคน ชาวบ้านจะคิดว่าสายส่งไปที่ไหน ความซวยเข้ามาเยือนที่นั้น ทำอย่างไรให้สายส่งพาดผ่านแล้วเหมือนถูกลอตเตอรี่
คุณลิลิต ยังไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานไหน ปัจจุบันต้องใช้เวลาอีกนาน
ท่านรองธวัช ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และต้องหางบในส่วนที่ต้องช่วยเหลือประชาชน พร้อมๆกับการทำ Pr ให้ชาวบ้านรู้สิทธิ์ตามหลักมนุษยธรรมว่าต้องโดนเรียกร้องค่าเสียหายอย่างไรหากใช้ที่ดินนั้น
ท่านเสรี เป็นเรื่องระยะยาว ธกส.ก็ทำเรื่องนี้ มีปัญหาความสัมพันธ์กับชาวบ้านเช่นกัน เพราะฉะนั้นองค์กรต้องเปลี่ยนจุดยืน เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์องค์กร ถ้าทำได้ ก็ต้องไปดูภาคชุมชนต่อ สรุปได้ว่าถ้าชุมชนไม่มีการเรียนรู้ ชุมชนก็จะไม่หลุดจากการครอบงำได้ ต้องดูว่าปัญหาของเขาคืออะไร ต้องมีการหาทางออกร่วมกัน
ท่านครูบาสุทธินันท์ ชาวบ้าน และองค์กรมีวัฒนธรรมต่างกัน ต้องทำการบ้านว่าเราจะส่งสายส่งไปที่ไหน แล้วเข้าไปคุยเข้าไปทำความเข้าใจกับชาวบ้าน หรือ หาคนที่เป็นตัวแทนชาวบ้านเข้าไปคุยในชุมชน แล้วให้บอกว่าปัญหาของเขาคืออะไร แล้วมาแก้ปัญหาร่วมกัน องค์กรต้องให้เกียรติชาวบ้านด้วย
ท่านรองธวัช องค์กรใหญ่มีกับดักหลายอัน จุดอ่อนขององค์กรใหญ่คือ เปลี่ยนแปลงยาก คนในองค์กรไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพราะสบายแล้ว สิ่งที่ควรทำคือ ต้องเปลี่ยนให้ได้
คุณสมชาย ต้องหาวิธีเปลี่ยนความเชื่อให้ชาวบ้านว่า ด้วยการทำกองทุนรอบโรงไฟฟ้า และมีการทำ PR ว่าถ้าโรงไฟฟ้าอยู่กับประชาชน แล้วประชาชนจะได้รับประโยชน์ เช่น ถ้าชาวบ้านที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า จ่ายค่าไฟที่ถูกกว่า
สรุป
ดร.เสรี พงศ์พิศ
1. รัฐวิสาหกิจ ต้องเปลี่ยนเป็น Social enterprise ต้องมาเปลี่ยนเป็นกัลยาณมิตร การเคารพให้เกียรติกันกับทุกฝ่าย
2. ต้องใช้กรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
3. อยากให้กฟผ. รณรงค์การลดใช้พลังงานอย่างจริงจัง
สังคมจะเห็นว่ากฟผ.ทำเพื่อสังคม
ครูบาสุทธินันท์
ทุกปัญหามีทางออก ต้องหาให้เจอเท่านั้น
สรุปการบรรยายโดยทีมงานศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
การบริหารความขัดแย้ง การเจรจาต่อรอง และเทคนิคการตัดสินใจของผู้บริหารมืออาชีพ
โดย รศ.สุขุม นวลสกุล
ความขัดแย้งในการบริหาร แบ่งเป็น 3 ประเภท
ผู้บริหารหรือหัวหน้า ต้องคอยดูแลไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ต้องใช้หลักกันดีกว่าแก้
ความขัดแย้งระหว่างบุคคล : มักจะอิจฉาริษยา และเอารัดเอาเปรียบกัน
ผู้นำ ไม่มีสิทธิ์เลือกลูกน้องเอง แต่ก็ต้องดูแลลูกน้องทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับองค์การ : เนื่องจากไม่เข้าใจ และไม่มีการอธิบาย เช่น พนักงานไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเปลี่ยนยูนิฟอร์มพนักงานเป็นสีเขียว
บทบาทของหัวหน้าในที่ประชุม ต้องคอยซักคอยถามลูกน้องทุกๆคน
ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน: เนื่องจากไม่เข้าใจบทบาท และหลงหน่วยงาน
การตัดสินใจ
นักบริหารต้องตัดสินใจเร็ว หากเป็นคนแม่นกฎระเบียบ บางคนตัดสินใจช้าเพราะเกรงใจ และไม่กล้าปฏิเสธ
องค์ประกอบการตัดสินใจ
- ข้อมูล คนเป็นนักบริหารต้องเป็นคนที่กล้าให้ข้อมูล
- ประสบการณ์ คนประสบการณ์ดี จะตัดสินใจได้ดี ประสบการณ์ได้จากการฟัง การอ่าน
- การคาดการณ์ ต้องมีการคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เช่น พ่อกับลูกจูงลากลับบ้าน ตอนแรกลูกจูงแล้วพ่อนั่ง เผอิญชาวบ้านผ่านมาก็ว่าพ่อ หาว่าพ่อเอาเปรียบลูก พ่อเลยลงมาจูงมาแทน ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งผ่านมา ก็ว่าลูกหาว่าไม่ช่วยพ่อจูง เอาเปรียบพ่อ ถ้าเราเป็นนักบริหารวิธีการที่จะเอาลากลับทำอย่างไร วิธีการก็คือ ต้องคิดคำตอบไว้ล่วงหน้า ในสิ่งที่จะเกิดเป็นคำถาม สิ่งที่จะโดนวิจารณ์ หากคิดแล้วว่าเป็นคำตอบที่เหมาะสมแล้วก็ยืนยันคำตอบ อย่านิ่งเด็ดขาด
- ผลกระทบ
- สถานการณ์
การวิเคราะห์การตัดสินใจ
- ถูกต้อง คนเป็นนักบริหารต้องเรียนรู้วิธีหาความถูกต้อง
- ถูกใจ เรื่องไหนที่เป็นเรื่องถูกต้องและถูกใจก็ตัดสินใจทำได้เลย
- ถูกจังหวะ จังหวะจะเปิดเมื่อคนเข้าใจกันอยู่แล้ว
ผู้บริหารต้องรู้จักการบริหารเชิงรุก คนเห็นความสำคัญของการประชาสัมพันธ์ ต้องทำให้คนเข้าใจ ความเข้าใจของคนเป็นเรื่องสำคัญ
สรุปหนังสือ โมโจ
กลุ่ม 1 เป็นอารมณ์ความรู้สึกของคนที่ทำ เป็นความรู้สึกที่เกิดจากข้างในแผ่ออกมาข้างนอก ทำให้คนมีความสุขและมีความหมายในชีวิตในขณะที่คน อยากมีความสุขมากที่สุด แต่ไม่พยายามทำให้มีความสุข และมีความหมายต่อชีวิต
กลุ่ม 2 พูดถึงพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ความหมายมนุษย์มากที่สุด มีพระพุทธศาสนาอยู่ในใจ เป็นการทำงานด้วยใจประภัสสร ทำงานด้วยใจที่สงบ
ข้อดี มีวิธีประเมิน รู้ว่าเรามีโมโจอยู่เท่าใด
รู้ว่าสิ่งที่ทำลายโมโจมีอะไรบ้าง
รู้จักเอาความในใจออกมาข้างนอก ต้องใช้ความคิดเชิงรุก
กลุ่ม 3 ปัจจัยที่ทำให้เกิดโมโจขึ้นมาได้ ต้องมีการระบุตัวตนของเราว่าเราเป็นใคร มี 4 ลักษณะ
คือ ส่วนที่เรามองกลับไปในอดีต ว่าสำเร็จ ผิดพลาดอย่างไร คนอื่นมองสิ่งที่เราได้ทำอย่างไร ส่วนที่มี่เป็นลักษณะโปรแกรม หรือครูพยายามยัดเยียดให้เราให้เราเป็นอะไรในอนาคต ส่วนที่เราคิดเอง ว่าเราจะเป็นอะไรในอนาคต เอาองค์ประกอบทั้งหมดจากการฟังจากคนอื่น แล้วเรานำมาสร้างเอง ถึงได้เป็นตัวตนของเรา
ความสำเร็จของเราเป็นอย่างไร และคนอื่นยอมรับเรา คนอื่นมองเราอย่างไร สิ่งที่เราได้คือ เรารับรู้ต่อความสำเร็จนั้นอย่างไร และชื่อเสียงที่คนอื่นมองเราว่ามีชื่อเสียงดีหรือไม่ดี
การยอมรับความจริง ที่เราไม่สามารถแก้ได้ และไม่ได้เกิดจากตัวเอง ก็ต้องยอมรับความจริง
กลุ่ม 4 คนเขียนนับถือศาสนาพุทธ เรื่องที่เขียนเป็นเรื่องของจิตใจ ต้องการให้คนทำงานแล้วมีความสุข ความสำเร็จมีความหมายต่อชีวิตของเขา
การยอมรับเป็นเรื่องที่ดี เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้ เราก็สามารถทำงานอย่างมีความสุขได้
กลุ่ม 5 happiness & meaning เป็นkeyword ของหนังสือเล่มนี้
MOJO killer ไม่ควรใช้ลอจิกส์ในสถานที่ทำงาน ที่บ้าน แล้วท่านจะมีความสุข
นอกจากทำใจยอมรับแล้วต้องมีการให้อภัยด้วย
โมโจ ทำให้เราทำงานได้ดี ทั้งในที่ทำงานและที่บ้านด้วย
การประยุกต์ใช้โมโจกับกฟผ.
1. การรู้จักให้อภัย
2. ปรับใช้ได้ในหลายประเด็น ทั้งส่วนบุคคลและองค์กร สร้างบุคคลให้มีพลังร่วมกับในองค์กรได้ เกิดจากปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งในเรื่องอดีตและอนาคต โมโจสอนให้เกิดรู้จักการยอมรับและ การให้อภัย
3. โมโจเป็นเรื่องส่วนบุคคล องค์กรจะได้รับประโยชน์มาก ทุกคนจะทำงานประสบความสำเร็จ ไม่ทะเลาะกับเจ้านาย รับผิดชอบงานของเราให้ดีที่สุด ทำให้เป็นองค์กรที่มีคนฮึกเหิมมาก
4. performance มี 2 ส่วน คือ competency และ motivation โมโจทำให้ทำงานอย่างมีความสุข ทำประโยชน์ให้สังคม ทำให้จิตใจเรามีความสุขและมีความหมาย
โดยศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ตารางเปรียบเทียบบทบาทของ HR (เก่า และ ใหม่)
Old HR
New HR
Routine
Strategic
HR Department
CEO + Other Departments
Training
Learning
Expense
Investment
Static
Change Management
Information
Knowledge
Stand alone
Partnership
Efficiency
Effectiveness
Value
Value Added
Command & Control
Respect & Dignity
Micro
Macro to Micro
Red Ocean
Blue Ocean
Liability
Assets
1) HR Department เป็น..
Silo
Function
คือ ทำงานอดีตได้ดี แต่อนาคตต้องมีผลประกอบการ (Performance) และความสุข (Happiness) เพิ่มขึ้น
Line Manager, Non – HR มีบทบาทมากขึ้น
อนาคต กฟผ. เปลี่ยนไป HR Function อย่างเดียวทำไม่สำเร็จ
2) HR Function ต้องเปลี่ยน Role มาเป็น Smart HR
3) นอกจากนั้น Non – HR ก็ต้องช่วยหรือเสริม CEO ให้สนใจเรื่องนี้ด้วย
4) Stakeholders อื่น ๆ เช่น NGOs นักวิชาการ หรือชุมชน
ก็อาจจะมาช่วยด้วย เป็นการ Co - Creation
อ.จีระ เป็น outside In ที่เข้าใจต่อเนื่อง และเข้ามาช่วยที่กฟผ. ทำไมต้องจ้างoutsource ฝรั่งๆ แพงๆ ควรมีที่ปรึกษาที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านเพื่อให้คำแนะนำกับเราและให้เข้าถึงชุมชนได้ การทำ panel discussion เป็นวิธีการที่คุ้มมาก เพราะเป็นการทำให้คนได้คิด ทำให้ได้ Thinking skill สามารถเอาข้อมูลที่ข้ามศาสตร์มาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีมาก
ความหวังตอนนี้ของกฟผ. คือ การทำให้กฟผ.เข้ากับชุมชนให้ได้ และวิทยุชุมชน ก็ต้องจับมือกับกฟผ.ให้ได้ ต้องเปลี่ยนให้เป็น Social Enterprise ให้ได้
การมองลูกน้องต้องมองทั้ง Invisible และ Intangible คือมองทั้งข้างในและข้างนอก มองคุณค่าและให้โอกาสลูกน้องด้วย
ทุนมนุษย์ คือการตัดสินใจองคนว่าจะทำดี หรือไม่ดี
P. Schultz P. Schultz จาก University of Chicago ก็ทำวิจัยใช้หลักของ Becker พบว่า ชาวนาในสหรัฐ ถ้าคนไหนมีความรู้หรือปัญญามาก.. ผลผลิตของสินค้าเกษตรหรือ Labor Productivity ของเขาก็เพิ่มขึ้น
ต่อมาอีกคนหนึ่งที่ University of Chicago คือ Prof. Gary Becker ก็ได้วิเคราะห์ว่า ถ้าแรงงานมีการลงทุนด้านการศึกษาไม่เท่ากัน แค่วัดจากปีที่เรียนก็พอว่ารายได้ก็ไม่เท่ากัน จึงเป็นการค้นพบว่า การศึกษา คือ การลงทุนที่สำคัญของทุนมนุษย์ ใครมีการศึกษามากกว่าคนนั้นก็จะมีรายได้มากกว่า หรือมีทุนมนุษย์มากกว่า
สิ่งที่สำคัญคือ ทุนมนุษย์ของคนนั้นไม่ได้วัดจากปริมาณอย่างเดียว
Happiness Capital
(Dr. Chira Hongladarom’s Model)
Happiness Capital
(Sharp/Hongladarom’s Model)
(Passion)
3. รู้เป้าหมายของงาน
(Purpose)
4. รู้ความหมายของงาน
(Meaning)
5. มีความสามารถที่จะทำให้งานสำเร็จ
(Capability)
6. เรียนรู้จากงานและลูกค้าตลอดเวลา
(Learning)
7. เตรียมตัวให้พร้อม
(Prepare)
8. ทำงานเป็นทีม อย่าทำงานคนเดียว
(Teamwork)
9. ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ทีมงานและลูกทีม
(Coaching)
10. ทำงานที่ท้าทาย
(Challenge)
11. ทำงานที่มีคุณค่า
(Enrichment)
(Exercise)
2.อย่าแบกงานที่หนักเกินไป
(Put down your burden)
3. ศักยภาพในการถ่ายทอดในงาน
(Communicate Effectively)
4. ทำงานในจุดแข็งของตัวเอง
(Recognize your strengths)
5. มุ่งมั่นในงาน
(Keep Focus)
6. ทำในสิ่งที่อยากทำไม่ใช่เพราะต้องทำ
(Reduce the ‘shoulds’)
7. ทำงานในองค์กรที่มองคุณค่าของคนและงานคล้าย ๆ กัน
(Clarify your values)
8. อย่าทำงานเครียดและวิตกกังวล
(Overcome worry and stress)
9. บริหารภาระงานให้เหมาะกับตัวเอง
(Refine your workload)
10.ใช้คำว่าขอบคุณกับลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน
(Choose your words)
11.สร้างบรรยากาศในการทำงานให้มีความสุขร่วมกัน
(Create good environment)
Blue Ocean คือการสร้างทุนความคิดสร้างสรรค์ การมองการหาธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่มีใครมาก่อน เหมือนกับกฟผ.ที่ต้องหานวัตกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ
ศ.ดร.จีระ แนะนำวิธีการเลือกหนังสือ คือ ต้องsearch google แล้วดู Review เพื่ออ่านChapter ทีสำคัญๆดูก่อนว่าหนังสือเล่มนั้น น่าสนใจหรือไม่
ทฤษฎี 3 วงกลม ได้แก่ context competencies และ motivation สามารถสรุปได้ว่า
ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ HR หรือ Non –HR ก็ต้องปลูกเก็บเกี่ยวทำให้เราเป็นเลิศ โดยต้องมีแรงบันดาลใจ และมีการมีให้ Empoweringด้วย
สรุป Workshop
กลุ่ม 1 ในระดับ Leaders/CEO (ผู้ว่า ฯ รองผู้ว่า) จุดแข็ง จุดอ่อน เรื่อง HR คืออะไร?
จุดแข็ง ผู้นำceo ที่เกี่ยวกับ Hr มีรูปแบบการวางแผนระยะยาว ผู้ว่าการเก่า ก็จะมีส่วนในการคัดเลือกด้วย ทำให้เป็นจุดแข็งเรื่องวัฒนธรรมองค์กร ว่าแต่ละยุคสมัยมีการคัดเลือกคนอย่างไร EX-CEO ยังคุยกะคนรุ่นรุ่นใหม่ ถือว่าเป็นจุดแข็งขององค์กร ส่วนใหญ่จะมี Pattern ในการคัดเลือกคนอยู่แล้ว สิ่งที่ตามมาคือ ข้อดีของการโน้มน้าวคน จะมีจุดเชื่อมโยงเข้ากับพนักงานได้ดี
จุดอ่อน ผู้ว่ามีแผนเรื่อง Career path หรือไม่ สอดคล้องกับฝ่าย HR หรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันยังมองไม่ชัด ว่าในกฟผ.จะมี Idol เรื่องนี้อย่างชัดเจน
ผู้บริหารมองว่ากฟผ.ควรจ้างที่ปรึกษามาทำ Hr แต่ยังไม่ถึงระดับปฏิบัติการ เพราะถือว่าเป็นความลับ แล้วแบบนี้จะมาแก้ปัญหาของพนักงานได้อย่างไร
กลุ่ม 2 ในระดับ HR ที่เป็น Function หรือ Silo จุดแข็ง จุดอ่อน คืออะไร?
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และพัฒนาบุคคล มองว่าเป็นจุดอ่อนมากกว่า เพราะยังมี Line function ไม่ชัดเจน แย่งงานกันทำ ไม่มียุทธศาสตร์ให้เป็นบุคลากรระยะยาว และลูกค้าต้องการอะไร ก็ให้ไม่ตรงจุด ความเป็นSilo คิดว่าเงินเป็นของหน่วยงานตัวเอง
ขาดการสื่อสารและประสาน และไม่มีการติดตามหลังการอบรม
ไม่มีการสร้างวัฒนธรรมในการใฝ่รู้ ถึงเวลาก็จับมาอบรม
สถานที่มีความพร้อมมากที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้
กลุ่ม 3 ใน Non-HR จุดแข็ง จุดอ่อน คืออะไร?
จุดอ่อน คือ ลูกค้าไม่รู้ว่าเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องศึกษา
ข้อมูลที่ฝ่าย HR ส่งมารู้สึกว่าเราไม่มีส่วนร่วม
Line Manager ไม่มีความรู้จริง และไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง
งบประมาณไม่เพียงพอ
ไม่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใด ไม่สนใจกฎระเบียบ และไม่รู้ว่าเป็นหน้าที่ของเรา
จุดแข็ง รู้สมรรถนะจุดแข็งของแต่ละคน
สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ลูกน้องได้
พัฒนาทีมงานให้มีความรู้เฉพาะได้
มีอำนาจตัดสินใจได้
กลุ่ม 4 เสนอแนะ 3 เรื่องที่จะปรับปรุงให้ทั้ง 3 ฝ่ายทำงานร่วมกันเรื่อง HR อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ
เรื่องที่ต้องทำงานร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ กลยุทธ์งานบุคคล
สร้างจิตวิญญาณ สร้างค่านิยม จริยธรรม ในการทำงาน เพื่อให้เป็นคนดี
การฝึกอบรม ในการพัฒนาผู้นำ ด้านระบบสาง ระบบการผลิต เรื่องที่ยังอ่อนคือ เรื่อง Social Innovation
ควรคิดเรื่อง Career path succession plan คือการสืบทอดตำแหน่งร่วมกัน
กลุ่ม 5 หลักสูตรนี้ช่วยทำให้งานของ HR โดยใช้ตัวละครทั้ง 3 กลุ่มดีขึ้นอย่างไร?
มองเรื่องวงกลม 3 วงกลม ให้เป็นเรื่องของ CEO HR และ NON HR
Hr เป็นเรื่องของการจัดสรรบุคลากรให้เข้ามาอยู่ในองค์กร และต้องให้การอบรม ต้องมีการปรับระเบียบให้คล่องกับการทำงานมากขึ้น
มุ่งให้เขาทำงานอย่างไร โดยการสร้างแรงจูงใจ
Non hr ควรคิดเรื่องการสื่อสาร สื่อสาร 2 ทางให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ร่วมกัน ด้วยการทำ Coaching และมองเรื่อง Value innovation value creative
การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่จะสร้างเป็น teamwork อย่างไร ทั้ง 3 กลุ่ม ควรใช้หลักการ Sคือ support และ C คือ communication
สรุปการบรรยายโดยทีมงานศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
บทบาทของ Regulator และ Energy Tax กับการทำงานของ กฟผ.
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
สามารถเข้าไปดูเรื่องกฎหมายได้ที่ www.erc.or.th
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มีเหตุผลในการประกาศใช้คือ
- มีประสิทธิภาพ
- มีความมั่นคง
- เพียงพอและทั่วถึง
- คุณภาพได้มาตรฐาน
- ตอบสนองความต้องการภายในประเทศและต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอันสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง
วัตถุประสงค์ของพ.ร.บ.
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
ทั้งหมดมีอยู่ 7 คน จะเริ่ม 1 กุมภาพันธ์ 2557 จัดขึ้นเพื่อดูแลกำกับกิจการพลังงาน เป็นคนรักษากฎหมาย
วิสัยทัศน์และพันธกิจ
ต้องทำแล้วเป็น Benchmark กับองค์กรอื่นได้ และต้องทำให้เป็นที่รู้จักในระดับอาเซียน หลังจากเปิดตลาด AEC ก็จะมีการขายไฟไปต่างประเทศได้ ซึ่งปัจจุบันซื้อไฟจากลาวมากที่สุด เพราะมีนักลงทุนไปสร้างโรงไฟฟ้าที่ประเทศลาว
คนบริหารงานเรื่องไฟฟ้าในอาเซียน ต้องประชุมแล้วตกลงกันว่าในส่วนเรื่องของพลังงานจะมีการทำอะไร และมีข้อตกลงอะไรบ้าง
ค่านิยมของกกพ. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน) คือ TRUST
T = Trust ความเชื่อมั่น
R= Realiability and Consistency ความน่าเชื่อถือ และเที่ยงธรรม
U= Unity ความเป็นเอกภาพ
S= Social Accountability ความเชื่อมั่นของสังคม
T= Transparency and Independence อิสระและโปร่งใส
ผลลัพธ์ที่จะได้รับจากยุทธศาสตร์
รัฐบาล จะได้ประโยชน์ดังนี้
- ประเทศมีพลังงานเพียงพอ เชื่อถือได้ และปลอดภัย
- ราคาเหมาะสม
- ลดต้นทุนในการใช้พลังงาน
- สนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึง
หน้าที่และบทบาทของ กกพ.
1.การบริการ
2. การประกอบกิจการ
3. การมีส่วนร่วม
การอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน
ใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า
- ผลิตไฟฟ้า
- ระบบส่งไฟฟ้า
- จำหน่ายไฟฟ้า
- ควบคุมระบบไฟฟ้า
ใบอนุญาตประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ
- ขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ
- จัดหาและค้าส่ง
- ค้าปลีกผ่านระบบจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ
- เก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซ คือ LNG ต้องทำให้เย็นก่อนซึ่งมีอุณหภูมิ -100 องศาเซลเซียส
มีการวางแผนล่วงหน้า5 ปี แล้วประเมินว่าจะเก็บเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม ซึ่งจะน้อยว่ากทช 2% การคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน
- ให้ผู้ใช้ได้ใช้พลังงานอย่างทั่วถึง
- เปิดโอกาสให้ผู้ใช้พลังงานเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
- เพื่อคุ้มครองผู้ใช้พลังงานกรฯๆได้รับความเสียหาย
มาตรการทางภาษีเกี่ยวกับพลังงานในต่างประเทศ
- ตรากฎหมาย Tax credit เพื่อให้เครดิตภาษีแก่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
- มีระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ
- การใช้วัสดุที่นำมาใช้ใหม่
- มีระบบการหมุนเวียนภายในโดยไม่ใช้เครื่องปรับอากาศ
การจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
วัตถุประสงค์
Regulator กับการทำงานของ กฟผ.
- การผลิตไฟฟ้าให้พอเพียงกับความต้องการไฟฟ้า
- การผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
- การรับซื้อไฟฟ้าอย่างเป็นธรรม
- การสั่งจ่ายการผลิตไฟฟ้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม
- การจำหน่ายไฟฟ้าให้กับระบบจำหน่ายมีความมั่นคง ปลอดภัย และมีมาตรฐานการบริการที่ดี
- การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงาน ตามข้อกำหนดที่เป็นไปตามหลักการของพระราชบัญญัติฯ
- การจัดทำแผน PDP แผนการลงทุน แผนการขยายโครงข่ายไฟฟ้า
- การรายงานข้อมูลที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลของ Regulator
- การนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า
- การดำเนินการเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)
สรุปการเรียนรู้ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2555
วรวิทย์ รวีนิภาพงศ์
15 พค.55-18 พค.55
หลักสูตรใน 4 วันนี้ เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ได้ความรู้มากมาย เริ่มตั้งแต่ ฟังท่าน ผวก. สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ พูดในเรื่องได้อะไรจากโครงการพัฒนาผู้บริหาร EADP รุ่นที่ 2 นั้น ทำให้ฝึกคิดให้ใหญ่กว่าตำแหน่งที่เราเป็นอยู่ทุกๆด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาด สังคม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆในมุมมองที่กว้างขึ้น องค์กรที่จะขับเคลื่อนได้ ต้องสร้างทุนองค์กร ด้านทุนมนุษย์ การจะเป็นผู้นำไม่ได้ต้องการเฉพาะสมอง หรือสติปัญญาอย่างเดียว ต้องให้คิดถึงส่วนรวม ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่ทำงานคนเดียว แต่ต้องทำงานเป็นทีมและ เพิ่มขีดความสามารถด้านธุรกิจ
สอดคล้องกับเรื่องผู้นำการเปลี่ยนแปลง ชี้ให้เห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดขององค์กร/คน คือ ผลงาน หรือ Performance ซึ่งได้จาก Competency คือ ความรู้ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ ความพร้อมที่จะสร้างผลงาน และ Motivation คือ สร้างแรงจูงใจ ผู้นำที่ดี ต้องมีบทบาทอย่างไร สำคัญคือต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้เป็นผู้นำที่ดีก่อน
สำหรับ Panel Discussion หัวข้อต่างๆ ทั้ง 2 วัน ได้ความรู้ แนวคิด และมุมมองด้านต่างๆ ทั้งเรื่องนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต ทิศทางพลังงานกับการทำงานของ กฟผ. นวัตกรรมทางสังคมเพื่อชุมชน ซึ่งผู้เข้าอบรมได้ร่วมกันถามและให้ความเห็นด้วยนั้น เป็นสิ่งที่จะต้องนำมาใช้ปรับปรุงการทำงานเพื่อให้เข้าถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ของ กฟผ. เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน
ท้ายสุดผู้นำที่ดีต้องเรียนรู้ ใฝ่รู้ เก่งงาน เก่งคน มีศิลปะในการบริหารความขัดแย้ง มองบวก และกล้าตัดสินใจบนความถูกต้อง
พลังงานกับเศรษฐกิจไทย
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์
เค้าโครงการบรรยาย
ปัญหาพลังงานของโลก
- โลกใช้น้ำมันมากขึ้น และจะมีราคาแพงขึ้น และหาได้ยากขึ้น
- พลังงานที่สะอาดก็มี แต่ก็ยังแพงและมีข้อจำกัดมาก
- เป้าประสงค์สูงสุด คือ ใช้พลังงานสะอาด
พลังงานกับเศรษฐกิจไทย
- น้ำมันเป็นพลังงานทีสำคัญที่สุด
- ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานสำคัญรองจากน้ำมัน
- ไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ โดย30% นำเข้าแก๊สธรรมชาติจากพม่า
- ไทยต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ
- เศรษฐกิจไทยพึ่งพลังงานในอัตราเพิ่มขึ้น
ปัญหาพลังงานของไทย
- ไทยมีก๊าซธรรมชาติเอง แต่ไม่พอใช้จึงต้องนำเข้า แต่ราคาแพงขึ้นตามราคาน้ำมัน
- ไม่มีใครต้องการมีบ้านใกล้โรงไฟฟ้า (แต่ทุกคนต้องการไฟฟ้า)
- ความต้องกาการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี
- รัฐบาลยังอุดหนุนราคาน้ำมันบางประเภท ทำให้มีการใช้พลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ปัญหาเกี่ยวกับนโยบายราคาน้ำมันของไทย
- ผลของการตรึงราคาปลีกไว้ต่ำ
- การตรึงราคาขายปลีกไว้ต่ำก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่อง
- ผลิตภัณฑ์น้ำมันมีราค่าขายปลีกแตกต่างกันมากเกินไป
- พึ่งพาเชื้อเพลิงในประเทศให้มากขึ้น
- พึ่งพาไฟฟ้าจากเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว ซึ่งมีต้นทุนค่อนข้างต่ำ
แนวทางการแก้ปัญหาของไทย
- ใช้ถ่านหินนำเข้ามากขึ้น
- ใช้พลังงานนิวเคลียร์ แต่ค่าใช้จ่ายสูง และยังไม่แน่นอนเรื่องความปลอดภัย แต่ข้อดี คือ เป็นพลังงานที่สะอาด ซี่งรัฐบาลไทยเลื่อนแผนออกไปอีก 3 ปี เป็นพ.ศ. 2566 จากเดิมพ.ศ. 2563
- ใช้พลังงานชีวมวล
- ใช้พลังงานหมุนเวียน ข้อจำกัดยังมีคือ ต้นทุนสูง และวัตถุดิบมีจำนวนจำกัด อย่างไรก็ตาม ต้นทุนมีแนวโน้มว่าจะลดลง แต่อาจจะต้องใช้เวลา
มาตรการส่งเสริมพลังงานทดแทน
- ใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงานเข้ามาช่วยเรื่องอุปกรณ์ และเรื่องการประหยัดไฟฟ้า
มาตรการราคาพลังงาน
- ควรสะท้อนทุนที่แท้จริงเพื่อที่จะส่งเสริมประสิทธิภาพกาใช้พลังงาน
- ควรมีการแทรกแซงของรัฐน้อยที่สุด
- เสนอโครงสร้างราคาน้ำมันที่เหมาะสม ซึ่งต้องพิจารณาไปตามองค์ประกอบ ได้แก่ ราคา ณ โรงกลั่น ภาษีต่างๆ ค่าการตลาด กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
โครงสร้างราคาน้ำมันที่เหมาะสม
- ให้เก็บภาษีโดยคำนึงถึงต้นทุนมลพิษจากคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นทุนจากการสร้างถนน ต้นทุนจากการจราจรแออัด ต้นทุนจากอุบัติเหตุ
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนที่หนึ่ง เพื่อการอุดหนุนไขว้ระหว่างผลิตภัณฑ์น้ำมันต่างๆ
ส่วนที่สอง เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาขายปลีก ในช่วงที่น้ำมันโลกผันผวนมากๆ
- ช่วงห่างของราคาขายปลีก พิจารณาจาก การใช้ทดแทนกันได้ระหว่างผลิตภัณฑ์น้ำมันต่างๆ
- ควรมีช่วงห่างระหว่างราคาของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังนี้
ราคาเบนซิน 91 ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ไม่น้อยกว่าลิตรละ 5-6 บาท
ราคาเบนซิน 91 ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ไม่น้อยกว่าลิตรละ 3 บาท
ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ประมาณลิตรละ 2-3 บาท
ข้อเสนอชดเชยเกี่ยวกับราคาก๊าซหุงต้ม
- ทำอย่างไรจึงจะชดเชยให้เฉพาะครัวเรือนยากจน โดยไม่มีการลักลอบถ่ายเท และคนจนจะได้รับประโยชน์จริงๆ
- เสนอให้ใช้ระบบคูปอง: แจกคูปองให้ครัวเรือนยากจนเพิ่อใช้แลกซื้อ LPG บรรจุถังในราคราที่ถูกกว่า
คำถาม
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ตอบว่า แน่นอนว่าแก๊ส LPG จะแพง เนื่องจากว่า ปตท. ผูกขาดรายเดียว แต่หากในอนาคต มีเอกชนทำโรงไฟฟ้า LPG เช่นกัน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะทำให้มีราคาถูกลง และมีประสิทธิภาพในการผลิต และการใช้ดีขึ้น เนื่องจากต้องเปิดให้มีการแข่งขันด้วย ทำให้มีทางเลือกสำหรับการใช้เชื้อเพลิงดีขึ้น และขายใครก็ได้ ไม่ใช่ขายให้กฟผ.เท่านั้น
2. ระบบขายน้ำมันของ ปตท. ที่ปิดตัวลงหลากที่ เงินรายได้ของปตท.ที่มาจุนเจือ มาจากแก๊สใช่หรือไม่
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ตอบว่า ส่วนหนึ่งมาจากการผลิตแก๊ส แล้วนำกำไรไปจุนเจือปั๊ม
3. ต้องการเอารถไปติดแก๊สดีหรือไม่
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ตอบว่า คุ้มมาก1-2 ปีก็คุ้มแล้ว แม้จะไปติดเป็น LPG ก็ตาม แต่หากเปลี่ยนเครื่อง แล้ววิ่ง 1 ปี ไม่เกิน 20,000 กม จะไม่คุ้ม
4. ราคาน้ำมัน มักจะไปเกาะกับราคาอาหารด้วยควรจะทำอย่างไร
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ตอบว่า ราคาอาหารมักจะแพงขึ้นด้วยในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ต้องยอมรับบ้าง
วันที่ 15 พค.55 ผู้ว่าการสุทัศน์ ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “ประสบการณ์เรียนรู้ในรุ่นที่2 ของข้าพเจ้า กับการปรับใช้เพื่อบริหารกฟผ.ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง” ท่านพูดได้ดีมากๆว่าการเป็นผู้นำองค์กรต้องการด้านกว้าง และยิ่งสูงขึ้นเท่าไร ศาสตร์ที่ใช้ในการตัดสินใจก็มากขึ้น กว้างขึ้น ผวก.เองก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นผวก. คือทำงานโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นอะไร ท่านแนะว่าเราต้องพัฒนาตนเองให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา หลักสูตรของ อ.จีระจะเชิญกูรูด้านต่างๆมาให้ความรู้ อ.จีระท่านมี Network กว้างขวางมาก และที่สำคัญมากคือ ท่านผวก. ให้มองถึงประเทศชาติมากกว่าองค์กร ต้องคิดให้ใหญ่ มองในเรื่องเศรษฐกิจ, สังคม , แนวคิดของ NGO, การเงิน,การวางแผน และปํญหาของ กฟผ. ยังมีอยู่ ในด้าน HR. คือ
ดังนั้นระบบ HR.ต้องมีการปรับปรุง มี การคิดว่าจะใช้ Competency อะไรรองรับ ประเมินให้เห็น Gap ของตัวเองพัฒนาให้ดีขึ้น มีระบบ Coaching มีการ Rotate มองคนเป็น Asset ผู้นำต้องมีคุณธรรม และจริยธรรม ไม่งั้นองค์กรอาจพังได้ด้วยผู้นำเพียงคนเดียว เช่น ผู้นำฉ้อโกง หรือ ตัดสินใจบนความเสี่ยงที่สูงไป
ในอนาคต กฟผ. ต้องสามารถสร้างความเข้าใจ สื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างเหมาะสม มีความสามารถดำเนินธุรกิจ อาจไปลงทุนในต่างประเทศ
ผวก. ได้ฝากข้อคิดไว้ ซึ่งดีมากว่า “ การจะเป็นผู้นำ ไม่ได้ต้องการเฉพาะสติปัญญา แต่ต้อง Smart และหัวใจต้องคิดถึงส่วนรวม คนที่เรานับถือไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่มีจิตใจที่ดีมีลักษณะที่รวมจิตใจของผู้คนได้ บางจุดต้องอดทน สร้างการยอมรับ มีบารมี ต้องพูดแล้วคนเชื่อ มีมุมมองที่คิดถึง Stakeholder เชื่อว่าทุกคนรักองค์กร ต้องเตรียมพร้อม แต่อย่าคาดหวังมาก เมื่อได้รับโอกาสต้องพร้อม”
ครับ ตรงใจมากครับ ทำให้นึกถึง Mindset ที่ อ.จีระให้อ่าน ว่า ความเฉลียวฉลาดฝึกได้ ต้องมีกรอบความคิดที่เป็นบวก สำคัญคือมีจิตใจที่ดีและมีคุณธรรม
และในช่วงเช้าต่อด้วย “ผู้นำ-วัฒนธรรมองค์กร-การบริหารการเปลี่ยนแปลง” โดยอ. ประกาย ชลหาญ ซึ่งท่านได้สอนถึงการเป็นผุ้นำท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งวิเคราะห์ได้ดีว่า เราอยู่ในองค์กรได้ด้วยผลงาน (Performance) โดยมีส่วนสำคัญในการผลักดัน 2 ส่วน คือ 1. Competency 2. Motivation ถ้าขาด Motivation จะทำให้เราซังกะตาย ไม่อยากทำงาน วัฒนธรรมองค์กรก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้าง Motivation จะจูงใจคนต้องเอาผู้รับเป็นตัวตั้ง อย่าคิดเอาเอง
ผู้นำที่ดี ต้อง 1. เป็น Path Finder -หาแนวทางให้ลูกน้องเดิน
2. สร้าง Alignment ในองค์กร –หาความเชื่อมโยงไม่ให้คนเดินหลงทิศ
3. มี Empowerment-กระจายอำนาจ มอบอำนาจ
4. เป็น Roll Model-ตัวอย่างที่ดี
ผู้นำต้องบริหารการเปลี่ยนแปลง ต้อง Forecast ให้ได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ภายใน และภายนอก ต้องเปลี่ยนก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน
หัวใจของการเปลี่ยนชีวิตอยู่ตรงนี้ครับ
“ถ้าเปลี่ยนความคิด ก็จะเปลี่ยนความเชื่อ
ถ้าเปลี่ยนความเชื่อ ก็จะเปลี่ยนความคาดหวัง
ถ้าเปลี่ยนความคาดหวัง ก็จะเปลี่ยนทัศนคติ
ถ้าเปลี่ยนทัศนคติ ก็จะเปลี่ยนนิสัย
ถ้าเปลี่ยนนิสัย ก็จะเปลี่ยนการกระทำ
ถ้าเปลี่ยนการกระทำ ก็จะเปลี่ยนชีวิต”
ช่วงบ่ายเรื่อง “เศรษฐศาสตร์พลังงาน” โดย ศ.ดร. พลายพล คุ้มทรัพย์ ได้บรรยายเรื่องปัญหาพลังงานของโลก และของประเทศไทย ทำให้เข้าใจมากขึ้นในเรื่องปัญหา และแนวทางการแก้ไข และทิศทางของพลังงานของประเทศไทย โดยพลังงานของไทยยังต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ไทยมีก๊าซธรรมชาติเองแต่ไม่พอใช้ และการผลิตกระแสไฟฟ้าอาศัยก๊าซธรรมชาติมากเกินไป(70%) และปัญหาหลักอีกอย่างคือไม่มีใครต้องการโรงไฟฟ้าไว้ใกล้บ้าน ทำให้สร้างโรงไฟฟ้าได้ยากขึ้น และดูเหมือนนโยบายพลังงานของไทยก็ยังไม่ลงตัว ไม่สมบูรณ์นัก แนวทางแก้ปัญหาพลังงานของไทยเน้นไปทางพึ่งพาต่างประเทศ ทั้งการซื้อไฟฟ้า และเชื้อเพลิง การมุ่งไปสู่พลังงานนิวเคลียร์ ก็ยังไม่ได้การยอมรับจากประชาชน ทำให้วิกฤติพลังงานเด่นชัดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พลังงานหมุนเวียนก็มีปริมาณน้อย พึ่งพาเป็นหลักไม่ได้
วันที่ 16 พค. 55 เรื่อง “ผลกระทบของแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ต่อนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคตของ กฟผ.” โดย ดร. กมล และ ศ.ดร. ปณิธาน ได้ให้ความรู้ในเรื่องแผ่นดินไหว และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ว่าแผ่นดินไหวยังไม่สามารถทำนายได้ และการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยต้องเลื่อนออกไปอีก เร็วที่สุด คือ ปี 2026 เนื่องจากผลกระทบจากสึนามิต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ไทยอาจล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม, มาเลเซีย ในเรื่องการพัฒนาพลังงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และประเทศไทยอาจต้องดับไฟฟ้าเป็น Zone ก็ได้ ถ้าความต้องการไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ทุกปี และไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมารองรับได้
ช่วงบ่ายเป็นเรื่องทิศทางพลังงานกับการทำงานของ กฟผ. โดย อดีตผวก. ไกรสีห์ และ รวห. วิรัช โดย อดีต ผวก. ได้กล่าวถึง เรื่องการเปลี่ยนแปลงว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องมี ในอดีต กฟผ. ทำเองหมด วางแผน ,ผลิต ดดยเมื่อก่อนขึ้นกับสำนักนายกฯ ปัจจุบันย้ายมาสังกัดกระทรวงพลังงาน นโยบายก็เปลี่ยนจากอดีต มี Regulator กำกับดูแล กฟผ.ผลิต 50% เอกชนผลิต 50% ปัญหาของ กฟผ.ก็คือ ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าแพงกว่าเอกชน หรือ กฟผ.สร้างโรงไฟฟ้าไม่ได้แต่เอกชนสร้างได้ คนในชุมชนก็เปลี่ยนไป มีการตื่นตัวมากขึ้น ถ้ามีอะไรมากระทบ หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตเขา ก็จะคัดค้าน ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงชุมชน และสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าขนาดเล็กเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน รัฐมีนโยบายที่ชัดเจน ว่าต้องมีพลังงานทดแทน 25% ควรมองด้าน Demand Side ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ ต้องเป็น Environmental Friendly
โจทย์คือทำอย่างไรให้คนไว้วางใจ กฟผ. (Trust) ต้องทำให้วิถีชีวิตของชุมชนดีขึ้น ขาไปพบและคลุกคลีกับคนทุกกลุ่ม ให้ความมั่นใจว่าจะไม่ทำลายวิถีชีวิตของชุมชน ถ้ามีปัญหาในอนาคตที่เกิดจาก กฟผ.ก็พร้อมจะรับผิดชอบ และมีเงินกองทุนให้
ท่านอดีต ผวก. ไกรสีห์ ได้ให้ข้อคิด และข้อเสนอแนะไว้เป็นประโยชน์อย่างมาก จากประสบการณ์ และมุมมองของท่านต่ออนาคตของกฟผ. ซึ่งแสดงว่าท่านก็ยังห่วงใยกฟผ.และผูกพันอยู่ไม่คลาย
รวห. วิรัช กล่าวว่าทิศทางพลังงานของประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี แหล่งพลังงานลดลง เชื้อเพลิงในประเทศน้อย การสร้างโรงไฟฟ้าถูกคัดค้าน โดย ชุมชนบางกลุ่ม และNGO ด้านเทคนิคไม่น่าห่วง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ เรื่องการคัดค้าน การยอมรับในสังคม ต้องแก้ปัญหาที่สังคมและชุมชน ในปี2558-2559 ไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบเลย น่าเป็นห่วงว่ากำลังผลิตสำรองจะพอหรือไม่ ควรเน้นในเรื่องของ Demand Side Management ด้วย และเราควรพิจารณาโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศด้วยว่า จะยังเป็นประเทศอุตสาหกรรมอยู่ไหม เพราะขณะนี้ผลิตไฟฟ้า 100 ใช้ในอุตสาหกรรม 50 ธุรกิจ 20 ที่อยู่อาศัย 20 อื่นๆ 10 และกฟผ.ก็ยังถูกโจมตีมาก ถึงแม้ว่าอากาศที่แม่เมาะดีกว่าทุกจุดในกรุงเทพฯ แต่ทุกครั้งที่โจมตีเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินก็จะกล่าวถึง โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทำให้ตอนนี้เราต้องบริหารความจริง และบริหารความเชื่อ เพราะความจริงคือเทคโนโลยีสะอาดแล้วแต่คนไม่เชื่อ โจทย์ คือ กฟผ.ต้องสร้าง Trustให้ได้ ซึ่งอาต้องใช้เวลานาน และต้องอดทน เสียสละ รับผิดชอบต่อสังคม โดยสร้าง Trust ให้เห็นว่า กฟผ.มีความรับผิดชอบ และจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้า แต่ให้ความเชื่อมั่นว่าจะดำเนินการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน
ซึ่งท่านก็ได้ให้ข้อมูลและแนวคิดในการแก้ไขไว้ดีมาก ผมคิดว่าการบริหารความเชื่อของคนก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางครั้งคนเชื่อในเรื่องต่างๆโดยไม่ดูข้อเท็จจริงมาสนับสนุน เป็นมายาคติอย่างหนึ่ง ซึ่งเราก็มีหน้าที่ละลายความเชื่อนั้นให้ได้ อาจจะใช้เวลานาน อดทน เสียสละอย่างที่ท่านบอก แต่ก็ต้องตั้งมั่นไว้เหมือนที่ผวก.สุทัศน์ท่านบอกให้นึกถึงประเทศชาติให้มาก
ช่วงเย็น เรื่อง Trendy Technology and Social Medias for EGAT Executive โดย ดร. วิรัช
ซึ่งได้บรรยายเรื่อง IT Technology ว่ามีทิศทางอย่างไร แนวโน้มเป็นอย่างไร ปัจจุบันก้าวหน้าไปอย่างไร และอนาคตจะเป็นอย่างไรการเป็นผู้นำยุคใหม่ควรทำอย่างไร เช่น ให้รางวัลคนที่ทำผิดพลาด ให้พนักงานเสนอโครงการเอง ให้มี Leadershipทำงานร่วมกัน ต้องพัฒนา Vision,Mission,Passion มีการบริหารแบบ Bottom-up บ้าง
วันที่ 17 พค.2555 ช่วงเช้า เรื่อง High Performance Organizationที่ กฟผ. โดย ดร. สมโภชน์ และ อ. สมชาย อ.สมชายกล่าวถึงบทบาทของ Tris ว่ามีเป้าหมายในการปรับปรุงประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ ทำให้บริหารได้ดี และผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น และหัวใจขององค์กรที่จะเป็น HPO หรือไม่นั้น อยู่ที่People ไม่ใช่อยู่ที่ Process เพราะคนเป็นผู้ drive process คนที่เป็น Leader ต้องมี Vision และ Inspire ต้องเร้าใจให้คนในองค์กรอยากทำงาน ทุกคนต้องเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรและขับเคลื่อนร่วมกัน การเป็น HPOจากวัฒนธรรมแบบเดิมๆ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ต้องสร้าง Trust ในทุกระดับ มีการให้รางวัลเป็นทีม (Team Based Reward) การให้แรงจูงใจบุคคลโดยโยงกับ KPI จะล้มเหลว เพราะ เกิดความแตกแยก มีการแต่งข้อมูล หัวหน้าต้องสื่อสารกับลูกน้องชัดเจน Organization ต้องร่วมมือกันทั้งองค์กร ตัวชี้วัดในองค์กรไม่ควรมีมากเกินไป
อ.สมโภชน์ เห็นว่า HPO ต้องสร้างโดยทีมงานที่เข้มแข็ง ต้องพัฒนาที่คน มีทั้ง Tangible และ Intangible , Visible และ Invisible ต้องทำงานเป็นทีม (team Spirit) KPI เป็นการวัดแค่ Tangible
จริงๆแล้วคนในองค์กรมี 3 กลุ่ม คือ Cream20-25%, Average50-55% , Bottom20-25% แต่เราออกกฎมาหวังบังคับ Bottom เลยกระทบคนส่วนใหญ่ไปด้วย คนที่เป็นผู้นำต้องออกกฎให้คนส่วนใหญ่ แล้วอัดพวกBottom ที่ไม่ทำงานให้ปฏิบัติตามกฎ งานต้องมีเป้าหมายชัดเจน และมีการสร้าง Shared Value
หลักการบริหารคือคนที่เป็นหัวหน้าต้องมอบหมายงาน และให้อิสระ แต่มี Commitment ร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมกัน การเป็นผู้นำเป็นการนำคน ไม่ใช่นำงาน องค์กรต้องช่วยคนให้ค้นหาตนเองให้เจอ ดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นออกมาใช้ให้เต็มที่ ถ้ามีจุดอ่อนด้านไหน ให้เติม ควรพัฒนาคนโดย Learning By Doing
ช่วงบ่าย เป็นการอภิปรายเรื่อง “นวัตกรรมทางสังคมเพื่อชุมชน(Social Innovation)กับการทำงานของ กฟผ.” ครูบาสุทธินันท์ พูดถึงสังคมที่เปลี่ยนไป ปัญหาเปลี่ยนไป นวัตกรรมทางสังคมมีความสำคัญกับการทำงานในอนาคต ครูบาท่านมีนวัตกรรมด้านการเกษตรมากมาย รวมทั้งการสร้างNetwork ผ่านระบบ IT ชนิดที่คนรุ่นใหม่ต้องอายเลยทีเดียว ท่านพูดไว้ดีมากเกี่ยวกับกับชุมชนและสังคม ว่าการบริหารองค์กรให้เจริญแบบยั่งยืน ต้องมีชีวิตชีวา ยิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข ร่วมหัวจมท้าย พูดเพราะ จริงใจกับลูกน้อง เป็นเสน่ห์ และกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ท่านยังบอกว่าคนไทยมีหน้าที่ ในการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และดูแลสังคม เราต้องมีความจริงใจเข้าหาชาวบ้าน ต้องดูว่าเขาได้ประโยชน์อะไร ต้องคุยเรื่องประโยชน์ของเขาก่อน จึงจะนั่งในหัวใจชาวบ้านได้ ท่านพูดได้ดีมากครับ และตรงประเด็นจริงๆ
ดร.เสรี พูดถึงสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนไปด้วย สังคมเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าปรับตัวไม่ได้ไม่รอด ขณะนี้โลกกำลังโหยหาการฟื้นฟูธรรมชาติ เรื่องที่สำคัญคือ อาหาร พลังงาน และความรู้ ยุคนี้เป็นยุคแห่งความรู้ ถ้าทำให้สังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ก็จะแก้ปัญหาชีวิตได้ ชุมชนที่เข้มแข็งเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และพึ่งพาตนเองได้ เราจะทำอย่างไรให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ เห็นด้วยกับดร.เสรีครับว่าต้องทำให้ชุมชนมีวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และพึ่งพาตนเองไม่ต้องใช้เงินมาก ชีวิตในชนบทเป็นชีวิตที่มีความสุขอยู่แล้วเพียงแต่เติมความรู้เข้าไป
รวค. ธวัช ท่านว่าไว้ดีมาก คือ กฟผ.ต้องเป็น Social Based แทนที่จะเป็น Technical Based เหมือนที่เคยเป็นมา แต่เป็นเรื่องใหญ่พอสมควร เพราะต้องเปลี่ยน Paradigm Shift ของคนจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้เวลาครับ เพราะกฟผ.เป็นองค์กรที่ทำงานด้านเทคนิค แต่ผมเห็นว่าควรเป็นทั้ง Technical และ Social Based ครับ จะทิ้งทางเทคนิคไม่ได้ เพราะเป็นรายได้ของเรา และเป็นจุดแข็งของเราด้วยครับ แต่เราต้องทำฝานด้านสังคมมากขึ้น
ดร.จีระ สรุปว่า
ช่วงเย็น เรื่อง “การบริหารความขัดแย้ง การเจรจาต่อรอง และเทคนิคการตัดสินใจของผู้บริหารมืออาชีพ” โดย อ.สุขุม ท่านสอนได้สนุกมาก ไม่เครียดเลย หัวเราะตลอด ท่านยกตัวอย่างได้ดีมากทั้งสนุกและเข้าใจ โดยท่านชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งมีทั้งส่วนตัว และส่วนรวม การขัดแย้งส่วนตัวนั้นไม่ดี ส่วนรวมนั้นดี แต่ต้องระวังไม่ให้ความขัดแย้งส่วนรวมกลายเป็นความขัดแย้งส่วนตัว
ความขัดแย้งมี 3 ประเภท คือ 1. บุคคล กับ บุคคล 2. บุคคลกับ องค์กร 3. หน่วยงาน กับหน่วยงาน
โดยมีสาเหตุมาจาก 1. อิจฉา ริษยา 2. เอารัดเอาเปรียบ เราในฐานะผู้บริหารต้องพยายามลดความขัดแย้งลง โดยการพูด สื่อสารให้เข้าใจ ติดตามความเปลี่ยนแปลงขององค์กร ข้ามไปฟังความเห็นของหน่วยงานอื่นบ้าง
การตัดสินใจถือว่าเป็นคุณสมบัติของนักบริหาร ควรตัดสินใจได้เร็ว และถูกต้อง ซึ่งต้องมี 1. แม่นกฎระเบียบ 2. ลดความเกรงใจ 3. ไม่โอ้อวด องค์ประกอบของการตัดสินใจ คือ ข้อมูล,ประสบการณ์,การคาดการณ์,ผลกระทบ,สถานการณ์ การวิเคราะห์การตัดสินใจต้อง 1.ถูกต้อง 2. ถูกใจ 3.ถูกจังหวะ
ที่ชอบมาก คือที่อ.สุขุมสอนว่านักบริหารอย่าตายเพื่อความถูกต้อง อันนั้นเป็นนักอุดมการณ์ ต้องทำให้ถูกใจและถูกจังหวะ อันนี้เอามาใช้ประโยชน์ได้มากครับ
วันที่ 18 พค.2555 อ. จีระ เห็นว่าหน่วยงาน HR เป็นแบบ Silo และ Function Line Manager, Non – HR ควรมีบทบาทมากขึ้นต้องมีผลประกอบการ และความสุข เพิ่มขึ้นอนาคต กฟผ. เปลี่ยนไป HR Function อย่างเดียวทำไม่สำเร็จและ Non – HR ก็ต้องช่วยหรือเสริม CEO ให้สนใจเรื่องนี้ด้วย Stakeholders อื่น ๆ เช่น NGOs นักวิชาการ หรือชุมชนก็อาจจะมาช่วยด้วย กฟผ.ควรมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นที่ปรึกษาแทนที่จะจ้างฝรั่งแพงๆความหวังของกฟผ. คือเข้ากับชุมชนให้ได้ และวิทยุชุมชน ก็ต้องจับมือกับกฟผ.ให้ได้ ต้องเปลี่ยนให้เป็น SocialEnterpriseให้ได้ การมองลูกน้องต้องมองทั้ง Invisible และ Intangible คือมองทั้งข้างในและข้างนอก มองคุณค่าและให้โอกาสลูกน้องด้วย
มีการ Workshop 5กลุ่ม ในเรื่องจุดแข็ง จุดอ่อน เรื่อง HR ของ Leaders/CEO (ผู้ว่า ฯ รองผู้ว่า) ,HR ที่เป็น Function หรือ Silo ,Non-HR และข้อเสนอแนะ ที่จะปรับปรุงให้ทั้ง 3 ฝ่ายทำงานร่วมกันเรื่อง HR อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ และหลักสูตรนี้ช่วยทำให้งานของ HR ดีขึ้นอย่างไร? ซึ่งแต่ละกลุ่มได้ระดมสมอง ความคิดได้อย่างดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงต่อไป
ช่วงบ่ายเรื่อง “บทบาทของ Regulator และ Energy Tax กับการทำงานของ กฟผ.”โดย ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ซึ่งท่านได้อธิบายถึงเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศและต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอันสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีวัตถุประสงค์คือ
โดยมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน7 คนเริ่มเมื่อ 2557 จัดขึ้นเพื่อดูแลกำกับกิจการพลังงาน เป็นคนรักษากฎหมายทำให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอ เชื่อถือได้ และปลอดภัย ราคาเหมาะสม ลดต้นทุนในการใช้พลังงาน และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึง มีหน้าที่ในการอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน การอนุญาตประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
Regulator มีบทบาทเกี่ยวข้องกับ กฟผ. คือ กำกับดูแลให้กฟผ.ผลิตไฟฟ้าให้พอเพียงกับความต้องการไฟฟ้า,มีประสิทธิภาพ,มีการรับซื้อไฟฟ้าอย่างเป็นธรรม ,การสั่งจ่ายการผลิตไฟฟ้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม ,มีการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับระบบจำหน่ายมีความมั่นคง ปลอดภัย และมีมาตรฐานการบริการที่ดี,มีการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงาน ตามข้อกำหนดที่เป็นไปตามหลักการของพระราชบัญญัติฯ,มีการจัดทำแผน PDP แผนการลงทุน แผนการขยายโครงข่ายไฟฟ้า,มีการรายงานข้อมูลที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลของ Regulator ,การนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า และการดำเนินการเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)
ซึ่งนับว่าRegulator มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการทำงานของ กฟผ. กฟผ.ต้องทำงานอย่างระมัด ระวัง โปร่งใส และเป็นธรรม ที่สำคัญคือต้องอธิบาย และตอบคำถามสังคมได้ในทุกเรื่องที่ดำเนินการไปนับว่าได้รับความรู้และแนวทางการดำเนินการมากครับ
สรุปบทเรียนที่ได้เรียนรู้ 15 พฤษภาคม 2555
เป็นผู้นำระดับสูงต้องรู้กว้าง ตัดสินใจพลาดไม่ได้ ต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และคิดให้ใหญ่กว่าตำแหน่งที่ทำอยู่
ปัญาเรื่อง HR ของ กฟผ. มี 2 ประเด็น คือ Generation มี Gap มาก และไม่สามารถสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่รู้กว้างได้ เพราะมีโครงสร้างแบบ Silo
ต้นทุนที่สำคัญขององค์กรคือ ต้นทุนมนุษย์
เป็นผู้นำที่ดีต้อง Smart (มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ) ต้องมี Heart (สร้างความรักและความผูกพันในองค์กรได้) และต้องทำงานเป็นทีมได้ดี
ผู้ว่าการฯ มีความตั้งใจที่จะทำให้ “กฟผ. เป็นที่ยอมรับและเป็นที่เชื่อถือของสังคม”
2.1 งานของผู้บริหารคือ การบริหารผลการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงาน
2.2 คนจะมีผลงานต้องประกอบด้วย การมี Competency และ Motivation
2.3 ผู้นำที่ดีมี 4 บทบาทคือ กำหนดเส้นทางให้เดิน (Vision/Mission) สร้างให้เกิดการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน (Alignment) กระจายอำนาจ (Empower) เป็นตัวอย่างที่ดี (Role-Model)
2.4 การบริหารการเปลี่ยนแปลง ผู้นำที่บริหารการเปลี่ยนแปลงได้ดีคือ ผู้ที่คาดการณ์ได้เก่งโดยใช้ข้อมูล สถิติ และศึกษาสภาพแวดล้อมภายใน-ภายนอกองค์กร
2.5 GE’s Change Model : Change Acceleration Process
หากจะให้ยั่งยืนจะต้องเปลี่ยนระบบและโครงสร้างเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย (Changing System & Structures)
3.1 ปัญหาพลังานโลก โลกใช้น้ำมันมากที่สุด รองลงมาคือก๊าซ และถ่านหิน โดยน้ำมันมีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากหาได้ยากขึ้น ในอนาคตการใช้พลังงานถ่านหินมีแนวโน้มมากขึ้นจะแซงน้ำมัน ปัญหาก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน เกิดจากการใช้พลังงานฟอสซิลมาก เป้าประสงค์สูงสุดคือการใช้พลังงานสะอาด เช่น แสงอาทิตย์ กังหันลม วัสดุเกษตร พลังงานน้ำ คลื่น ความร้อนใต้พิภพ แต่มีราคาแพง
3.2 พลังงานกับเศรษฐกิจไทย / ปัญหาพลังงานไทยและแนวทางการแก้ปัญหา
สรุปประเด็นที่ได้จากการอ่านหนังสือ "จากนาซ่าสู่รากหญ้า จากรากหญ้าสู่นาซ่า"
วันนี้ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ คนเขียนชื่อ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ และครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ทำให้รู้สึกว่าเข้าใจสัจจะธรรมของโลกมากขึ้น จากการศึกษาธรรมะ และจากการศึกษาวิถีการดำเนินชีวิตและแนวคิดของปราชญ์ชาวบ้าน เรื่องบางเรื่องเรารู้อยู่แล้ว แต่ลืมมันไป เพราะสิ่งแวดล้อมรอบตัวพัดพาชีวิตเราไปให้ต้องทำตามวิถีที่ผู้อื่นทำ และอัตตาของเราที่มีมากขึ้นตามความรู้และอำนาจที่มีมากขึ้น ทำให้เราหลงลืมความจริงถึงความไม่เที่ยงแท้แน่นอนในชีวิต และบางครั้งความสุขในชีวิตก็หาได้ง่ายใกล้ตัว มิใช่สุขที่อยู่บนพื้นฐานและการไขว้คว้าให้ได้มาของลาภยศสรรเสริญ ก็รู้สึกดีมากครับที่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือดีๆอย่างนี้
บุคคลที่น่าสนใจจากการอ่านหนังสือ TIME 5 ท่านประกอบด้วย 1.Jeremy Lin เป็นนักบาสเชื้อสายจีนวัย 23 ปี มีรูปร่างส่วนสูงไม่สูงเมื่อเทียบกับนักบาสอเมริกันผิวสี แต่เขาก็สามารถฝ่านฟันเข้าไปเล่นบาส NBA ได้และทำผลงานได้ดีนำทีมสู่ชัยชนะติดต่อกันหลายครั้ง ซึ่งแต่เดิมเขาเป็นผู้เล่นสำรองเท่านั้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเททำให้เขาประสบความสำเร็จจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง 2.Angali Gopalm เป็นสตรีชาวอินเดียวัย 54 ปี ที่อุทิศตนเพื่อดูแลผู้ติดเชื้อ HIV อย่างใกล้ชิดโดยไม่รังเกียจ โดยนำไปดูแลที่บ้าน ซึ่งแม้แต่หมอและพยาบาลไม่กล้าสัมผัสไกล้ชิดกับผู้ป่วย จุดเด่นคือเป็นผู้เสียสละ 3.Sala Blakely สตรีวัย 41 ปี เป็นผู้สามารถขยายธุรกิจชุดชั้นในสำหรับผู้ชาย โดยถือเป็นนวัตกรรมใหม่ตามแนว Blue Ocean ได้นำเสนอ 200 ผลิตภัณฑ์ ใน 40 ประเทศ ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ MANX ทำให้เป็นเศรษฐินีพันล้านอย่างรวดเร็ว 4.Angela Merkel สตรีวัย 41 ซึ่งดำรงตำแหน่ง Channcellor ของเยอรมันเป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของยุโรปโซน ทั้งที่เป็นสตรีมีความเป็นผู้นำมากกว่าสุภาพบุรุษที่เป็นผู้นำในกลุ่มยุโรป 5.Oscar Pistorius เป็นนักกรีฑาชาวแอฟฟริกาใต้ ที่ไม่ท้อถอย แม้มีร่างกายพิการขาขาด 2 ข้าง แต่มีความพยายามที่จะเข้าแข่งขันวิ่ง 400 เมตร 4x400 เมตร โดยใช้ Blade ช่วยเพื่อแข่งขันโอลิมปิกที่ลอนดอนกับนักกีฬาที่มีสภาพร่างกายปกติ แสดงถึงความเป็นนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
3.ชื่อเสียง มาจากการกระทำของเราที่ผ่านมาอละเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ซึ่งบางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าได้รับการยอมรับ 4.ยอมรับความจริง ไม่ควรยึดติดอดีตและกังวลกับอนาคต รู้จักให้อภัยกับตังเองและผู้อื่นในการกระทำผิดพลาด เข้าใจในสภาพแวดล้อมของมนุษย์แต่ละคนที่มีคสามแตกต่าง
วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 หัวข้อ ประสบการณ์การเรียนรู้ในรุ่น 2 ของข้าพเจ้ากับการปรับใช้เพื่อการบริหาร กฟผ.ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง โดยคุณสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ท่านผู้ว่าการชื่นชมอาจารย์ ดร.จีระฯที่จัดทำหลักสูตรได้ดีปรับเข้ากับสถานะการณ์ที่เปลี่ยนไปเพราะอาจารย์มี Network ที่กว้างไกลสามารถเชิญอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ และได้ประสบการณ์จากการดูงานที่ออสเตรเลีย พร้อมทั้งกล่าวถึงคุณสมบัติการเป็นผู้นำ กฟผ.ต้องมีความรอบรู้ด้านกว้าง ข้ามศาสตร์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ต้องไม่ผิดพลาด ต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลา ต้องคิดใหญ่คำนึงถึงองค์กร ประเทศชาติเป็นสำคัญ ปัญหาด้านบุคลากรที่ กฟผ.ประสพมี 2 ปัญหา ได้แก่ 1.Generation ขาดช่วงเพราะขาดการรับพนักงานใหม่ในบางช่วงเป็นเวลานาน 2.ต้องสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้ทันและโครงสร้าง กฟผ.เป็น Functional มากเกินไปทำให้รู้เฉพาะด้าน แนวทางการพัฒนาบุคคลากร 1.หลักสูตรอบรมต้องเพิ่มมุมมองของผู้จะโตเป็นผู้บริหาร 2.ถ่ายปัจจัยขับเคลื่อน กฟผ.สู่ Competency 3.เพิ่มระบบ Coaching 4.พัฒนาทุนมนุษย์ให้ดี มีคุณภาพเพื่อองค์กรยั่งยืน คุณสมบัติผู้บริหาร กฟผ. 1.สามารถสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้เสียเป็นอย่างดี 2.มีมุมมองธุรกิจ 3.เป็นผู้มีบารมี เป็นที่ยอมรับทุกฝ่าย
วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 หัวข้อ ผู้นำ-วัฒนธรรมองค์กร-การบริหารการเปลี่ยนแปลง โดยอาจารย์ประกาย ชลหาญ อาจารย์ได้กล่าวถึงคนจะอยู่ได้เพราะผลงานโดยผลงานจะออกมาเพราะมี Competency และ Motivation ซึ่งการจะได้ผลงานที่ดีเราต้องเป็นหัวหน้าที่ดี ที่มีลักษณะคือต้องรู้จักตั้งคำถาม อย่าถึกเอาเอง ต้องหาข้อมูล ให้เวลากับลูกน้องเพื่อนร่วมงาน สำหรับคุณสมบัติการเป็นผู้นำที่ดีได้แก่ 1.หาแนวทางให้ลูกน้องเดิน 2.สร้างความเชื่อมโยงให้เดินไปแนวทางเดียวกัน 3.รู้จักกระจายอำนาจ 4.เป็นตัวอย่างที่ดี การบริหารการเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน สามารถคาดเดาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ ซึ่งการคาดการณ์ได้ดีจะบริหารการเปลี่ยนแปลงได้ดีด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงสามารถมาจากปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน การเปลี่ยนแปลงมี 2 แบบ 1.Top Down 2.Bottom Up อะไรสำคัญที่สุดการเปลี่ยนแปลง 1.ต้องยอมรับความซับซ้อนขององค์กร ที่มีคนมาก 2.องค์กรสมัยนี้ไม่ได้ผลักดันโดยโครงสร้างแต่ผลักดันโดยขบวนการเพราะช่วยเรื่องคุณภาพ 3.การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอื่นๆตามมา 4.เชื่อมโยงให้สอดคล้องกับนโยบายองค์กร 5.ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและใช้ประโยชน์ 6.ยอมรับผู้นำว่าเป็นมืออาชีพ เครื่องมือที่ใช้จัดการการเปลี่ยนแปลง 1.ต้องมีคนนำการเปลี่ยนแปลง 2.ต้องสร้างความรู้สึกร่วมให้ได้ 3.สร้าง Vision ให้คนมองเห็น โดยพูดให้เชื่อและยอมรับ 4.ผลักดันให้เกิดความต้องการร่วมกัน 5.ต้องเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน 6.มีการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
สรุปการอบรมระหว่างวันที่ 15-18 พค.2555 วันที่ 15 พค.2555
ประสบการณ์เรียนรู้ EADPในรุ่นที่2 ของข้าพเจ้ากับการปรับใช้เพื่อบริหารกฟผ.ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง โดย ผู้ว่าการสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์
การเป็นผู้นำต้องการความรู้ด้านกว้างมากขึ้น และยิ่งตำแหน่งบริหารสูงขึ้น ศาสตร์ที่ต้องใช้ในการตัดสินใจก็มากขึ้น กว้างยิ่งขึ้น พวกเราจึงต้องพัฒนาตนเองให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่ในระดับสูง ถึงตอนนั้นต้องพร้อมเพราะจะมีภาระหน้าที่มากมาย ไม่มีเวลาให้เตรียมตัวได้อีก กฟผ.มีจุดแข็งที่บุคคลากรมีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านสูง แต่ก็เป็นจุดอ่อนในตัวเองที่ขาดความรู้ด้านกว้าง การพัฒนาคน (HR) จึงต้องปรับปรุง ประเมินบุคคลให้เห็น Gap ของตัวเอง และจัดหลักสูตรพัฒนาคนเพื่อปิด Gap นั้น มีระบบ Coaching และมีการ Rotate คนเพื่อทำงานหลากหลายด้านเพื่อพัฒนาคนให้พร้อม ผู้นำ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่ต้อง Smart คิดถึงส่วนรวม มีจิตใจที่ดี เป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คน มีความอดทน สามารถสร้างการยอมรับ มีบารมี พูดแล้วคนเชื่อ คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย
ผู้นำ – วัฒนธรรมองค์กร - การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Leadership in Changing World) โดย อาจารย์ประกาย ชลหาญ
คนมีความสำคัญกับองค์กร เพราะผลงาน(Performance) ผลงานมาจากความสามารถเชิงสมรรถนะ (Competency) และแรงจูงใจ (Motivation) ผู้นำที่ดีจะต้อง 1. Path Finder กำหนดนโยบาย/เป้าหมายให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติ 2. Alignment สร้างทิศทางให้กับคนในองค์กร 3. Empowerment ต้องมีการมอบอำนาจ กระจายอำนาจให้กับลูกน้อง 4. Role model เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกน้อง การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) สิ่งสำคํญที่ควรคำนึงถึงในการการบริหารการเปลี่ยนแปลง 1. ยอมรับความซับซ้อน และคนซับซ้อนกว่าเครื่องจักร 2. องค์กรถูกผลักดันจากกระบวนการมากกว่าโครงสร้าง 3. เข้าใจความแตกต่างระหว่างการเปลี่ยนแปลงแรกกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดผลจากการเปลี่ยนแปลงแรก 4. ต้องเกิดความคิดรวบยอดของนโยบายกับยุทธศาสตร์ 5. ยอมรับกับสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และใช้มันให้เป็นประโยชน์ 6. ยอมรับการนำของผู้นำ กระบวนการบริหารความเปลี่ยนแปลง (Change Acceleration Process : CAP) 1.ต้องมีผู้นำการเปลี่ยนแปลง 2.ช่วงระหว่างการเปลี่ยนแปลง ประกอบด้วยระยะเวลา 3 ช่วง ช่วงแรกเป็นสถานภาพก่อนการเปลี่ยนแปลง ช่วงต่อมาเป็นช่วงระหว่างการเปลี่ยนแปลง และช่วงสุดท้ายเป็นสถานภาพที่เปลี่ยนแปลงแล้ว โดยระหว่างนี้มีสิ่งที่ต้องดำเนินการตามลำดับดังนี้ 2.1 สร้างความต้องการร่วมกันที่อยากจะเปลี่ยนแปลง 2.2 สร้างความเข้าใจและความเชื่อให้ทุกคนเห็นร่วมกัน 2.3 สร้างความต้องการ(เปลี่ยนแปลง)ร่วมกันให้ได้ 2.4 รักษาการเปลี่ยนแปลงนั้นให้ยั่งยืน 2.5 มีกระบวนการติดตาม 3. เมื่อการเปลี่ยนแปลงเสร็จสิ้นแล้ว ต้องเปลี่ยนระบบและโครงสร้างให้สอดรับกับสถานภาพที่เปลี่ยนแปลงแล้ว
พลังงานกับเศรษฐกิจไทย บรรยายโดย ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์
โลกทุกวันนี้มีปัญหาพลังงาน เห็นได้จากมีการบริโภคน้ำมันมากขึ้นในขณะที่มีการค้นพบใหม่ๆน้อยลง ทำให้มีราคาสูงขึ้นมาโดยลำดับและเป็นไปอย่างก้าวกระโดด พลังงานใหม่ที่โลกให้ความสนใจคือพลังงานสะอาดซึ่งส่งผลกระทบต่อโลกน้อยลงก็ยังมีราคาแพงและมีข้อจำกัดในการจัดหาอยู่มาก สำหรับประเทศไทย เราใช้พลังงานมากกว่าที่เรามี พลังงานจึงไม่เพียงพอต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งพลังงานไฟฟ้าที่ส่วนหนึ่งต้องซื้อมาจากต่างประเทศด้วย ไทยจึงมีปัญหาในแง่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพงขึ้นอย่างมาก แต่นโยบายภาครัฐมีการใช้กลไกต่างๆให้ราคาขายปลีกต่ำ ทำให้การใช้น้ำมันและก๊าซไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นไปตามสภาพความเป็นจริง ในอีกด้านหนึ่งความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยสูงขึ้นมาโดยตลอด แต่ไม่มีใครยอมรับให้มีโรงไฟฟ้าใกล้บ้านตัวเอง จึงต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากต่างประเทศ จะใช้เชื้อเพลิงถ่านหินหรือนิวเคลียร์ที่มีราคาต่ำก็ถูกต่อต้านไม่ได้รับการยอมรับ การใช้เชื้อเพลิงประเภทชีวมวลก็มีต้นทุนสูงและมีปริมาณจำกัดหรือพลังงานหมุนเวียนก็ยังมีราคาแพงมาก แม้จะมีแนวโน้มลดลงโดยลำดับ แต่ก็ยังใช้เวลาอีกนาน จึงต้องมีมาตรการส่งเสริมโดยให้มีกองทุนอนุรักษ์พลังงานเพื่อให้โรงไฟฟ้าประเภทชีวมวลและพลังงานหมุนเวียนสามารถเกิดขึ้นได้ รวมถึงส่งเสริมหรือให้สิทธิประโยชน์ในการประหยัดไฟฟ้า จัดให้มีโครงสร้างราคาน้ำมันที่เหมาะสม มีการเก็บภาษีมลพิษจากคาร์บอนไดออกไซด์ จัดเก็บภาษีเพื่อชดเชยต้นทุนการสร้างถนน ต้นทุนจากการจราจรแออัด ต้นทุนจากการเกิดอุบัติเหตุ จัดให้มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อการอุดหนุนกันระหว่างผลิตภัณฑ์น้ำมันต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาขายปลีก ในกรณีที่น้ำมันโลกผันผวนมากๆ จัดการให้ราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์น้ำมันต่างๆให้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเช่น ราคาเบนซิน 91 ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ไม่น้อยกว่าลิตรละ 5-6 บาท ราคาเบนซิน 91 ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ไม่น้อยกว่าลิตรละ 3 บาท ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ประมาณลิตรละ 2-3 บาท เป็นต้น สำหรับการชดเชยราคาก๊าซหุงต้ม ควรชดเชยให้เฉพาะครัวเรือนที่ยากจนเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์จริงๆ โดยอาจให้ใช้ระบบคูปอง แจกคูปองให้ครัวเรือนยากจนในการแลกซื้อ LPG บรรจุถังในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด
วันที่ 16 พค. 55
ผลกระทบของแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ต่อนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคตของ กฟผ. โดย ศ.ดร. ปณิธาน ลักคุนะประสิทธิ์ และ ดร.กมล ตรรกบุตร
แผ่นดินไหวยังเป็นศาสตร์ที่ไม่สามารถทำนายการเกิดขึ้นในเวลาที่แม่นยำได้ บอกได้เพียงว่ามีโอกาสเกิดขึ้นแต่ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงมากขึ้นและถี่ขึ้น การเกิดสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นมีผลกระทบต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เกิดมีสิ่งปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมา ทำให้ทั่วโลกเกิดความหวั่นวิตกต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลต่อโครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย และต้องพิจารณาเลื่อนกำหนดออกไปอีก โดยขณะนี้แผนงานโครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เร็วที่สุดกำหนดไว้ในปี 2026 ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลกระทบทำให้ไทยล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านเช่น เวียดนาม, อินโดนีเชีย ที่ไม่มีนโยบายชลอการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และอาจทำให้ประเทศไทยเผชิญสภาวะไฟฟ้าไม่เพียงพอจนอาจต้องดับไฟฟ้าเป็น Zone ในอนาคต
ทิศทางพลังงานกับการทำงานของ กฟผ.โดย อดีตผู้ว่าการ ไกรสีห์ กรรณสูต และรองผู้ว่าการบริหาร วิรัช กาญจนพิบูล
อดีตผู้ว่าการ ไกรสีห์ กรรณสูต : ในอดีต กฟผ.ดำเนินการเองทั้งหมด ตั้งแต่งานวางแผน งานก่อสร้างโรงไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า งานผลิตไฟฟ้า งานควบคุมระบบไฟฟ้า งานบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า แต่ในปัจจุบันโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าได้เปลี่ยนแปลงไป โรงไฟฟ้าก็มีเอกชนเข้ามาเป็นเจ้าของ และมากขึ้นถึง 50% ของโรงไฟฟ้าทั้งประเทศ มีกระทรวงพลังงานที่เข้ามามีบทบาทในการให้นโยบายมากขึ้น มี Regulator มากำกับดูแล โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของเอกชนก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น กฟผ.จึงกำลังมีบทบาทน้อยลง มีส่วนแบ่งการผลิตไฟฟ้าน้อยลงมาตามลำดับ การสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนก็ต่อต้าน ดังนั้น กฟผ.จะต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนไว้วางใจ กฟผ. เชื่อว่ากฟผ.จะทำให้วิถีชีวิตของชุมชนดีขึ้น เชื่อว่าโรงไฟฟ้าของ กฟผ.จะไม่ทำลายวิถีชีวิตของชุมชน รองผู้ว่าการบริหาร วิรัช กาญจนพิบูล : ความต้องการไฟฟ้าของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด ในขณะที่แหล่งพลังงานในประเทศกำลังหมดไป การสร้างโรงไฟฟ้าไม่สามารถทำได้เพราะถูกชุมชนและ NGO ต่อต้าน ไม่ยอมรับ จึงน่าเป็นห่วงว่าประเทศกำลังก้าวไปสู่ภาวะการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า ในทางหนึ่งจึงควรมุ่งเน้นด้าน Demand Side Management ด้วย อย่างไรก็ตามหากโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศยังเป็นอุตสาหกรรมอยู่ ประเทศก็จะมีปัญหาการขาดแคลนพลังงานและความสามารถในการแข่งขันลดลง สำหรับภารกิจการสร้างโรงไฟ้าของ กฟผ.ที่ถูกคัดค้าน ต่อต้านอย่างมาก โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะถูก NGO นำเรื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะมาโจมตี ทั้งที่ความจริงแล้วอากาศที่แม่เมาะดีกว่าในกรุงเทพฯ ทุกแห่ง แต่ทุกครั้งที่โจมตีเรื่องก็จะกล่าวถึงโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เราจึงต้องบริหารความจริงและทำให้เกิดความเชื่อ เพราะความจริงคือเทคโนโลยีสะอาดแล้วแต่คนไม่เชื่อ กฟผ.จึงต้องแสดงให้สังคมเห็นและเชื่อว่า กฟผ.มีความรับผิดชอบ จะสร้างโรงไฟฟ้าโดยดำเนินการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน
Trendy Technology and Social Medias for EGAT Executive โดย ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช
IT Technology ปัจจุบันความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย วสท.ได้พัฒนาในหลายเรื่องเช่นระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ LINUXได้พัฒนา Version สำหรับประเทศไทย เป็นต้น และได้ให้ข้อคิดเรื่องการบริหารที่น่าสนใจเช่นการให้การทำงานกลุ่มมี Leadership ร่วมกัน การส่งเสริมสนับสนุนให้พนักงานเสนอโครงการเอง โดยในการพัฒนาต้องคำนึงถึง 3 เรื่องคือ Vision, Mission และPassion และควรให้มีการบริหารแบบ Bottom-up บ้าง
วันที่ 17 พค.2555
High Performance Organization ที่ กฟผ. ร่วมอภิปรายโดย ดร.สมโภชน์ นพคุณ คุณสมชาย ไตรรัตนภิรมย์ (รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ดำเนินรายการโดย ดร.วีรชัย กู้ประเสริฐ
หัวใจสำคัญของHigh Performance Organization (HPO) อยู่ที่คน (People) ไม่ใช่กระบวนการ (Process) ดังนั้นการบริหารคนจึงมีความสำคัญอย่างมาก และองค์กรชั้นนำจะเป็น HPOได้ จะต้องทำให้พนักงานทุกระดับรู้และมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน HPOs จะไม่พัฒนา ถ้ากฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ เป็นอุปสรรค เช่นหน่วยงานราชการหรือองค์กรของรัฐ การจะพัฒนาให้เป็น HPO จะต้องจัดการสามส่วนคือ Man, Money, Material โดยการพัฒนาคนนั้นจะต้องมี 4 องค์ประกอบคือ 1. พัฒนาสติปัญญา 2. พัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์เพื่อทำงานร่วมกับคนอื่นได้ 3. พัฒนาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง 4. พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ความสำเร็จของ HPOs คือเรื่องของคน ต้องเข้าใจความเป็น Intangible และ Invisibleสามารถนำเอาความรู้ที่คนอื่นเรียนรู้ไปก่อนแล้วมาต่อยอดใช้ประโยชน์ได้ จะต้องใฝ่รู้ แสวงหาความรู้ แลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้และประสบการณ์กัน องค์กรที่เป็น HPO จะต้องสร้างวัฒนธรรม สร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ มี KM/LO มีการทำงานเป็นทีม มีรูปแบบของ Team Base Performanceเน้น Heart มากกว่า Scienceหัวหน้าต้องสื่อกับลูกน้องได้อย่างชัดเจน การใช้ตัวชี้วัด (KPI) ต้องใช้อย่างเข้าใจ KPI ที่ดีต้องทำให้คนทำงานไปสู่เป้าหมาย ตัวชี้วัดไม่ควรมาก ต้องใช้หลัก 20/80 คือต้องหาให้ได้ว่า ส่วนของ 20 ที่จะวัดมีอิทธิพลต่อส่วนที่เหลือได้ นอกจากนี้ต้องตระหนักว่า KPI กำหนดเพื่อให้คนทั่วไปทำงาน แต่ต้องไม่เป็นอุปสรรคกับคนเก่งที่ทำงานดีกว่าที่ได้่กำหนดไว้ในตัวชี้วัด
นวัตกรรมทางสังคมเพื่อชุมชน (Social Innovation) กับการทำงานของ กฟผ. ร่วมอภิปรายโดย ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ดร.เสรี พงศ์พิศ คุณธวัช วัจนะพรสิทธิ์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม ดำเนินรายการโดยศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ : กฟผ.เติบโตมาตามลำดับ แต่ประชาชนก็เปลี่ยนแปลงและเติบโตด้วยเช่นกัน สังคมจึงเปลี่ยนไป เรื่องของสิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยนไป ดังนั้น กฟผ.จึงต้องศึกษา เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลง จึงจะก้าวเดินไปกับประชาชนได้ กฟผ.ต้องเป็นเพื่อนกับชุมชน ต้องทำเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษได้ ทำงานบนพื้นฐานของความไม่พร้อม ยึดหลักที่ว่า อยู่ที่ไหนก็เรียนรู้ได้ อยู่ที่ไหนก็ทำดีได้ และครูบาได้เน้นว่าคนเรามีหน้าที่ 2 อย่าง 1 คือหน้าที่การงาน 2 คือหน้าที่ดูแลสังคม หน้าที่ทั้งสองอย่างล้วนสำคัญต้องไม่ลืมที่จะทำ นอกจากนี้ครูบาได้ย้ำว่า IT สำคัญมาก ต้องใช้ประโยชน์จาก IT ให้เป็น IT สื่อสารข้อมูลถึงคนจำนวนมากได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว สามารถทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของไฟฟ้าได้ ดร.เสรี พงศ์พิศ : รูปแบบการศึกษาของไทยมีลักษณะที่เป็นการสอน ไม่ใช่การเรียนรู้ คนไทยจึงขาดการเรียนรู้ คนที่แก้ปัญหาได้ เพราะเป็นคนที่เรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง เพราะเป็นชุมชนที่เรียนรู้ ดังนั้น คนไทย ชุมชนไทยหลายส่วนจึงมีปัญหาและอ่อนแอ เนื่องจากขาดการเรียนรู้ นอกจากนี้การศึกษาในปัจจุบันแปลกแยกจากชีวิตจริง ทำให้ผู้เรียนใช้ประโยชน์จากการเรียนได้น้อย ทุกวันนี้เรื่องสำคัญในโลกมี 2 เรื่องคือ อาหารและพลังงาน เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการเกษตร ดังนั้นชุมชนเกษตรจะเข้มแข็งได้ต้องเลือกได้ว่าจะปลูกอะไร เลี้ยงอะไร จะแปรรูปอย่างไร และรอที่จะขายได้ จึงจะต่อรองได้ ส่วนทุนทางสังคมนั้นต้องประกอบด้วย ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความรัก ความเข้าใจกัน รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม ธวัช วัจนะพรสิทธิ์ : กฟผ.เป็นองค์กรที่มีอายุมา 40 กว่าปีแล้ว ผ่านมาแล้ว 2 ยุค ยุคแรกเป็นยุคแห่งการเฟื่องฟู สังคมเปลี่ยนจากการเกษตรไปสู่สังคมอุตสาหกรรม ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง กฟผ.จึงเป็นฮีโร่ ช่วยสร้างประเทศ สนองนโยบายรัฐ ทำให้ประชาชนมีความสุขมีไฟฟ้าใช้ ยุคต่อมาเข้าสู่ยุคถดถอย กฟผ.ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ต้องการการมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ กฟผ.ยังปรับตัวตามไม่ทัน คน กฟผ.ส่วนใหญ่เป็นคนด้านวิศวกรรม จึงขาด Competency ในด้านการทำความเข้าใจกับสังคม คน กฟผ.จึงต้องปรับตัวเองจาก Engineering Base เป็น Social Base กฟผ.จะต้องแก้ปัญหา 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ ปัญหาการได้รับการยอมรับให้สร้างโรงไฟฟ้า ปัญหาการได้รับสิทธิในเขตเดินสายส่งไฟฟ้า กฟผ.ต้องปรับวิธีการเข้าหาประชาชนแบบ one way ให้แบบยัดเยียด เป็นการเข้าประชาชนแบบเพื่อนทีพึ่งพากัน
การบริหารความขัดแย้ง การเจรจาต่อรอง และเทคนิคการตัดสินใจของผู้บริหารมืออาชีพ โดย รศ.สุขุม นวลสกุล
ความขัดแย้งคือความที่คิดหรือต้องการไม่เหมือนกัน ไม่ตรงกัน เป็นอุปสรรคขัดขวางกัน ความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไม่ดีทั้งหมด ถ้าขัดแย้งในเรื่องส่วนรวม ถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้ถกกัน อภิปรายกัน ได้มุมมองที่รอบด้าน แต่ถ้าขัดแย้งในเรื่องส่วนตัว ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องไม่ดี การบริหารความขัดแย้งคือ การทำให้การดำเนินการไปในทางที่ดี ความขัดแย้งในการบริหาร แบ่งเป็น 3 ประเภท 1. บุคคลกับบุคคล ต้องต้องใช้หลักกันดีกว่าแก้ ระวังไม่ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบุคคล 2. บุคคลกับองค์การ ส่วนใหญ่เกิดจากบุคคลไม่เห็นด้วยกับนโยบายขององค์การ อาจเป็นเพราะไม่เข้าใจหรือขาดการอธิบาย 3.หน่วยงานกับหน่วยงาน สาเหตุมาจากความไม่เข้าใจบทบาทว่าเมื่อใดเป็นตัวแทนขององค์การ เมื่อใดเป็นตัวแทนของพนักงาน หรือหลงหน่วยงาน เข้าใจว่าหน่วยงานของตนดี วิเศษกว่าหน่วยงานอื่น การตัดสินใจ นักบริหารต้องตัดสินใจเร็ว จะตัดสินใจเร็วได้ต้องแม่นกฎระเบียบ ลดความเกรงใจ กล้าปฏิเสธ ไม่โอ้อวด องค์ประกอบการตัดสินใจ 1. ข้อมูล นักบริหารต้องมีบุคลิกที่ผู้อื่นกล้าที่จะให้ข้อมูล 2. ประสบการณ์ นักบริหารที่มีประสบการณ์ดี จะตัดสินใจได้ดี 3. การคาดการณ์ เมื่อตัดสินใจแล้วต้องคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คิดถึงคำอธิบายที่เหมาะสม ยืนยันการตัดสินใจนั้น ไม่โลเล เปลี่ยนการตัดสินใจกลับไปกลับมา 4. ผลกระทบ 5. สถานการณ์ การวิเคราะห์การตัดสินใจ ต้องพิจารณา 3 เรื่อง 1. ต้องถูกต้อง 2. ต้องถูกใจคน 3. ต้องถูกจังหวะ ถ้าเรื่องที่ตัดสินใจเป็นเรื่องที่ถูกต้องและถูกใจคน ไม่ต้องรอจังหวะ สามารถทำได้ทันที แต่ถ้าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่ไม่ถูกใจคน ต้องทำให้ถูกจังหวะ เมื่อเป็นผู้บริหารระดับสูงมากขึ้นเท่าใด ก็ต้องตัดสินใจบนความไม่ถนัดของเรามากขึ้น ดังนั้นนักบริหารที่เก่งต้องรู้ว่าเรื่องไหนควรปรึกษาหรือขอความรู้ได้จากใคร นักบริหารต้องอย่าตายเพราะความถูกต้อง ถ้าตายเพราะความถูกต้องเขาเรียกว่านักอุดมการณ์ นักบริหารต้องอยู่เพื่อทำความถูกต้อง
วันที่ 18 พค.2555 HR for Non–HR และทุนมนุษย์ของ กฟผ.รองรับประชาคมอาเซียน โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ในอดีต HR มีโครงสร้างแบบ Silo มี Function ชัดเจน ซึ่งสามารถทำงานได้ดี แต่ในปัจจุบันระบบนี้ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้มีผลประกอบการ (Performance) และความสุข (Happiness) เพิ่มขึ้น โดยต้องให้ Non-HR หรือ Line Manager ร่วมมีบทบาทใน HR มากขึ้น HR ต้องเปลี่ยนบทบาทให้เป็น Smart HR ต้องทำให้ CEO ให้ความสนใจเรื่อง HR รวมถึงต้องดึงStakeholders อื่น ๆ เช่น NGOs นักวิชาการ หรือชุมชนเข้ามาช่วยด้วย เรื่องสำคัญในตอนนี้ กฟผ.จะต้องเข้ากับชุมชนให้ได้ กฟผ.ต้องเปลี่ยนให้เป็น Social Enterprise ให้ได้
บทบาทของ Regulator และ Energy Tax กับการทำงานของ กฟผ. โดย ศ.ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มีเหตุผลในการประกาศใช้คือ 1. ต้องการแยกการกำกับดูแล งานนโยบาย และการประกอบกิจการพลังงาน ออกจากกัน เพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ 2. เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนมีส่วนร่วมและมีบทบาทมากขึ้น 3. เพื่อให้การประกอบกิจการพลังงาน มีประสิทธิภาพ มีความมั่นคง เพียงพอและทั่วถึง มีคุณภาพได้มาตรฐาน และตอบสนองความต้องการภายในประเทศ เอื้อต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม วิสัยทัศน์และพันธกิจ ต้อง Benchmark กับองค์กรอื่นได้ และต้องทำให้เป็นที่รู้จักในระดับอาเซียน ค่านิยม TRUST มาจาก T = Trust ความเชื่อมั่น R= Realiability and Consistency ความน่าเชื่อถือ และเที่ยงธรรม U= Unity ความเป็นเอกภาพ S= Social Accountability ความเชื่อมั่นของสังคม T= Transparency and Independence อิสระและโปร่งใส การจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นทุนสนับสนุนให้มีการให้บริการไฟฟ้าไปยังท้องที่ต่างๆอย่างทั่วถึง และเพื่อกระจายความเจริญไปยังพื้นที่ต่างๆ Regulator กับการทำงานของ กฟผ. 1. การผลิตไฟฟ้าให้พอเพียงกับความต้องการไฟฟ้า 2. การผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ 3. การรับซื้อไฟฟ้าอย่างเป็นธรรม 4. การสั่งจ่ายการผลิตไฟฟ้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม 5. การจำหน่ายไฟฟ้าให้กับระบบจำหน่ายมีความมั่นคง ปลอดภัย และมีมาตรฐานการบริการที่ดี 6. การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงาน ตามข้อกำหนดที่เป็นไปตามหลักการของพระราชบัญญัติฯ 7. การจัดทำแผน PDP แผนการลงทุน แผนการขยายโครงข่ายไฟฟ้า 8. การรายงานข้อมูลที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลของ Regulator 9. การนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า 10. ความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)
วันที่ 15พฤษภาคม 2555
1.ปัญหาบุคลากร - เกิดการขาดช่วง เนื่องจากการจำกัดการรับคนใหม่เข้าทำงาน ในช่วง 10 ปีกว่ามานี้ -โครงสร้างองค์กรที่ทำให้การพัฒนาผู้บริหารไม่ครบเครื่อง การแก้ปัญหาปัจจุบันได้เริ่มรับคนใหม่และจัด ให้มีProgram พัฒนาบุคลากร 2.ปัญหาการถูกต่อต้านจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ผวก. ฝากให้ผู้บริหารคำนึงถึงเรื่อง
ตามที่ผู้ว่าการกฟผ.ได้กล่าวในห้องวันนี้ผมเห็นว่าน่าจะนำออกไปเผยแพร่ให้ทุกคนในองค์กรได้รับทราบ
อ.ประกาย ชลหาญ ในหัวข้อ ผู้นำ-วัฒนธรรมองค์กร–การบริหารการเปลี่ยนแปลง อ.ประกายได้กล่าวถึง ความสำเร็จหรือผลงาน (Performance) ของคนเราเกิดจากผลของ 2 สิ่งคือ
บทบาทของผู้นำมี 4 ข้อที่สำคัญที่จะทำให้เกิดHPO
วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 ช่วงเช้า
วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 ช่วงบ่าย 13.30-16.30น.
วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 ช่วงบ่าย 16.30-18.00 Trendy Technology and Social Medias for EGAT Executive
วันที่ 17 พฤษภาคม 2555 ช่วงเช้า High Performance Organization
หัวใจของ HPO อยู่ที่คน ดร.สมโภชน์ ได้กล่าวถึงการพัฒนาคนต้องพัฒนาให้เต็มคน ต้องพัฒนาทั้ง 4 ด้าน
วันที่ 17 พฤษภาคม 2555 ช่วงบ่าย 13.30 น นวัตกรรมทางสังคมเพื่อชุมชนโดย ดร.เสรี พงศ์พิศ, ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ คุณธวัช วัจนะพรสิทธิ์
วันที่ 17 พฤษภาคม 2555 ช่วงบ่าย 17.00 น การบริหารความขัดแย้ง, การเจรจาต่อรองและเทคนิคการตัดสินใจของผู้บริหารมืออาชีพ โดย อ.สุขุม นวลสกุล อ.สุขุม ได้ให้ข้อคิดและยกตัวอย่าง ประกอบการบรรยายได้ชัดเจน ในเรื่องของความขัดแย้ง และการตัดสินใจ และได้เห็นความสามารถในการนำเสนอที่สร้างบรรยากาศ ให้ผู้ฟังสนใจติดตาม อย่างสนุกสนานทั้งๆ ที่ทุกคนน่าจะล้ามาทั้งวัน
วันที่ 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 9.00 น หัวข้อ HR for NON-HR และทุนมนุษย์ของ กฟผ. รองรับประชาคมอาเชียน โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมณ์
วันที่ 18 พฤษภาคม 2555 เวลา 13.300 น หัวข้อบทบาทของ Regulator และ Energy Tax กับการทำงานของ กฟผ. โดย ศ.ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ศ.ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ได้กล่าวถึง พรก.ประกอบกิจการพลังงาน 2550 การจัดตั้งหน่วยงาน กกพ., บทบาท อำนาจ หน้าที่ ของ กกพ. , การจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และ Regulator กับการทำงานของ กฟผ. ซึ่งเห็นว่าแต่เดิม กฟผ.สังกัดสำนักนายกดำเนินการเองทั้งหมดรวมทั้งกำกับตัวเองด้วย ปัจจุบัน กฟผ.ถูกกำกับโดย กกพ. โดยต้องปฏิบัติตาม พรก.ประกอบกิจการพลังงานรวมทั้งต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลด้วย
วันที่ 15 พฤษภาคม 2555 หัวข้อ เศรษฐศาสตร์พลังงาน โดย ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์
วันที่ 16 พฤษภาคม 2555 หัวข้อ ผลกระทบของแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นต่อนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต โดย ดร.กมล ตรรกบุตร และ ศ.ดร.ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์
ดร.ปณิธานฯ กล่าวถึงภัยธรรมชาติที่เกิดจากแผ่นดินไหวเป็นสิ่งที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้และเกิดขึ้นได้เหนือความคาดหมาย ซึ่งภัยธรรมชาตินำความสูญเสียมาสู่มนุษย์แต่ขณะเดียวกันก็ให้บทเรียนอันล้ำค่าในการเรียนรู้และวิจัยพัฒนาเพื่อป้องกันหรือบรรเทาภัยในอนาคต จากการประสบภัยธรรมชาติที่ผ่านมาเราควรมีมาตรการป้องกัน บรรเทาภัยพิบัติ โดยมีการเตรียมพร้อมอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน การเตรียมพร้อมระบบเพื่อการบรรเทาภัย มาตรการด้านกฏหมายและการบังคับใช้กฏหมาย มาตรการด้าน Capacity Building มาตรการด้าน Emergency response เป็นต้น สำหรับประเทศไทยก็มีความเสี่ยงโดยเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดมากกว่า 5 ริกเตอร์ ดังนั้นควรมีการเตรียมการที่ดี
EADP 8 ช่วงที่ 4
สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือ MOJO
MOJO คือพลังเชิงบวกต่อสิ่งที่เราทำอยู่ในเวลาปัจจุบัน ออกจากภายในตัวเราแผ่ออกสู่ภายนอกให้คนอื่นรับรู้ถึงพลังนี้ได้ องค์ประกอบของ MOJO 4 ประการ 1.Identify (ความเป็นตัวเรา) ตัวตนของเราในความคิดของเราเอง เรามองตัวเองว่าเป็นอย่างไรในปัจุบัน หากรู้สึกดีก็สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกได้ 2.Achievement (ความสำเร็จ) ตัวเราทำอะไรมาแล้วบ้าง และต้องพิจารณาดูว่าความสำเร็จนั้นต้องเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตเราจริงๆ เราสามารถเพิ่ม MOJO ในตัวเราได้ ด้วยการเปลี่ยนระดับของความสำเร็จ ให้สูงขึ้นหรือต่ำลง ที่จะทำให้ตัวเราเองมีความสุขมากขึ้น 3.Reputation (ชื่อเสียง) คนอื่นคิดอย่างไรกับตัวเราและคิดอย่างไรกับสิ่งที่เราทำ 4.Acceptance (การยอมรับ) การยอมรับความจริง และปล่อยวางบางอย่างที่เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ บางครั้งการเป็นทุกข์กับอดีต การกังวลกับอนาคต การเก็บความโกรธแค้นและความรู้สึกลบในตัวเองเป็นการลด MOJO ในตัวเอง แต่ถ้าหากยอมรับความจริงและปล่อยวางก็สามาถเพิ่ม MOJO ในตัวเองได้ MOJO Paradox : ความขัดแย้งของ MOJO : ทั้งๆที่ทุกคนรู้ว่าสิ่งที่ต้องการที่สุดในชีวิต คือ ความสุข “Happiness” และการมีชีวิตที่มีความหมาย “Meaning” แต่มีปฏิกิริยาทางธรรมชาติบางอย่างที่ทำให้เราไม่ทำอย่างที่ต้องการแต่ทำทุกอย่างด้วยความเฉี่ยยชา “Inertia”และยังทำเหมือนเดิมทุกวันจนกลายเป็นวงจรความเฉื่อยชา”Cycle of inertia” ซึ่งจะมีผลต่อเรามากในอนาคต ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนเพื่อตัดวงจรนี้ โดยทำแบบสอบถามตัวเองประเมินกิจกรรมที่ทำใรเรื่อง “ความสุข” และ’ความหมาย” ประเมินทุกวัน จะทำให้มีสคิรับรู้ได้ทุกช่วงเวลาและรับรู้ได้ว่า มันควรค่าแก่การทำหรือไม่ ตัวผมเองเพิ่งรู้ว่าตัวเองว่าบ่อยอยู่เหมือนกันที่ตกอยู่ในวงจรความเฉื่อยชา ชึ่งต้องพยามตัดมันออกไป ต้องขอขอบคุณ อาจารย์ ดร.จิระ ที่ทำให้เรารู้จัก MOJO
15 พ.ค.2555 การบรรยาย ของ ท่านผู้ว่าการ สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์
ท่านได้แนะนำว่า การเป็นผู้นำต้องเห็นในด้านกว้างเพราะศาสตร์ในการตัดสินใจกว้างขวางมากและพลาดไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องพัฒนาตนเองให้พร้อมตลอดแวลา มีต้นทุนที่เก็บเกี่ยวไว้ตลอดเวลา ต้องฝึกคิดให้ใหญ่กว่าตำแหน่งที่เป็นอยู่อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจ NGO เข้าใจเรื่องสังคม และมีความรู้ทางด้านธุรกิจ ท่านชี้ให้เห็นว่า ปัญหา HR ใน กฟผ. มี 2 ปัญหา 1. Generation ขาดช่วง เนื่องจากมองจากภายนอกจำนวนคนต่อ MW มีจำนวนมาก เลยถูกกดอัตราเอาไว้ 2. สร้างผู้นำมาไม่ทัน เนื่องจาก กฟผ. คนจะถูกพัฒนามาตาม Function ซึ่งต่างจาก บริษัทที่สามาถดูภาพรวมได้ แม้ปัจจุบันจะมีแผนอัตรากำลัง 5 ปี ปีละ 700 คน โดยเฉลี่ย แต่ กฟผ. ไม่ใช่องค์กรที่ดีที่สุดที่คนอยากมาอยู่ และเงินเดือนก็ไม่ได้สูงสุด คนที่เข้ามาใหม่ก็จะเป็นพวกที่ชอบงานท้าทาย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงาน ที่จะต้อง train และปลูกฝังอย่างไรให้เขารักที่จะทำงานกับเราอีกนาน กฟผ.จะขับเคลื่อนไปได้ต้องสร้างต้นทุน ต้นทุนนั้นคือคน กฟผ.จะพัฒนาให้ยั่งยืนได้ ก็อยู่ที่คน เพราะถ้าคนโกง คนตัดสินใจผิดพลาดก็จะทำให้องค์กรพังได้ นอกจากนี้ท่านไดย้ำอีกว่า การเป็นผู้นำไม่ต้องการเฉพาะสมองสติปัญาอย่างเดียว ต้องมีหัวใจที่จะให้ เสียสละ อดทน ไม่เสแสร้ง การสร้างบารมีต้องทำด้วยจิตใจซึ่งเป็นต้นทุนที่ได้มาโดยไม่รู้ตัว
Leadership in Changing World โดย อ.ประกาย ชลหาญ
การเป็น Leadership (ผู้นำ) จะต้องมีผลงาน (Performance)ให้กับองค์การ ซึ่งมี 2 ส่วน คือ Competency และ Motivation การเป็น Leadership ที่ดีจะต้องมีบทบาท 4 ข้อ คือ 1. กำหนดนโยบายให้กับองค์กร 2. สร้างทิศทางให้กับคนในองค์กร 3. มีการกระจายอำนาจ มอบอำนาจ ให้กับลูกน้อง และมีการติดตาม 4. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกน้อง นอกจากนี้หากองค์กรมี วัฒนรรมองค์ที่แข็งแรง ก็จะทำให้องค์กรก้าวย่างไปอย่างมั่นคง Change management : การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ ถ้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน
พลังงานกับเศรษฐกิจไทย โดย ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์
จากที่ได้ฟังบรรยายของ ศ.ดร.พรายพล ในวันนี้สิ่งที่ได้รับความรู้จากที่ไม่เคยรู้มาก่อน ก็คือเรื่องโครงสร้างราคา น้ำมัน และก๊าซ โครงสร้าภาษี ราคาน้ำมันและก๊าซที่เหมาะสม (ตามที่อาจารย์ทำตารางคำนวนมาให้ดู) แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้สอบถามเนื่องจากเวลาไม่พอ ก็คือราคาค่าการกลั่นของทั้งน้ำมันและก๊าซมีรายละเอียดเป็นมาอย่างไรมีความเป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่ เนื่องจากในบรรยายของอาจารย์ระบุว่าถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรก จึงได้มีโอกาศได้ชี้แจงว่าด้วยเทคโนโลยี่ปัจจุบันสามารถทำให้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดแล้ว หาก กฟผ.มีโอกาสได้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินก็จะใช้เทคโนโลยี่นี้และที่แม่เมาะ กฟผ.ก็ได้แก้ไขปัญหาแล้ว อาจารย์ได้แย้งว่ายังมีปัญหาเรื่อง CO2 หลังจากนั้นก็มีผู้อภิปรายต่ออีกหลายท่าน ผมก็เลยไม่มีโอกาสได้ทราบว่าในความเห็นของอาจารย์เชื้อเพลิงอะไรที่เหมาะกับเศรษฐกิจไทนในอนาคต
16 พ.ค.2555 ผลกระทบของแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นต่อนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคตของ กฟผ. โดย ดร.กมล ตรรกบุตร และ ศ.ดร.ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์
ท่าน ดร.กมล ท่านได้บรรยให้เราได้รับทราบถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประเภทต่างๆ ท่านได้เล่าถึงก่อนการเกิดเหตุการณ์ ระหว่างการเกิดเหตุการณ์ และหลังเหตุการณ์และปัจจุบัน ทีเกิดกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูจิม่า ที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดแผ่นดินไหว จนมีผลทำให้โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกต้องกลับมาทบทวนรวมทั้งของประเทศไทย โดยรัฐบาลนี้ให้เลื่อนไปอีก 6 ปี (โรงแรกปี 2026) ท่านได้ฝากข้อความกับเราว่า “เราสร้างโรงไฟฟ้ามาไม่ใช่เพื่อชื่นชม เราสร้างมาเพื่อใช้งาน โดยเฉพาะ กฟผ.ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย” ท่าน ศ.ดร.ปณิธาน ท่านได้บรรยายถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวต่างๆทั่วโลก ท่าได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงขนาดความรุนแรงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นและท่านได้เปรียบเทียบให้เห็นว่า หากอาคารมีการออกแบบไว้ดีก็จะเกิดความเสียหายที่น้อยกว่า ท่านได้ทิ้งท้ายกับเราว่า “ธรรมชาติเป็นเรื่องไม่แน่นอน เราต้องจัดการกับความไม่แน่นอนนั้น”
ทิศทางพลังงานการทำงานของ กฟผ. โดย อดีต ผู้ว่าการ ไกรสีห์ กรรณสูตร และ รวห วิรัช กาญจนพิบูลย์
ท่านอดีต ผู้ว่าการ ไกรสีห์ ท่านได้เล่าให้เราฟังว่า ในอดีต กฟผ.ขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี สามารถกำหนดนโยบาย วางแผนทุกอย่างเองหมด และผลิตไฟฟ้าแต่ผู้เดียว แต่ปัจจุบันมี Regulator กำกับดูแล รับนโยบายจากรัฐบาลผ่านกระทรวงพลังงาน มีเอกชนมาแบ่งสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า แต่หน้าที่ของ กฟผ.ยังคงต้องผลิตไฟฟ้าให้มีคุณภาพคำนึงถึงความมั่นคงพลังงานที่จะต้องมีเพียงพอ ท่านได้มองทิศทางพลังงานในอนาคตว่า จะมีโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากขึ้น (พลังงานทดแทน) กฟผ.จะต้องเตรียมตัวเรื่องระบบไฟฟ้าว่าจะเอาอยู่หรือไม่ อาจต้องใช้เทคโนโลยี่ Smart grid ต้องส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยี่โรงไฟฟ้าและสายส่งจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ท่านมองว่าการต่อต้านโรงไฟฟ้าใหม่เกิดขึ้นมาก คนกฟผ.จะต้องสร้างความไว้วางใจให้ประชาชนยอมรับ ท่าน รวห.วิรัช ท่านชี้ให้เห็นว่าทิศทางพลังงานในอนาคต อัตราการใช้พลังงานจะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่แหล่งพลังงานในประเทศจะหมดไป การต่อต้านโรงไฟฟ้าใหม่มีมากขึ้น ที่ผ่านมามีการถกเถียงกับ NGO ที่ปลายเหตุคือปริมาณการใช้ไฟ อาจจะต้องกลับมาพิจารณากันที่ต้นเหตุว่าจำเป็นต้องใช้ไฟหรือไม่ ท่านมองว่าที่ผ่านมา ปัญหา CSR ของ กฟผ.เกิดจากความไม่รับผิดชอบ ดังนั้นต่อไป กฟผ.จะต้องมี CSR in process คือต้องทำงานทุกขั้นตอนอย่างมีความรับผิดชอบ ท่านทิ้งท้ายไว้ว่า “ จะได้สัดส่วนการผลิตเท่าไรไม่สำคัญถ้าเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเราก็สามารถส้างได้มากขึ้นเอง"
” Trendy Technology and Social Media for EGAT Executive โดย ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช
ดร.วิรัช ท่านได้บรรยายให้รับทราบในเรื่อง IT Technology ว่ามีทิศทางอย่างมีแนวโน้มเป็นเช่นไร มีหลายเรื่องเหมือนกันที่ท่านพูดถึงผมไม่เคยรู้จักอาจเลย คงต้องกลับมาดูอีกครั้งว่ามันคืออะไร ท่านได้ให้ความคิดของผู้นำยุคใหม่จากต้องมีวิธีการทำงานใหม่ เช่น สนับสนุนพนักงานเสนอโครงการเอง มีการให้รางวัลคนทำผิดพลาด ในด้านการพัฒนาท่านให้คำนึงถึง 3 เรื่อง คือ Vision, Mission และ Passion