วันที่ 15 พค.55 ผู้ว่าการสุทัศน์ ได้บรรยายพิเศษ เรื่อง “ประสบการณ์เรียนรู้ในรุ่นที่2 ของข้าพเจ้า กับการปรับใช้เพื่อบริหารกฟผ.ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง” ท่านพูดได้ดีมากๆว่าการเป็นผู้นำองค์กรต้องการด้านกว้าง และยิ่งสูงขึ้นเท่าไร ศาสตร์ที่ใช้ในการตัดสินใจก็มากขึ้น กว้างขึ้น ผวก.เองก็ไม่คิดว่าจะมาเป็นผวก. คือทำงานโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นอะไร ท่านแนะว่าเราต้องพัฒนาตนเองให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา หลักสูตรของ อ.จีระจะเชิญกูรูด้านต่างๆมาให้ความรู้ อ.จีระท่านมี Network กว้างขวางมาก และที่สำคัญมากคือ ท่านผวก. ให้มองถึงประเทศชาติมากกว่าองค์กร ต้องคิดให้ใหญ่ มองในเรื่องเศรษฐกิจ, สังคม , แนวคิดของ NGO, การเงิน,การวางแผน และปํญหาของ กฟผ. ยังมีอยู่ ในด้าน HR. คือ
- Generation ขาดช่วง แต่มีจุดแข็ง คือ งานเดินเครื่อง กับ บำรุงรักษา
- การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ทดแทนให้ทัน Model ของเราเป็นแบบ Functional คนฝึกไม่ครบทุกด้าน ไม่เหมือนบริษัท ที่มี บริษัทลูกให้ไปฝึก ทำให้ฝึกคนให้ครบทุกเรื่อง กฟผ.มีจุดอ่อนที่โครงสร้าง ทำให้คนถนัดเฉพาะเรื่อง
ดังนั้นระบบ HR.ต้องมีการปรับปรุง มี การคิดว่าจะใช้ Competency อะไรรองรับ ประเมินให้เห็น Gap ของตัวเองพัฒนาให้ดีขึ้น มีระบบ Coaching มีการ Rotate มองคนเป็น Asset ผู้นำต้องมีคุณธรรม และจริยธรรม ไม่งั้นองค์กรอาจพังได้ด้วยผู้นำเพียงคนเดียว เช่น ผู้นำฉ้อโกง หรือ ตัดสินใจบนความเสี่ยงที่สูงไป
ในอนาคต กฟผ. ต้องสามารถสร้างความเข้าใจ สื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างเหมาะสม มีความสามารถดำเนินธุรกิจ อาจไปลงทุนในต่างประเทศ
ผวก. ได้ฝากข้อคิดไว้ ซึ่งดีมากว่า “ การจะเป็นผู้นำ ไม่ได้ต้องการเฉพาะสติปัญญา แต่ต้อง Smart และหัวใจต้องคิดถึงส่วนรวม คนที่เรานับถือไม่ใช่คนเก่งที่สุด แต่มีจิตใจที่ดีมีลักษณะที่รวมจิตใจของผู้คนได้ บางจุดต้องอดทน สร้างการยอมรับ มีบารมี ต้องพูดแล้วคนเชื่อ มีมุมมองที่คิดถึง Stakeholder เชื่อว่าทุกคนรักองค์กร ต้องเตรียมพร้อม แต่อย่าคาดหวังมาก เมื่อได้รับโอกาสต้องพร้อม”
ครับ ตรงใจมากครับ ทำให้นึกถึง Mindset ที่ อ.จีระให้อ่าน ว่า ความเฉลียวฉลาดฝึกได้ ต้องมีกรอบความคิดที่เป็นบวก สำคัญคือมีจิตใจที่ดีและมีคุณธรรม
และในช่วงเช้าต่อด้วย “ผู้นำ-วัฒนธรรมองค์กร-การบริหารการเปลี่ยนแปลง” โดยอ. ประกาย ชลหาญ ซึ่งท่านได้สอนถึงการเป็นผุ้นำท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งวิเคราะห์ได้ดีว่า เราอยู่ในองค์กรได้ด้วยผลงาน (Performance) โดยมีส่วนสำคัญในการผลักดัน 2 ส่วน คือ 1. Competency 2. Motivation ถ้าขาด Motivation จะทำให้เราซังกะตาย ไม่อยากทำงาน วัฒนธรรมองค์กรก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้าง Motivation จะจูงใจคนต้องเอาผู้รับเป็นตัวตั้ง อย่าคิดเอาเอง
ผู้นำที่ดี ต้อง 1. เป็น Path Finder -หาแนวทางให้ลูกน้องเดิน
2. สร้าง Alignment ในองค์กร –หาความเชื่อมโยงไม่ให้คนเดินหลงทิศ
3. มี Empowerment-กระจายอำนาจ มอบอำนาจ
4. เป็น Roll Model-ตัวอย่างที่ดี
ผู้นำต้องบริหารการเปลี่ยนแปลง ต้อง Forecast ให้ได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ภายใน และภายนอก ต้องเปลี่ยนก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน
หัวใจของการเปลี่ยนชีวิตอยู่ตรงนี้ครับ
“ถ้าเปลี่ยนความคิด ก็จะเปลี่ยนความเชื่อ
ถ้าเปลี่ยนความเชื่อ ก็จะเปลี่ยนความคาดหวัง
ถ้าเปลี่ยนความคาดหวัง ก็จะเปลี่ยนทัศนคติ
ถ้าเปลี่ยนทัศนคติ ก็จะเปลี่ยนนิสัย
ถ้าเปลี่ยนนิสัย ก็จะเปลี่ยนการกระทำ
ถ้าเปลี่ยนการกระทำ ก็จะเปลี่ยนชีวิต”
ช่วงบ่ายเรื่อง “เศรษฐศาสตร์พลังงาน” โดย ศ.ดร. พลายพล คุ้มทรัพย์ ได้บรรยายเรื่องปัญหาพลังงานของโลก และของประเทศไทย ทำให้เข้าใจมากขึ้นในเรื่องปัญหา และแนวทางการแก้ไข และทิศทางของพลังงานของประเทศไทย โดยพลังงานของไทยยังต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ไทยมีก๊าซธรรมชาติเองแต่ไม่พอใช้ และการผลิตกระแสไฟฟ้าอาศัยก๊าซธรรมชาติมากเกินไป(70%) และปัญหาหลักอีกอย่างคือไม่มีใครต้องการโรงไฟฟ้าไว้ใกล้บ้าน ทำให้สร้างโรงไฟฟ้าได้ยากขึ้น และดูเหมือนนโยบายพลังงานของไทยก็ยังไม่ลงตัว ไม่สมบูรณ์นัก แนวทางแก้ปัญหาพลังงานของไทยเน้นไปทางพึ่งพาต่างประเทศ ทั้งการซื้อไฟฟ้า และเชื้อเพลิง การมุ่งไปสู่พลังงานนิวเคลียร์ ก็ยังไม่ได้การยอมรับจากประชาชน ทำให้วิกฤติพลังงานเด่นชัดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พลังงานหมุนเวียนก็มีปริมาณน้อย พึ่งพาเป็นหลักไม่ได้
วันที่ 16 พค. 55 เรื่อง “ผลกระทบของแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ต่อนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคตของ กฟผ.” โดย ดร. กมล และ ศ.ดร. ปณิธาน ได้ให้ความรู้ในเรื่องแผ่นดินไหว และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ว่าแผ่นดินไหวยังไม่สามารถทำนายได้ และการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทยต้องเลื่อนออกไปอีก เร็วที่สุด คือ ปี 2026 เนื่องจากผลกระทบจากสึนามิต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ไทยอาจล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม, มาเลเซีย ในเรื่องการพัฒนาพลังงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และประเทศไทยอาจต้องดับไฟฟ้าเป็น Zone ก็ได้ ถ้าความต้องการไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ทุกปี และไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมารองรับได้
ช่วงบ่ายเป็นเรื่องทิศทางพลังงานกับการทำงานของ กฟผ. โดย อดีตผวก. ไกรสีห์ และ รวห. วิรัช โดย อดีต ผวก. ได้กล่าวถึง เรื่องการเปลี่ยนแปลงว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องมี ในอดีต กฟผ. ทำเองหมด วางแผน ,ผลิต ดดยเมื่อก่อนขึ้นกับสำนักนายกฯ ปัจจุบันย้ายมาสังกัดกระทรวงพลังงาน นโยบายก็เปลี่ยนจากอดีต มี Regulator กำกับดูแล กฟผ.ผลิต 50% เอกชนผลิต 50% ปัญหาของ กฟผ.ก็คือ ถ้าสร้างโรงไฟฟ้าแพงกว่าเอกชน หรือ กฟผ.สร้างโรงไฟฟ้าไม่ได้แต่เอกชนสร้างได้ คนในชุมชนก็เปลี่ยนไป มีการตื่นตัวมากขึ้น ถ้ามีอะไรมากระทบ หรือเปลี่ยนวิถีชีวิตเขา ก็จะคัดค้าน ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงชุมชน และสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าขนาดเล็กเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน รัฐมีนโยบายที่ชัดเจน ว่าต้องมีพลังงานทดแทน 25% ควรมองด้าน Demand Side ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ ต้องเป็น Environmental Friendly
โจทย์คือทำอย่างไรให้คนไว้วางใจ กฟผ. (Trust) ต้องทำให้วิถีชีวิตของชุมชนดีขึ้น ขาไปพบและคลุกคลีกับคนทุกกลุ่ม ให้ความมั่นใจว่าจะไม่ทำลายวิถีชีวิตของชุมชน ถ้ามีปัญหาในอนาคตที่เกิดจาก กฟผ.ก็พร้อมจะรับผิดชอบ และมีเงินกองทุนให้
ท่านอดีต ผวก. ไกรสีห์ ได้ให้ข้อคิด และข้อเสนอแนะไว้เป็นประโยชน์อย่างมาก จากประสบการณ์ และมุมมองของท่านต่ออนาคตของกฟผ. ซึ่งแสดงว่าท่านก็ยังห่วงใยกฟผ.และผูกพันอยู่ไม่คลาย
รวห. วิรัช กล่าวว่าทิศทางพลังงานของประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี แหล่งพลังงานลดลง เชื้อเพลิงในประเทศน้อย การสร้างโรงไฟฟ้าถูกคัดค้าน โดย ชุมชนบางกลุ่ม และNGO ด้านเทคนิคไม่น่าห่วง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ เรื่องการคัดค้าน การยอมรับในสังคม ต้องแก้ปัญหาที่สังคมและชุมชน ในปี2558-2559 ไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่เข้าสู่ระบบเลย น่าเป็นห่วงว่ากำลังผลิตสำรองจะพอหรือไม่ ควรเน้นในเรื่องของ Demand Side Management ด้วย และเราควรพิจารณาโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศด้วยว่า จะยังเป็นประเทศอุตสาหกรรมอยู่ไหม เพราะขณะนี้ผลิตไฟฟ้า 100 ใช้ในอุตสาหกรรม 50 ธุรกิจ 20 ที่อยู่อาศัย 20 อื่นๆ 10 และกฟผ.ก็ยังถูกโจมตีมาก ถึงแม้ว่าอากาศที่แม่เมาะดีกว่าทุกจุดในกรุงเทพฯ แต่ทุกครั้งที่โจมตีเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินก็จะกล่าวถึง โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ทำให้ตอนนี้เราต้องบริหารความจริง และบริหารความเชื่อ เพราะความจริงคือเทคโนโลยีสะอาดแล้วแต่คนไม่เชื่อ โจทย์ คือ กฟผ.ต้องสร้าง Trustให้ได้ ซึ่งอาต้องใช้เวลานาน และต้องอดทน เสียสละ รับผิดชอบต่อสังคม โดยสร้าง Trust ให้เห็นว่า กฟผ.มีความรับผิดชอบ และจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้า แต่ให้ความเชื่อมั่นว่าจะดำเนินการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน
ซึ่งท่านก็ได้ให้ข้อมูลและแนวคิดในการแก้ไขไว้ดีมาก ผมคิดว่าการบริหารความเชื่อของคนก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางครั้งคนเชื่อในเรื่องต่างๆโดยไม่ดูข้อเท็จจริงมาสนับสนุน เป็นมายาคติอย่างหนึ่ง ซึ่งเราก็มีหน้าที่ละลายความเชื่อนั้นให้ได้ อาจจะใช้เวลานาน อดทน เสียสละอย่างที่ท่านบอก แต่ก็ต้องตั้งมั่นไว้เหมือนที่ผวก.สุทัศน์ท่านบอกให้นึกถึงประเทศชาติให้มาก
ช่วงเย็น เรื่อง Trendy Technology and Social Medias for EGAT Executive โดย ดร. วิรัช
ซึ่งได้บรรยายเรื่อง IT Technology ว่ามีทิศทางอย่างไร แนวโน้มเป็นอย่างไร ปัจจุบันก้าวหน้าไปอย่างไร และอนาคตจะเป็นอย่างไรการเป็นผู้นำยุคใหม่ควรทำอย่างไร เช่น ให้รางวัลคนที่ทำผิดพลาด ให้พนักงานเสนอโครงการเอง ให้มี Leadershipทำงานร่วมกัน ต้องพัฒนา Vision,Mission,Passion มีการบริหารแบบ Bottom-up บ้าง
วันที่ 17 พค.2555 ช่วงเช้า เรื่อง High Performance Organizationที่ กฟผ. โดย ดร. สมโภชน์ และ อ. สมชาย อ.สมชายกล่าวถึงบทบาทของ Tris ว่ามีเป้าหมายในการปรับปรุงประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ ทำให้บริหารได้ดี และผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้น และหัวใจขององค์กรที่จะเป็น HPO หรือไม่นั้น อยู่ที่People ไม่ใช่อยู่ที่ Process เพราะคนเป็นผู้ drive process คนที่เป็น Leader ต้องมี Vision และ Inspire ต้องเร้าใจให้คนในองค์กรอยากทำงาน ทุกคนต้องเห็นวิสัยทัศน์ขององค์กรและขับเคลื่อนร่วมกัน การเป็น HPOจากวัฒนธรรมแบบเดิมๆ ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ต้องสร้าง Trust ในทุกระดับ มีการให้รางวัลเป็นทีม (Team Based Reward) การให้แรงจูงใจบุคคลโดยโยงกับ KPI จะล้มเหลว เพราะ เกิดความแตกแยก มีการแต่งข้อมูล หัวหน้าต้องสื่อสารกับลูกน้องชัดเจน Organization ต้องร่วมมือกันทั้งองค์กร ตัวชี้วัดในองค์กรไม่ควรมีมากเกินไป
อ.สมโภชน์ เห็นว่า HPO ต้องสร้างโดยทีมงานที่เข้มแข็ง ต้องพัฒนาที่คน มีทั้ง Tangible และ Intangible , Visible และ Invisible ต้องทำงานเป็นทีม (team Spirit) KPI เป็นการวัดแค่ Tangible
จริงๆแล้วคนในองค์กรมี 3 กลุ่ม คือ Cream20-25%, Average50-55% , Bottom20-25% แต่เราออกกฎมาหวังบังคับ Bottom เลยกระทบคนส่วนใหญ่ไปด้วย คนที่เป็นผู้นำต้องออกกฎให้คนส่วนใหญ่ แล้วอัดพวกBottom ที่ไม่ทำงานให้ปฏิบัติตามกฎ งานต้องมีเป้าหมายชัดเจน และมีการสร้าง Shared Value
หลักการบริหารคือคนที่เป็นหัวหน้าต้องมอบหมายงาน และให้อิสระ แต่มี Commitment ร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมกัน การเป็นผู้นำเป็นการนำคน ไม่ใช่นำงาน องค์กรต้องช่วยคนให้ค้นหาตนเองให้เจอ ดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นออกมาใช้ให้เต็มที่ ถ้ามีจุดอ่อนด้านไหน ให้เติม ควรพัฒนาคนโดย Learning By Doing
ช่วงบ่าย เป็นการอภิปรายเรื่อง “นวัตกรรมทางสังคมเพื่อชุมชน(Social Innovation)กับการทำงานของ กฟผ.” ครูบาสุทธินันท์ พูดถึงสังคมที่เปลี่ยนไป ปัญหาเปลี่ยนไป นวัตกรรมทางสังคมมีความสำคัญกับการทำงานในอนาคต ครูบาท่านมีนวัตกรรมด้านการเกษตรมากมาย รวมทั้งการสร้างNetwork ผ่านระบบ IT ชนิดที่คนรุ่นใหม่ต้องอายเลยทีเดียว ท่านพูดไว้ดีมากเกี่ยวกับกับชุมชนและสังคม ว่าการบริหารองค์กรให้เจริญแบบยั่งยืน ต้องมีชีวิตชีวา ยิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข ร่วมหัวจมท้าย พูดเพราะ จริงใจกับลูกน้อง เป็นเสน่ห์ และกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ท่านยังบอกว่าคนไทยมีหน้าที่ ในการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และดูแลสังคม เราต้องมีความจริงใจเข้าหาชาวบ้าน ต้องดูว่าเขาได้ประโยชน์อะไร ต้องคุยเรื่องประโยชน์ของเขาก่อน จึงจะนั่งในหัวใจชาวบ้านได้ ท่านพูดได้ดีมากครับ และตรงประเด็นจริงๆ
ดร.เสรี พูดถึงสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนไปด้วย สังคมเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าปรับตัวไม่ได้ไม่รอด ขณะนี้โลกกำลังโหยหาการฟื้นฟูธรรมชาติ เรื่องที่สำคัญคือ อาหาร พลังงาน และความรู้ ยุคนี้เป็นยุคแห่งความรู้ ถ้าทำให้สังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ก็จะแก้ปัญหาชีวิตได้ ชุมชนที่เข้มแข็งเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และพึ่งพาตนเองได้ เราจะทำอย่างไรให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ เห็นด้วยกับดร.เสรีครับว่าต้องทำให้ชุมชนมีวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และพึ่งพาตนเองไม่ต้องใช้เงินมาก ชีวิตในชนบทเป็นชีวิตที่มีความสุขอยู่แล้วเพียงแต่เติมความรู้เข้าไป
รวค. ธวัช ท่านว่าไว้ดีมาก คือ กฟผ.ต้องเป็น Social Based แทนที่จะเป็น Technical Based เหมือนที่เคยเป็นมา แต่เป็นเรื่องใหญ่พอสมควร เพราะต้องเปลี่ยน Paradigm Shift ของคนจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้เวลาครับ เพราะกฟผ.เป็นองค์กรที่ทำงานด้านเทคนิค แต่ผมเห็นว่าควรเป็นทั้ง Technical และ Social Based ครับ จะทิ้งทางเทคนิคไม่ได้ เพราะเป็นรายได้ของเรา และเป็นจุดแข็งของเราด้วยครับ แต่เราต้องทำฝานด้านสังคมมากขึ้น
ดร.จีระ สรุปว่า
- รัฐวิสาหกิจต้องเปลี่ยนเป็น SocialEnterprise
- ต้องใช้กรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยให้คนในสังคมอยู่อย่างพอเพียงและมีความสุข
- กฟผ.ต้องลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง
ช่วงเย็น เรื่อง “การบริหารความขัดแย้ง การเจรจาต่อรอง และเทคนิคการตัดสินใจของผู้บริหารมืออาชีพ” โดย อ.สุขุม ท่านสอนได้สนุกมาก ไม่เครียดเลย หัวเราะตลอด ท่านยกตัวอย่างได้ดีมากทั้งสนุกและเข้าใจ โดยท่านชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งมีทั้งส่วนตัว และส่วนรวม การขัดแย้งส่วนตัวนั้นไม่ดี ส่วนรวมนั้นดี แต่ต้องระวังไม่ให้ความขัดแย้งส่วนรวมกลายเป็นความขัดแย้งส่วนตัว
ความขัดแย้งมี 3 ประเภท คือ 1. บุคคล กับ บุคคล 2. บุคคลกับ องค์กร 3. หน่วยงาน กับหน่วยงาน
โดยมีสาเหตุมาจาก 1. อิจฉา ริษยา 2. เอารัดเอาเปรียบ เราในฐานะผู้บริหารต้องพยายามลดความขัดแย้งลง โดยการพูด สื่อสารให้เข้าใจ ติดตามความเปลี่ยนแปลงขององค์กร ข้ามไปฟังความเห็นของหน่วยงานอื่นบ้าง
การตัดสินใจถือว่าเป็นคุณสมบัติของนักบริหาร ควรตัดสินใจได้เร็ว และถูกต้อง ซึ่งต้องมี 1. แม่นกฎระเบียบ 2. ลดความเกรงใจ 3. ไม่โอ้อวด องค์ประกอบของการตัดสินใจ คือ ข้อมูล,ประสบการณ์,การคาดการณ์,ผลกระทบ,สถานการณ์ การวิเคราะห์การตัดสินใจต้อง 1.ถูกต้อง 2. ถูกใจ 3.ถูกจังหวะ
ที่ชอบมาก คือที่อ.สุขุมสอนว่านักบริหารอย่าตายเพื่อความถูกต้อง อันนั้นเป็นนักอุดมการณ์ ต้องทำให้ถูกใจและถูกจังหวะ อันนี้เอามาใช้ประโยชน์ได้มากครับ
วันที่ 18 พค.2555 อ. จีระ เห็นว่าหน่วยงาน HR เป็นแบบ Silo และ Function Line Manager, Non – HR ควรมีบทบาทมากขึ้นต้องมีผลประกอบการ และความสุข เพิ่มขึ้นอนาคต กฟผ. เปลี่ยนไป HR Function อย่างเดียวทำไม่สำเร็จและ Non – HR ก็ต้องช่วยหรือเสริม CEO ให้สนใจเรื่องนี้ด้วย Stakeholders อื่น ๆ เช่น NGOs นักวิชาการ หรือชุมชนก็อาจจะมาช่วยด้วย กฟผ.ควรมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นที่ปรึกษาแทนที่จะจ้างฝรั่งแพงๆความหวังของกฟผ. คือเข้ากับชุมชนให้ได้ และวิทยุชุมชน ก็ต้องจับมือกับกฟผ.ให้ได้ ต้องเปลี่ยนให้เป็น SocialEnterpriseให้ได้ การมองลูกน้องต้องมองทั้ง Invisible และ Intangible คือมองทั้งข้างในและข้างนอก มองคุณค่าและให้โอกาสลูกน้องด้วย
มีการ Workshop 5กลุ่ม ในเรื่องจุดแข็ง จุดอ่อน เรื่อง HR ของ Leaders/CEO (ผู้ว่า ฯ รองผู้ว่า) ,HR ที่เป็น Function หรือ Silo ,Non-HR และข้อเสนอแนะ ที่จะปรับปรุงให้ทั้ง 3 ฝ่ายทำงานร่วมกันเรื่อง HR อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ และหลักสูตรนี้ช่วยทำให้งานของ HR ดีขึ้นอย่างไร? ซึ่งแต่ละกลุ่มได้ระดมสมอง ความคิดได้อย่างดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงต่อไป
ช่วงบ่ายเรื่อง “บทบาทของ Regulator และ Energy Tax กับการทำงานของ กฟผ.”โดย ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ ซึ่งท่านได้อธิบายถึงเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศและต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอันสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีวัตถุประสงค์คือ
- ส่งเสริมให้การประกอบการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- ปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้พลังงาน
โดยมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน7 คนเริ่มเมื่อ 2557 จัดขึ้นเพื่อดูแลกำกับกิจการพลังงาน เป็นคนรักษากฎหมายทำให้ประเทศมีพลังงานเพียงพอ เชื่อถือได้ และปลอดภัย ราคาเหมาะสม ลดต้นทุนในการใช้พลังงาน และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึง มีหน้าที่ในการอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน การอนุญาตประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า
Regulator มีบทบาทเกี่ยวข้องกับ กฟผ. คือ กำกับดูแลให้กฟผ.ผลิตไฟฟ้าให้พอเพียงกับความต้องการไฟฟ้า,มีประสิทธิภาพ,มีการรับซื้อไฟฟ้าอย่างเป็นธรรม ,การสั่งจ่ายการผลิตไฟฟ้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม ,มีการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับระบบจำหน่ายมีความมั่นคง ปลอดภัย และมีมาตรฐานการบริการที่ดี,มีการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงาน ตามข้อกำหนดที่เป็นไปตามหลักการของพระราชบัญญัติฯ,มีการจัดทำแผน PDP แผนการลงทุน แผนการขยายโครงข่ายไฟฟ้า,มีการรายงานข้อมูลที่จำเป็นต่อการกำกับดูแลของ Regulator ,การนำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้า และการดำเนินการเพื่อรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)
ซึ่งนับว่าRegulator มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการทำงานของ กฟผ. กฟผ.ต้องทำงานอย่างระมัด ระวัง โปร่งใส และเป็นธรรม ที่สำคัญคือต้องอธิบาย และตอบคำถามสังคมได้ในทุกเรื่องที่ดำเนินการไปนับว่าได้รับความรู้และแนวทางการดำเนินการมากครับ