เกษตรกรในบ้านเราจะต้องรวมตัว รวมกลุ่มสร้างความสามัคคีเพื่อให้เกิดพลังอำนาจการต่อรองที่แข็งแกร่ง
สถานการณ์เงินเฟ้อในบ้านเราที่ทำท่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 เปอร์เซ็นต์หลังผ่านกลางปีนี้ไป (หมายถึงคุณค่าของเงินที่ได้มาจะลดน้อยถอยลงไปอีก 4 เปอร์เซ็นต์ เงินเฟ้อยิ่งมากค่าของเงินก็ยิ่งน้อยลง) บวกกับภาวะข้าวของแพงที่กำลังถกเถียงกันอยู่ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ที่ว่าเป็นการสะกดจิตหรือแพงจริง ๆ อันนี้ประชาชนตาดำๆก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินตัวจริงด้วยการสังเกตุการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคว่ามีความสามารถในการจับจ่ายน้อยลงหรือไม่ ถ้ายังไม่เดือดร้อนมากก็ถือว่ายังพอได้ แต่ถ้ารู้สึกถึงภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังอันนี้ก็เข้้าข่ายว่าน่าจะแพง เพราะมีรายได้เท่าเดิมแต่ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้เหมือนเดิมจากสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะภาคเกษตรจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวเพื่อจะได้วางแผนการผลิตไม่ให้ออกมาชนจนผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ นำไปสู่วงจรอุบาศก์ซ้ำซาก
การบริหารจัดการพืชไร่ไม้ผลทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรก็มีความสำคัญจำเป็นที่จะต้องสังเกตุติดตามสถานการณ์ในหลายๆด้าน ยิ่งเข้าใกล้สู่ความเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่สมบูรณ์แบบในปี2558 ทั้งโอกาสและอุปสรรคต่างๆนาๆก็จะโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างเต็มที่เกษตรกรในบ้านเราจะต้องรวมตัว รวมกลุ่มสร้างความสามัคคีเพื่อให้เกิดพลังอำนาจการต่อรองที่แข็งแกร่ง อย่ามัวแต่เล่นแง่แปรความตามแบบศรีธนญชัย แบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งแยกสำนัก ต่างคน ต่างเก่ง ไม่ยอมรับความรู้ความคิดใหม่ๆเข้ามาปรับปรุงปรับใช้ในกระบวนการจัดการของตนเองทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว น้ำชาล้นถ้วยทำให้เกิดการพัฒนาที่ล้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น
นอกจากต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆเพื่อให้รู้เท่าทันแล้ว เรื่องดินฟ้าอากาศก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งหย่อนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะระยะนี้ย่างเข้าสู่เดือนพฤษภาคมได้ไม่กี่วันมีฝนฟ้าตกสร้างความเสียหายในหลายๆพื้นที่โดยเฉพาะทางภาคเหนือจะค่อนข้างหนักหน่อย แต่ก็ต้องดูกันยาวๆว่าส่วนใดของประเทศจะหนักหนากว่ากัน เพราะฝนก็ย่อมมาคู่กันกับปริมาณน้ำ ถ้าน้ำมากตั้งแต่นครสวรรค์ยันกรุงเทพฯก็ใช่ว่าจะพ้นจากวิกฤติ อันนี้ก็ต้องรอดูฝีไม้ลายมือของรัฐบาลว่าจะมีความสามารถในการรับมือแตกต่างจากครั้งก่อนมากน้อยเพียงใด ก่อนที่จะจากกันในวันนี้ขอฝากเรื่องการดูแลพืชผลในระยะฝนแรก เพราะจะมีละอองสปอร์ของเชื้อราโรคพืชตกหล่นลงมาที่ใบกับน้ำฝนจะสร้างความเสียหายอย่างมากแก่กิ่ง ก้านใบของพืช จะทำให้เกิดโรคใบไหม้ได้ง่าย ควรฉีดพ่นทำการล้างใบทำลายสปอร์ด้วยน้ำเปล่าหรือจะใช้สารสกัดจากเปลือกมังคุด 2-5 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร (เปลือกมังคุดแห้ง 200 กรัมต่อเหล้าขาว 500. ซี.ซี.หมักทิ้งไว้ 7 วัน) ฉีดพ่นทุกครั้งหลังฝนตกจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องโรคไหม้ได้อย่างดี
มนตรี บุญจรัส
"...เกษตรกรในบ้านเราจะต้องรวมตัว รวมกลุ่มสร้างความสามัคคีเพื่อให้เกิดพลังอำนาจการต่อรองที่แข็งแกร่ง อย่ามัวแต่เล่นแง่แปรความตามแบบศรีธนญชัย แบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งแยกสำนัก ต่างคน ต่างเก่ง ไม่ยอมรับความรู้ความคิดใหม่ๆเข้ามาปรับปรุงปรับใช้ในกระบวนการจัดการของตนเองทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว น้ำชาล้นถ้วยทำให้เกิดการพัฒนาที่ล้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น..."
A real point to ponder if we are really smart or we just spend too much time on being ศรีธนญชัย ...
เรียนท่านมนตรี กรุณาช่วยแลกเปลี่ยนประเด็น เกษตรกรไทย กับการเข้าร่วมประชาคมอาเชี่ยนมาแลกเปลี่ยนด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูง