พื้นที่สื่อสารและถักทอชีวิตส่วนรวมในวิถีชาวบ้าน


แคร่ใต้ร่มไม้ ลานบ้านอาว์สนิทและอาว์สมใจ เกษาแสง บ้านใต้ ตำบลห้วยถั่วใต้ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นลักษณะการจัดพื้นที่เอนกประสงค์ของบ้านไทยในชนบท สำหรับนั่งพักผ่อน คลายร้อน รับแขก ต้อนรับและปฏิสันถารผู้มาเยือน กระบวนทางทางสังคมที่เกิดขึ้นในพื้นที่เหล่านี้จะมีความเป็นธรรมชาติ สร้างความสนิทสนม ผูกพัน คุ้นเคย มีความเป็นญาติ ตลอดจนเป็นพื้นที่ประชุม พบปะ ปรึกษาหารือ อย่างไม่เป็นทางการ สร้างสุนทรียสนทนา ผู้ทำงานเชิงวิชาการ ทำวิจัยชุมชน ตลอดจนคนทำงานในพื้นที่ทางด้านต่างๆ หากมุ่งไปทำงานกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็จะใช้พื้นที่ในลักษณะนี้เป็นสถานที่ต้อนรับและอำนวยความสะดวก

การมีคุณลักษณะเป็นจุดเชื่อมโยงระบบชีวิตซึ่งมีส่วนต่อการสร้างสุขภาวะสาธารณะตามวิถีชีวิตชาวบ้านในลักษณะดังกล่าวนี้ เราจึงสามารถถือเอาบ้านและครัวเรือนที่มีสถานที่ลักษณะนี้ กับลักษณะของการจัดการ เช่น การออกแบบไว้บริเวณหน้าบ้าน การอยู่นอกรั้วบ้าน การอยู่ติดกับบ้านและถนน หลังบ้าน หรือในพื้นที่ซึ่งยากแก่การเข้าถึง ก็จะมีความหมายต่อการจัดลำดับชั้นการเปิดตนเองให้กับชุมชนและงานส่วนรวมในขอบเขตที่แตกต่างกัน ตลอดจนขนาดสำหรับรองรับจำนวนคนนั่ง เหล่านี้ ต่างก็สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ความมีจิตสำนึกสาธารณะ ภาวะผู้นำโดยธรรมชาติของชาวบ้าน และความมีจิตสำนึกพลเมือง ของเจ้าของครัวเรือนและชุมชนในแหล่งดังกล่าวได้

ลักษณะการทำพื้นที่ดังกล่าวนี้มีความแตกต่างหลากหลาย รวมทั้งอาจเกิดขึ้นเองตามการโน้มนำกันของชาวบ้าน เช่น อาจเกิดจากการนำเอาขอนไม้มาตั้งไว้ในลานบ้านแล้วก็เป็นที่ถูกอัธยาศัย พากันแวะเวียนไปมาหาสู่กันเองของชาวบ้าน การทำแคร่ขนาดใหญ่ หรือเปลยวน ที่เคลื่อนย้ายไปตามร่มไม้หรือชายคาได้ เหล่านี้เป็นต้น

ชุมชน หมู่บ้าน และย่านการอยู่อาศัยที่มีพื้นที่ในลักษณะนี้หลากหลายแพร่กระจายอยู่ในชุมชน ก็ย่อมจะมีความสามารถไหลเวียนและเกิดการตรวจสอบความรู้ และข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีความแม่นยำถูกต้องมากกว่าชุมชนที่มีน้อยกว่าตามไปด้วย ดังนั้น จึงเป็นองค์ประกอบและสิ่งบ่งชี้ได้อย่างหนึ่งถึงความมีสุขภาวะสาธารณะที่ดี ในบริบทของสังคมไทยได้

บ้านของอาว์สนิทและอาว์สมใจ เกษาแสง มีพื้นที่ดังกล่าวนี้อยู่หน้าบ้าน มีที่นั่งหลากหลาย สามารถนั่ง นอนบนแคร่ นอนบนเปลยวน รวมทั้งมีอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือนครบครัน ทั้งโอ่งและขันน้ำดื่ม อุปกรณ์ทำอาหาร มีดปอกมะม่วง มีความสวยงามในการเข้าไม้และการตบแต่ง สอดคล้องกับบทบาทของความเป็นผู้นำเชิงบารมีของอาว์สนิทและอาว์สมใจผู้ภรรยา ในการเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานและคนในชุมชน เป็นผู้มีความรู้และภูมิปัญญาปฏิบัติทางด้านการนำพิธีทำบุญ สมุนไพร ช่างฝีมือจักสาน การทำนา ความลึกซึ้งเข้าใจโลกและชีวิต ความขยันทำมาหากิน

ผมกับแม่นั่งคุยสักครู่ก็มีญาติพี่น้องทยอยออกมานั่งสมทบและคุยกันเป็นกลุ่ม หมุนเวียนไปสารพัดเรื่อง กระทั่งตั้งวงทำสำรับอาหาร นั่งกินข้าวด้วยกัน ผมนั่งปอกมะม่วงมันเขียวเสวยนั่งกินกันจานใหญ่ แต่ก็เหลือมะม่วงซึ่งหันไปทางไหนก็เก็บลงมาจากต้นได้ เหลืออยู่เหลือกินอีกเป็นกองพะเนิน ผลหมากรากไม้จากไม้ยืนต้น จึงเป็นทั้งระบบการให้ร่มเงาและแหล่งอาหารเครื่องดื่มในห้องรับแขกชั้นยอดนี้

อาว์สนิท เกษาแสง เป็นคนเก่าแก่อายุกว่า ๖๕ ปีแล้ว เป็นผู้หลักผู้ใหญ่รุ่นเก่าก่อนคนที่ยังมีอยู่ของชุมชนบ้านใต้ ผ่านการศึกษาบวชเรียน ขยันขันแข็งในการทำอยู่ทำกิน มีทักษะฝีมือและความรอบรู้หลายด้าน เช่น ทางด้านสมุนไพร การจักสาน ตลอดจนการเป็นผู้นำในงานบุญงานประเพณีต่างๆ ทำให้ได้รับการเชิดชูเป็นวิทยากรชาวบ้าน และเป็นผู้ให้การศึกษาดูงาน ถ่ายทอดทักษะและภูมิปัญญา เพื่อการพึ่งตนเองของชาวบ้านในการสร้างสุขภาวะการปฏิบัติต่างๆในวิถีชีวิต.

หมายเลขบันทึก: 486827เขียนเมื่อ 2 พฤษภาคม 2012 14:10 น. ()แก้ไขเมื่อ 13 กันยายน 2013 23:43 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (9)

เห็นประตูรั้วบ้านแล้ว
ทำให้นึกถึงประตูรั้วบ้านสมัยเก่า
ไม้ไผ่ขัดเรียก"ประตูแพ"

กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแลครับ
มีแค่ไม้ไผ่กับหญ้าคานี่ ชาวบ้านก็สามารถใช้สร้างบ้าน เครื่องมือเกษตร และเครื่องเรือน ได้สารพัดเลยนะครับ 

ขอขอบพระคุณอาจารย์ดร.จันทวรรณและ krutoiting
ที่แวะมาเยือนด้วยครับ

ขอมาซึบซับบรรยากาศจากบันทึกค่ะ อาจารย์

หนูอ่านบันทึกนี้แล้วก็ชวนนึกถึงบ้านป้าที่อยู่นอกเมือง ใครเดินผ่านมาผ่านไปก็แวะมาคุยมาทักทาย ถ้ากินข้าวกันอยู่ก็อดไม่ได้ที่ต้องไปยกจานข้าวมาตักข้าวยื่นให้มานั่งล้อมวงกินกัน วิถีชีวิตแบบนี้ค่อนข้างหายากในเมืองค่ะ ^_^

เรียน อาจารย์ที่เคารพ

อาจารย์พาคุณแม่เยี่ยมเยียนญาติ รากเหง้าฝังลึกยาวนาน จึงแผ่กว้างไพศาล....ความร่มเย็น ความรู้หลากหลาย ลึกซึ้ง มอบผ่านบันทึก

ขอบพระคุณค่ะ

สวัสดีครับมะปรางเปรี้ยวครับ
ในชนบทก็เริ่มหายากเหมือนกันครับ แม้แต่ในชุมชนแถวบ้านเกิดผม
บ้านช่องเดี๋ยวนี้มีคนน้อยครับ ตามย่านต่างๆมักมีบ้านที่ไร้ผู้คนอยู่เป็นระยะๆ
นานๆจึงจะมีแหล่งที่ชาวบ้านได้มานั่งกินข้าวและคุยกัน
การทำให้คนสามารถเดินเข้าหากันเพื่อสร้างชีวิตรวมกลุ่ม
และสร้างวัฒนธรรมการอยู่ด้วยกันในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ๆนี่
เป็นความรู้ที่จำเป็นและขาดแคลนมากนะครับ

สวัสดีครับคุณหมอธิรัมภาครับ
กางร่มเดินไปหลบร้อนมาใช่ไหมครับ มีลูกหลานหลายคนได้กลับไปอยู่บ้าน เพราะหลังจากน้ำท่วมใหญ่แล้ว บริษัทที่เสียหายจากน้ำท่วมก็ต้องเลิกจ้าง อีกทั้งตนเองก็ถูกน้ำท่วมบ้านและรถ เสียหายหมดเนื้อหมดตัว เลยได้พากันกลับไปอยู่บ้าน เลยก็ดีไปอย่างนะครับ

วิถีชุมชนในชนบทเป็นวิถีแห่งคุณค่าบ่งบอกถึงความเจริญงอกงามทางจิตใจของชุมชนนั้นๆ ซึ่งเราเองไม่อาจหาได้ง่ายๆในสังคมเมือง

การยกระดับและนำชีวิตชุมชนเข้าสู่สภาพแวดล้อมใหม่ๆที่เปลี่ยนไปจากเดิมมากแล้วของสังคมเมือง รวมทั้งสู่องค์กรสมัยใหม่ เพื่อให้ในอนาคต พลังในระบบการผลิตและบริการต่างๆของสังคมก็เข้มแข็ง ขณะเดียวกัน ชีวิตผู้คนที่อยู่ร่วมกันด้วยเงื่อนไขของการงาน ก็เป็นได้มากกว่าเครื่องยนต์กลไก แต่มีกระบวนการชีวิตชุมชนและมีปฏิสัมพันธ์ กล่อมเกลาหล่อหลอมกัน ให้ด้านที่มีความเป็นชีวิตจิตใจ สามารถงอกงามและเติบโตทางจิตวิญญาณได้ด้วย พลังของระบบการจัดการตนเองต่างๆก็ดำเนินไปได้อย่างพอดี และคนทำงานก็มีความสุขที่ทำงานเหมือนกับเป็นการดำเนินชีวิต สิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตจิตใจกับผลตอบแทนเชิงวัตถุเงินตราต่างๆ มีโอกาสที่จะเกิดความสมดุล เหมาะสม พอเพียง กับสภาวการณ์แวดล้อมต่างๆในตนเองของสังคมแต่ละจังหวะการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น นอกจากจะทนกันไปต่อแรงกดดันต่างๆในสังคมเมือง แล้วเมื่อต้องการความสุขสงบในชีวิตจิตใจก็ออกไปหาในชนบท ป่าเขา อย่างที่มีอยู่ทั่วๆไปแล้ว ในอนาคต เชื่อว่าสังคมจะต้องมีการมุ่งริเริ่ม ช่วยกันทำชีวิตชุมชนและวัฒนธรรมความงอกงามทางจิตใจขึ้นในสังคมเมือง มีพื้นที่และมุมที่สงบ งาม ได้อยู่กับคน ได้แบ่งปันความเป็นชีวิตและพลังสร้างสรรค์ต่างๆของชีวิตกับคนอื่นๆ ให้ได้ชีวิตที่รื่นรมย์และมีความบันดาลใจต่อการดำเนินชีวิตดีๆในสังคมเมืองอยู่เสมอๆเยอะๆ

เรื่องพวกนี้น่าหาโอกาสริเริ่ม ทำ เรียนรู้ สั่งสมบทเรียนเพื่อสังคม รวมทั้งทำเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น ได้ครับ เมื่อตอนอยู่ในกรุงเทพฯ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พวกผมในมหาวิทยาลัยมหิดลและเครือข่ายคนที่เกาะเกี่ยวกันได้ในชุมชนรอบๆมหาวิทยาลัยและจากหลายพื้นที่ของ กทม จะไปทำกิจกรรมเพื่อได้เจอและนำเอาสิ่งดีๆมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน โดยอาศัยสวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะ ทั้งตามข้างถนนและตามอาณาบริเวณที่มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานต่างๆเปิดให้ ตอนนั้น บางทีเราก็เรียกกันว่ามหาวิทยาลัยใต้ร่มไม้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในวิถีชีวิตที่มีพลังมากครับ มีคนที่มีความรู้ดีที่สุดทั้งในระดับชาวบ้าน ระดับประเทศ และของโลก มาแบ่งปันกัน

ศิลปินแนวอินดี้นำเอางานเพลงและงานสร้างสรรค์มาแสดงแล้วก็คุยสื่อสารเรื่องราวอีกด้านหนึ่งที่เห็นของสังคม เครือข่ายคนทำงานเชิงสังคม การพัฒนาการเรียนรู้เด็ก คนไร้โอกาส คนทำงานสุขภาพในกระบวนทัศน์ใหม่ๆ เครือข่ายผู้นำการเปลี่ยนแปลงในแนวทางใหม่ๆหลายสาขา รวมทั้งบางครั้ง ก็ได้ต้อนรับสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจที่จะถ่ายทอดและนำเสนอเรื่องราวเล็กๆแต่สร้างสรรค์ดีในวิถีชีวิตเมืองอย่างนี้ไปสู่วงกว้างของสังคม ทำนองนี้แหละครับ

ทำจนเป็นวัฒนธรรมกลุ่มเป็นกว่า ๑๐ ปีครับ นอกจากเป็นชุมชนสร้างสุขแล้ว ก็ได้กลายเป็นแหล่งก่อเกิดเรื่องราวดีๆมากมายอย่างเป็นชีวิตชุมชน บางเรื่องที่คนที่มาร่วมเวทีเป็นคนมีบทบาทอยู่ในสาขาต่างๆของสังคม ก็ได้ความคิดดีๆแล้วก็นำไปสู่การนำเสนอเป็นประเด็นเชิงนโยบายของส่วนรวม และการได้ความคิดดีๆ ไปเคลื่อนไหวกระบวนการภาคปฏิบัติ จากความเป็นชุมชนในลักษณะนี้ในเมืองนี่แหละครับ นำสิ่งดีๆที่มีในวิถีชีวิตชนบทไปสู่เมืองได้ครับ ทำนองเดียวกัน ก็มีหลายอย่างที่ดีๆจากโลกสมัยใหม่ที่อยู่ในเมือง ที่เราจะสามารถเรียนรู้และเลือกสรรไปสู่การเปลี่ยนแปลงของภาคชนบท ทำชนบทกับสังคมเมืองให้เป็นมิตรกัน ร่วมเป็นปัจจัยแห่งการสร้างสุขภาวะของกันและกัน ต่างกัน แต่เป็นองค์รวมเดียวกัน แบ่งปันกันและเสริมกันในส่วนที่ต่างก็ขาดในคนละด้าน

มองอย่างนี้ก็เห็นโอกาสคิดทำสิ่งต่างๆได้หลายอย่างเลยเหมือนกันนะครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี