สืบเนื่องจากการคิดค้นวิธีแปรงฟันแบบใหม่ ทำให้ผมคิดทะแยงไปว่าทำไมวิชาสุขศึกษาต้องสอนให้เราเคี้ยวอาหารให้แหลกละเอียด เพราะผมว่ามันไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพฟัน
วันนี้จะมาต่ออีกยอดคือ คิดว่าการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดเกินไปอาจไม่ดีต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกายด้วย
ถ้าเราคิดง่ายๆ ตามหนังสือสุขศึกษา เราก็ว่าอาหารละเอียดทำให้ย่อยง่าย ..แต่ถามต่อว่า ย่อยง่ายแล้วมันดียังไง ย่อยยากอาจดีกว่าก็เป็นได้นะ
ผมมาคิดตามหลักวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมเคมี) ว่า อาหารละเอียดมีพื้นที่ผิวสัมผัสกับน้ำย่อยมาก ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาได้มากก็ “ย่อยเร็ว”ครับ (ย่อยเร็วกับย่อยง่ายอาจไม่เหมือนกันซะทีเดียวหรอกนะ สิบ่อกให่)
การย่อยเร็วเกินไปนั้น ในคห.ผม ใช่ว่ามันจะดีเสมอไป เพราะร่างกายต้องทำงานหนักเพื่อย่อยในเวลาที่รวดเร็ว (แบบคนทำงานรีบล่กๆ น่ะ) พอย่อยสารอาหารได้เร็ว ก็ต้องพาสารอาหารเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างรวดเร็ว ผ่านกระแสเลือด หัวใจก็ต้องทำงานสูบฉีดเลือดอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น (เรื่องนี้ทำวิจัยพิสูจน์ได้ง่ายนิดเดียว คือ เอาคนคนเดียวกัน กินอาหารอย่างเดียวกัน วันหนึ่งเคี้ยวหยาบ วันหนึ่งเคี้ยวละเอียด เก็บสถิติการเต้นหัวใจสักอย่างละ 10 ซ้ำก็ได้ข้อสรุปแล้ว)
อาหารที่ขนไปส่งซ่อมแซมเซล ก็อาจมีมากเกินไป ก็ทิ้งๆ ขว้างๆ กันไป หรือ สะสมเป็นส่วนเกินกันไป ผมจินตนาการไม่เห็นข้อดีอะไรเลย ของการย่อยเร็วเกินไปจากการ “เคี้ยวแหลกเกินไป” นี้
แต่ถ้าเราเคี้ยวพอแหลกจะมิดีกว่าหรือ เพราะย่อยได้ช้าลง สารอาหารค่อยๆเข้ามา เลือดพาออกไปทีละน้อย แบบลงตัวพอดี หัวใจก็ไม่ต้องทำงานหนักมาก ค่อยๆทำไปในช่วงเวลาที่นานกว่า
สังเกตสิครับ งูเหลือมมันกินเป็นดุ้นๆ มันย่อยช้ามาก มันเลยต้องการกินไม่บ่อย ก็ไม่อ้วน (ใครเคยเห็นงูเหลือมอ้วนยกมือ) พวกหมา แมว เสือ มันกินเป็นชิ้นใหญ่ๆ ทั้งนั้นและครับ ไม่ค่อยเคี้ยวหรอก ฉีกเนื้อเป็นปื้นๆ แล้วกลืนเลย วัวควาย ไก่นก ก็เช่นกัน (ควายเคี้ยวเอื้องนั้นมันทำท่าเคี้ยวโชว์ไปงั้นแหละ ความจริงเคี้ยวน้อยมาก)
แล้วลองไปดูฟันสัตว์พวกนี้สิครับ ทั้งที่ไม่เคยแปรงฟัน ปรากฏว่าขาวสะอาด เหงือกสีชมพู ไม่มีร่น ซากสัตว์พวกนี้ที่เห็นในป่า ก็มีฟันครบหมด ไม่มีตัวไหนฟันหัก
มีมนุษย์นี้แหละที่สอนกันว่าให้เคี้ยวให้แหลก กินช้าๆ แบบผู้ดี ..วันนี้ผมมาสะกิดว่า ทำแบบนี้ฟันหรอ และ อ้วนนะสิบอกให้
อ้วนคือพออาหารมันย่อยไว ถูกใช้หมดไปไว มันก็หิวไว งัยครับ ก็กินบ่อยกว่าปกติ
...คนถางทาง (๒๙ เมษายน ๒๕๕๕)
การเคี้ยวอาหารให้ละเอียดนี่มันก็มีเหตุผลทางการแพทย์อยู่น่ะค่ะอาจารย์ คือ ระบบการย่อยมันจะอยู่ที่กระเพาะและลำไส้เล็ก พออาหารไปถึงลำไส้ใหญ่ จะเป็นกากอาหาร ที่เหลือจากการย่อย ถ้าหากมีปริมาณมากเกินไป การที่อาหารค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ ก็จะเกิด แก๊ส ขึ้น ซึ่งจะก่อนให้เกิดปัญหาทางสุขภาพตามมา เช่น กรดไหลย้อน หรือทำให้ลำไส้ใหญ่ เป็นแผล ต่อไป โดยเฉพาะในคนที่เป็นนิ่งในถุงน้ำดี เรียกว่า ปริมาณน้ำย่อยมาย่อยอาหารได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อยู่แล้ว หากมีอาหารที่ต้องย่อยมาก ก็จะทำให้มีอาการ จากกรดแก๊สพวกนั้นได้ค่ะ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักทุกข์ทรมานมากจาก อาการอึดอัดจุกแน่นท้อง ค่ะ เรียกว่าปัญหาที่ฟันนี่จิ๊บๆไปเลย การแปรงฟัน มันก็เหมือน กับการพยายามเอาสิ่งที่เป็นนามธรรรม มาทำเป็นขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม ว่า ถ้าจะให้ดี ให้ถูก จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างนี้ 1-10 ว่าไป ถ้าผิดขั้นตอน ไปอย่างหนึ่งถือว่าไม่ถูก อะไรประมาณนี้ นี่แหล่ะค่ะที่เป็นปัญหาของการเขียน GPG ซึ่่งบางครั้งชลัญว่ามัน แม่งๆๆ ก็คงจะเข้าอีรอบเดียวกับการล้างมือ ถ้าล้างไม่ครบขั้นตอนถือว่าไม่ผ่าน แต่ไอ้คนที่ล้างมือไม่ครบขั้นตอน แต่ล้างบ่อยกว่า คนที่ล้างครบขั้นตอน ชลัญว่า มันก็ แปลกๆว่าอันไหนสะอาดกว่ากัน
คุณ ชธ. ผมไม่ได้บอกว่า ไม่ต้องเคี้ยวนะครับ แต่เสนอว่า ให้เคี้ยวกำลังดี อย่าแหลกเกินไปครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันสามัญมากๆ อะไรที่เร็วเกินไปหรือช้าเกินไป ส่วนใหญ้มักไม่ดี....ถ้าอยากย่อยเร็วมากๆ ก็เอาน้ำย่อยเทียมมาผสมอาหารก่อนกินเลยดีไหมครัย..ก้ากๆๆ อ้าวว่าไปแล้วอาหารบางอย่างเขาก็ทำแบบนี้อยู่แล้วนี่นะ เช่น การหมักเนื้อก่อนปิ้งนั่นไง
อุ๊ย....อาจารย์ ต้องไปบอก ผศ.วิไลแล้วว่า คนถางทาง น่ะไม่ใช่คิดนอกกรอบ อย่างเดียว แต่คิดได้ตคอบจักรวาล เลย มีที่ไหนเอาน้ำย่อยเทียมมาผสมอาหารกิน มีหวังปาก burn หมดพอดี อิ อิ อิ
เราว่ามันมีผลจริงๆนะ ตอนเด็กเราเคี้ยวละเอียดเราจำดีเรียนเก่ง แต่พอพ่อบอกว่าเคี้ยวเร็วๆจะได้อ้วนๆ (เราผอม) หลังจากนั้นมาเราจำอะไรไม่ค่อยได้ เรียนไม่เก่งเลย จากเดิมเรียนเก่งที่สุดในห้องกลับบ้านไม่อ่านหนังสือ สอบก็สอบไม่ได้อ่านทบทวนอะไรเพิ่ม แต่ทำสอบออกมาได้ดีแฮะ ตอนอาจารย์พูดก็เข้าใจได้ง่าย ยังนึกดูถูกเพื่อนๆว่า อะไรแค่นี้ทำไมไม่เข้าใจกันเลยเหรอ
แต่พอ ม.ปลาย เรารีบเคี้ยว เราอยากอ้วนจะได้กินข้าวได้มากๆ อาจารย์พูดอะไรเรางี้ มึน โง่มาก การเรียนไม่ตกก็บุญแล้ว เอ็นท์ก็ไม่ติด ส่งผลระยะยาวกับชีวิต การคิดวิเคราะห์อะไรไม่แม่นยำเหมือนก่อน โดนหลอกง่าย มองอะไรเป็นตรรกะเข้าใจยาก คือโง่นั่นล่ะ
เราว่ามันมีผลจริงๆนะ ตอนเด็กเราเคี้ยวละเอียดเราจำดีเรียนเก่ง แต่พอพ่อบอกว่าเคี้ยวเร็วๆจะได้อ้วนๆ (เราผอม) หลังจากนั้นมาเราจำอะไรไม่ค่อยได้ เรียนไม่เก่งเลย จากเดิมเรียนเก่งที่สุดในห้องกลับบ้านไม่อ่านหนังสือ สอบก็สอบไม่ได้อ่านทบทวนอะไรเพิ่ม แต่ทำสอบออกมาได้ดีแฮะ ตอนอาจารย์พูดก็เข้าใจได้ง่าย ยังนึกดูถูกเพื่อนๆว่า อะไรแค่นี้ทำไมไม่เข้าใจกันเลยเหรอ
แต่พอ ม.ปลาย เรารีบเคี้ยว เราอยากอ้วนจะได้กินข้าวได้มากๆ อาจารย์พูดอะไรเรางี้ มึน โง่มาก การเรียนไม่ตกก็บุญแล้ว เอ็นท์ก็ไม่ติด ส่งผลระยะยาวกับชีวิต การคิดวิเคราะห์อะไรไม่แม่นยำเหมือนก่อน โดนหลอกง่าย มองอะไรเป็นตรรกะเข้าใจยาก คือโง่นั่นล่ะ
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/486497