ภาษาไทยอีสานมีคำคุณศัพท์คำหนึ่งคือคำว่า “อ๊ะยะ” แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า “รุ่มร่าม” และก็ยังมีคำพังเพยว่า “อ๊ะยะเหมือนพระบวชใหม่” ช่างเป็นคำพังเพยที่ดีอะไรเช่นนั้น

 

 

ใครที่ไม่เคยบวชคงไม่รู้ว่าพระบวชใหม่นั้นมีความอ๊ะยะอย่างไร

 

 

นอกจากนี้คำพังเพยยังแสดงให้เห็นว่าชาวอีสานนั้นมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับศาสนามาก เพราะแม้แต่คำพังเพยพื้นฐานยังเป็นคำเปรียบเปรยที่อิงวัดอิงศาสนา

 

 

            เครื่องทรงของพระนั้นประกอบด้วยผ้าสามผืนคือ สบง จีวร และ สังฆาฎิ  หรือที่เรียกกันว่าผ้าไตรนั่นเอง เพราะไตรแปลว่าสาม ( คนโบราณบางพื้นที่ก็เรียกว่าผ้าไกร ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ตัว “ต” กับตัว “ก” ในภาษาไทยนั้นคนบางพื้นที่ใช้แทนกันได้ เช่น ไตร(ไกร) เตรียม(เกรียม) ตรง(กรง) ร้อยตรี(ร้อยกรี) กรวดน้ำ(ตรวดน้ำ))

 

 

สบงคือผ้านุ่ง จีวรคือผ้าห่ม สังฆาฎิคือผ้าพาดบ่า จริงๆแล้วยังมีผ้าและเครื่องประกอบการแต่งตัว(หรือภาษาพระเรียกว่าการ”ครองผ้า” หรือ “ห่มผ้า”)ของพระอีก คือ รัดประคด(เข็มขัดผ้าถัก) อังสะ(เสื้อซับใน หรือเสื้อกล้ามพระ) และผ้ารัดอก

 

 

            การนุ่งสบงนั้นก็นุ่งคล้ายๆผ้าถุงผู้หญิง แต่ยากกว่าตรงที่ผ้าถุงผู้หญิงนั้นมีการเย็บชายทั้งสองให้ติดกันเป็นถุง ในขณะที่สบงพระเป็นผ้าผืนเหมือนกับผ้าคะม้า การนุ่ง และการลุกการนั่งจะต้องสำรวมให้มากและต้องมีเทคนิคที่ถูกต้อง ไม่งั้นเป็นได้เปิดหวอให้ชาวบ้านเก็บเอาไปเป็นอารมณ์สมาธิแน่ๆเลย

 

 

การนุ่งสบงนั้นทำให้ง่ายและรัดกุมขึ้นด้วย”รัดประคด” (หรือเข็มขัดพระนั่นเอง) รัดประคดเป็นผ้าถักที่ตรงกลางเป็นแผ่นกว้างประมาณนิ้วครึ่งความยาวพอๆกับรอบเอว ด้านปลายทั้งสองมีลักษณะเป็นเชือกสำหรับรัดเอว  พระรูปหนึ่งท่านบอกว่าเป็นเข็มขัดที่พระพุทธเจ้าทรงออกแบบเอง ...ช่างเป็นการออกแบบเข็มขัดที่วิเศษเลอเลิศอะไรเช่นนั้น สวมใส่สบาย รัดแน่นได้พอดิบพอดีไม่ว่าเอวจะเล็กหรือใหญ่อย่างไร ดีกว่าเข็มขัดสมัยใหม่เสียอีกที่บ่อยครั้งรูเข็มขัดไม่ตรงกับขนาดของเอว ความสวยงามก็เป็นเลิศ แถมยังปล่อยให้ผู้ใช้ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ได้อีก คือจะผูกเชือกให้เป็นเงื่อนเป็นโบว์ในลักษณะต่างๆได้ตามใจชอบ ผู้เขียนชอบเข็มขัดพระพุทธเจ้ามากจนคิดไปว่าสึกแล้วจะเอาไปใช้เป็นเข็มขัดกางเกงทำงาน (แต่จะย้อมเป็นสีดำเสียก่อน)

 

 

 

            เมื่อนุ่งสบงแล้ว ก็สวมอังสะ ซึ่งเป็นเสื้อกล้ามพระที่มีแขนเสื้อเพียงข้างเดียว คือแขนซ้าย ส่วนแขนขวาและไหล่ขวาเปิด กระดุมหรือเชือกผูก(แล้วแต่การออกแบบ)จะอยู่ทางใต้รักแร้ขวา ดูเหมือนของกล้วยๆแต่กว่าจะฝึกให้ใส่อังสะได้แคล่วคล่องอย่างไม่มีการผิดพลาดและเป็นอัตโนมัติเหมือนสรวมเสื้อยืดก็นานโขอยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่แล้วมันมักจะชุลมุนลชุลเก จับหัวจับหางไม่ถูก กลายเป็นเปิดไหล่ซ้ายบ้าง กลับตะเข็บเสียบ้าง อะไรทำนองนั้น

 

 

            แต่สิ่งที่ยากที่สุดจนทำให้ “อ๊ะยะ”  นั้นน่าจะเป็นการครองจีวรนั่นเอง จีวรนั้นเป็นผ้าผืนใหญ่มาก สืบถามดูจากพวกหลวงพี่พระเพื่อนๆปรากฎว่าไม่มีใครสามารถบอกเสปคที่แน่นอนของขนาดของจีวรได้ บางอันก็ใหญ่ บางอันก็เล็ก แต่คะเนดูว่าจะสูงสัก  2 เมตร และยาวสัก 3 เมตรเห็นจะได้ ด้านบนในจะมีรูปผ้าสี่เหลี่ยมเล็กๆ(เรียกกันเป็นแสลงแบบพระๆว่า “หัวกะโหลก”) เย็บติดไว้ให้เป็นที่หมาย

 

 

บางครั้งกว่าจะหาหัวกะโหลกเจอก็แทบแย่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่มืด การห่มจีวรนั้นได้รับการบอกเล่าว่ามีการห่มหลายรูปแบบ แต่ที่ใช้มากที่สุดมีอยู่สามแบบด้วยกันคือ การห่มเปิดไหล่(หรือการห่มเฉียงก็เรียก) การห่มคลุม และการห่มดอง การห่มสองแบบแรกต้องมีการม้วนลูกบวบ และหนีบลูกบวบไว้ข้างลำตัวด้วยแขนซ้าย ถ้าเป็นการห่มเปิดไหล่ก็จะเปิดไหล่ขวา ถ้าเป็นการห่มคลุมก็จะห่มแบบเดียวกันแต่เอาผ้าจีวรคลุ่มไหล่ขวาเสีย

 

 

ฟังดูเหมือนกับง่ายๆ แต่ต้องฝึกกันอยู่นานเป็นเดือนกว่าจะเป็นอัตโนมัติได้ วันแรกๆก็จะอ๊ะยะมากดังว่า เดินเหิรไปไหนผ้าจีวรมันก็จะคอยแต่หลวมลงๆจนมาห้อยเรี่ยดิน ก็ไม่รู้จะปรับจะแก้ให้มันรัดกุมขึ้นได้อย่างไร เดือดร้อนต้องงอนง้อให้พระเพื่อนหรือพระพี่เลี้ยงช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้บ้าง หรือไม่ก็ต้องเข้าที่รโหฐานจัดการแก้แล้วนุ่งใหม่ ส่วนพระที่ท่านแก่วัดแล้ว ท่านก็ยึกยักย้ายเอวส่ายตัวไปมาแป๊บเดียวก็กลับรัดกุมดังเดิม

 

...คนถางทาง