ทราบข้อมูลนี้กันหรือยังครับ ...

 

"คนไทยจ่ายเงินค่าหนังสือต่อปี เท่ากับ ราคาตั๋วหนังสามมิติ ๑ เรื่อง (๒๖๐ บาท)"

จากผลสำรวจปี ๒๕๕๓ คนไทยใช้เวลาว่างอ่านหนังสือปีละ ๒ เล่ม จ่ายเงินซื้อหนังสือ คนละ ๒๖๐ บาท ในขณะที่คนสิงคโปร์อ่านหนังสือปีละ ๔๐ - ๕๐ เล่ม คนเวียดนามปีละ ๖๐ เล่ม

ปัจจุบันมีหนังสือใหม่เข้าสู่ร้านหนังสือ ๙๓๔ รายการต่อเดือน เป็นอัตราที่ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ๕ - ๑๐ เท่า (ไต้หวันมีหนังสือใหม่เดือนละ ๑๐,๐๐๐ รายการ)

สาเหตุหลักของการไม่อ่านหนังสือของคนไทยทุกวัน ก็คือ การชอบดูทีวีและฟังวิทยุมากกว่า

ประเภทหนังสือที่คนอ่านมากที่สุดก็คือ หนังสือพิมพ์

สำหรับความคิดเห็นในการส่งเสริมเพื่อจูงใจให้รักการอ่าน ประชากรร้อยละ ๓๑.๖ เห็นว่า หนังสือควรมีราคาถูกลง

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สมาคมผู้จัดพิมพ์ ผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยและสำนักงานสถิติแห่งชาติ

 

 

สำหรับตัวผมเอง ผมคงเป็นคนหนึ่งที่จ่ายเงินค่าหนังสือเกินค่าเฉลี่ย ๒๖๐ บาท น่าจะหลายพันบาทต่อปี และอ่านหนังสือเกินปีละ ๒ เล่มอย่างแน่นอน น่าจะเกิน ๑๐๐ เล่มต่อปีด้วยซ้ำไป

สถิติเหล่านี้ชวนให้กลับมาคิดถึงตัวเอง ผมไม่เสียดายเงินสำหรับการซื้อหนังสืออ่านหรือ แล้วเรารักการอ่านหนังสือตั้งแต่เมื่อไหร่ และเพราะอะไรจึงชอบอ่านหนังสือมาก

 

 

 

เริ่มต้นการอ่านหนังสือ ...

 

 

 

 

ผมคิดว่า "พ่อและแม่" มีอิทธิพลต่อตนเองสำหรับการเป็นคนชอบอ่านหนังสือ


พ่อจบ ม.๓ เป็นนักเรียนโรงเรียนจ่าอากาศรุ่นที่ ๑ สายสื่อสาร พ่อจะมีหนังสือไว้ที่บ้านเป็นชั้น ๆ เช่นหนังสือเกี่ยวกับในหลวง ด้านการใช้ภาษาอังกฤษต่าง ๆ เป็นต้น

หากจะให้ผมเปรียบเทียบความรู้ภาษาอังกฤษในตัวตอนนี้ ผมสู้พ่อไม่ได้เลยแม้แต่น้อย พ่อเก่งกว่าเยอะ

แม่จบ ป.๔ เนื่องจากตายายไม่มีเงินส่งให้เรียนสูง ๆ ฐานะยากจน แต่แม่ก็ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่าง ๆ มากมาย

ผมคิดว่า ตัวเองรับการถ่ายทอดการรักการอ่านจากพ่อกับแม่มาโดยที่ไม่รู้ตัว

 

 

 

ห้องสมุดเพื่อนยาก ...

 

 

 

 

ระดับประถมศึกษา

ห้องสมุดของโรงเรียนจะเป็นสถานที่หนึ่งที่ผมจะใช้เวลาว่างอยู่เป็นประจำ ไม่เข้าไปนั่งอ่าน หรือ ยืมออกมาอ่านที่บ้าน

นอกจากการยืมอ่านแล้ว การซื้อหนังสือก็มีบ้าง จำนวนเล่มเป็นไปตามค่าขนมที่เก็บได้และขอแม่หากไม่พอ

โดยวันดีคืนดีจะมีสำนักพิมพ์หรือร้านหนังสือจะมาเปิดแผงหนังสือหน้าโรงเรียน ตอนเป็นเด็ก ๆ ก็จะขออนุญาตคุณครูออกไปยืนดู ยืนเลือก และถูกใจก็จะซื้อมาอ่าน

หนังสือในช่วงนี้ที่สนใจ เช่น ความรู้รอบตัว ที่สุดในโลก ที่สุดประเทศไทย ประวัติศาสตร์ เรื่องลึกลับต่าง ๆ จะชอบมาก

ราคาของหนังสือจะไม่แพงมาก ๕ บาท ๑๐ บาท ๒๐ บาท เป็นต้น

 

 

ระดับมัธยมศึกษา

ห้องสมุดโรงเรียนมัธยมฯ จะมีหนังสือมากกว่าระดับประถมฯ ตามความรู้ที่เข้มขันขึ้น ผมก็จะเข้าไปอ่านและยืมอยู่เป็นประจำ แต่จะลามไปจนถึงห้องสมุดของชมรมด้วย เช่น ชมรมวิทยาศาสตร์ เป็นต้น เขาจะมีหนังสือที่ห้องสมุดโรงเรียนไม่มี ทำให้มีที่ยืม ที่อ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอีกสถานที่หนึ่ง

ส่วนหนังสือที่ซื้อประจำ ตอนนี้จะมีพวกนิตยสารฟุตบอล สตาร์ซอคเกอร์ ประจำทุกสัปดาห์ เพราะชอบดูฟุตบอลต่างประเทศ ทำให้เรารักกีฬาประเภทนี้อีกต่างหากด้วย

หนังสืออีกประเภท คือ หนังสือเตรียมสอบ Entrance ที่เป็นพวกคู่มือวิชาที่จะใช้สอบต่าง ๆ เนื่องจากเราไม่ีมีเงินออกไปกวดวิชาเหมือนเพื่อน ๆ ที่มีเงิน หนังสือจึงเป็นทางออกหนึ่งที่เราพอจะทำได้

 

 

ระดับปริญญาตรี

ห้องสมุดมหาิวิทยาลัย ปริมาณหนังสือก็เยอะขึ้นตามลำดับ ยืมแหลก อ่านหนังสือทุกประเภทที่ตนเองสนใจ เรียกว่า มาห้องสมุดจนเจ้าหน้าที่ห้องสมุดและอาจารย์บรรณารักษ์จำได้แล้ว

เพราะในความรู้สึกก็คือ หากเราได้อ่านเรื่่องที่เราสนใจ ในอนาคตหากเราทำงานแล้ว เราอาจจะอ่านหนังสือน้อยลง มีโอกาส ใช้ให้คุ้มค่า

ส่วนการซื้อหนังสือช่วงนี้ จะเป็นหนังสือและนิตยสารคอมพิวเตอร์ (ช่วงนั้นจำได้ว่า เป็นช่วงที่คอมพิวเตอร์กำลังเริ่มเข้ามีบทบบาทในสังคมไทยมากขึ้น) หนังสือกลอนรัก นิยายรักนักศึกษา จิตวิทยา การดำเนินชีวิต ธรรมะต่าง ๆ ฯลฯ

 

 

ระดับปริญญาโท

เรียนนานหลายปี ทำให้ยืมหนังสือจากสำนักหอสมุด ห้องสมุดคณะต่าง ๆ รวมกันถึง ๑,๐๐๘ เล่ม ซึ่งชอบมาก เพราะมีความหลากหลายสำหรับเนื้อหาที่เราอยากรู้ นอกเหนือไปจากการเตรียมข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์ต่าง ๆ

ช่วงนี้ก็ถือเป็นช่วงที่เราซื้อหนังสือมากขึ้น ถ่ายเอกสารหนังสือมากขึ้น โดยเฉพาะหนังสือด้่านการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา

 

 

 

เมื่อทำงานมีเงินเดือน ...

 

 

 

 

บังเอิญทำงานในมหาวิทยาลัย ดังนั้น จึงมีสิทธิ์การยืมหนังสืออกมาไำ้ด้เป็นภาคเรียน ก็ยืมสม่ำเสมอเช่นกัน และยืมห้องสมุดทุกคณะด้วย หากหนังสือเล่มนั้นอยากอ่าน

ส่วนการซื้อหนังสือ น่าจะจ่ายเยอะที่สุดในทุกช่วงชีวิตแล้ว คือ อยากอ่านเล่มไหน ตัดสินใจได้ ก็ซื้อทันที หากไม่ทำให้ปลายเดือนเดือดร้อน

 

คือผมว่านะ เงินค่าหนังสือทั้งหมดของผมตลอดชีวิต ซื้อบ้าน หรือ ซื้อรถยนต์ได้แล้วมั้งเนี่ย ;)...

 

 

 

เหตุผลสำคัญที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ...

 

๑. เรียนหนังสือไม่เก่ง

เพราะโอกาสที่ตนเองจะได้ไปกวดวิชาเหมือนเพื่อนคนอื่นไม่มี ฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน การอ่านหนังสือเป็นทางออกทางหนึ่งสำหรับคนที่เรียนหนังสือไม่เก่งจะพัฒนาตนเองได้

 

๒. ความอยากรู้

ในที่นี้หมายถึง อยากรู้เรื่องราวในหนังสือว่าเป็นอย่างไร สนใจใคร่รู้ อยากติดตาม อยากนำความรู้ดังกล่าวมาเก็บไว้ในสมอง

 

๓. ค้นหาคำตอบบางอย่าง

ปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่สามารถปรึกษาใครได้ เมื่อหนังสือมีคำตอบที่เราต้องการอยู่แล้ว เราจึงค้นหาและลองปฎิบัติตนตามดู หากเข้าใจและได้ผลก็จะปฏิบัติ หากไม่เข้าใจและไม่ได้ผลก็จะค้นหาต่อไป

 

๔. เสพติดหนังสือ

หนังสือ กลายเป็น ยาเสพติด สำหรับผมไปเสียแล้ว หากไม่ได้อ่านหนังสือก่อนนอน มักจะมีอาการนอนไม่หลับ อย่างน้อยขอให้ได้อ่านสักหน้าก็พอ

 

๕. แหล่งข้อมูลอ้างอิง

เมื่อเติบโตขึ้น ประโยชน์ข้อนี้จึงเกิดขึ้นตาม นอกจากการที่ต้องใช้หนังสือประกอบการสอน การทำวิจัย แล้ว ตอนนี้หนังสือกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับการเขียนและต่อยอดในการเขียนบันทึกที่ Gotoknow ไปแล้ว

 

แค่ ๕ ข้อก่อนก็แล้วกันนะครับ หากคิดออกอีกจะมาเขียนเพิ่ม ;)...

 

 

แต่อย่างไรก็ตามนะครับ การอ่านหนังสือใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่เราควรพึงระลึกถึงเสมอก็คือ "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" ควรใช้หลักธรรมของพระพุทธองค์ที่เรียกว่า "กาลามสูตร" ก่อน มิฉะนั้น ความเชื่อจะกลายเป็นความหลงงามงายไป

 

"หลักธรรมที่ชื่อว่า กาลามสูตร"

๑. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา
๒. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา
๓. อย่าปลงใจเชื่อ ตามคำเล่าลือ
๔. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
๕. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรกะ
๖. อย่าปลงใจเชื่อ โดยการอนุมาน
๗. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
๘. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
๙. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณ์น่าจะเป็นไปได้
๑๐. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

"เมื่อใดก็ตามรู้ เข้าใจด้วยตนเองว่า สิ่งใดก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่ดี มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละ หรือจึงควรนำมาปฏิบัติ"

ใครปฏิบัติตามหลักการนี้ ย่อมจะได้ปัญญาที่แท้ที่เป็น "ความจริงสุดท้าย" มาใช้เป็นหลักในการทำงานและการดำรงชีวิต กล่าวอย่างสั้นที่สุด เป้าหมายของกาลามสูตร ก็คือ ต้องการดึงเอาผู้ที่สนใจในธรรมของพระพุทธองค์ลงมาสู่การปฏิบัติ ด้วยการ ค้นหาความจริงจากความจริง ไม่ใช่ ค้นหาความจริงจากความเชื่อ

 

ดังนั้น การอ่านหนังสือใด ๆ โปรดใช้ปัญญาไตร่ตรองให้ดีก่อนเชื่อนะครับ จะทำให้ความเขลาของเรากระจ่างมากขึ้น กลายเป็น "ปัญญา" ที่เราใช้ติดตัวตลอดไป อีกทั้งยังถือเป็นการแลกเปลี่ยนเีรียนรู้ซึ่งกันและกัน ระหว่างเรากํบผู้ให้ความรู้กับเราอีกด้วย

 

ไม่มีใครรู้อะไรมากที่สุดในโลก

ไม่มีใครฉลาดที่สุด และโง่ที่สุด มีแต่ "รู้" กับ "ไม่รู้"

ความรู้นั้นกว้างขวางเหมือนมหาสมุทร
ยิ่งนานไป เราจะรู้ว่าความรู้ของเราแค่น้ำหยดเดียวในมหาสมุทร
ต้องเรียนรู้ไม่มีวันหยุด

 

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบันทึกนี้นะครับ

บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...