สวัสดีค่ะอาจารย์,
ยุคจากนี้ไปคนสิงคโปร์คงอ่านหนังสือน้อยลงแล้วค่ะ เพราะสังเกตจากบนรถไฟ เมื่อก่อนเห็นคนถือหนังสือ ถือหนังสือพิมพ์ กันเยอะมาก ตอนนี้ถือ smartphone และ tablet กันหมด รู้สึกเขินนิดๆ ที่ถือหนังสือขึ้นไปอ่านบนรถไฟ เหมือนจะเชยมากกว่าปกติ แต่ชอบเสียงและสัมผัสของการพลิกหนังสือและชอบกลิ่นหนังสือมากกว่า
นิสัยการรักการอ่านคงต้องเริ่มจากการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก แล้วจากนั้นคือการใฝ่รู้และกลายเป็นนิสัย ในเมืองที่มีการใช้ชีวิตที่มีการแข่งขันกันสูง จะบังคับกลายๆ ว่าจะหยุดเรียนรู้ไม่ได้ จึงต้อง upgrade ตัวเองเรื่อยไป คนในเมืองใหญ่อย่างญี่ปุ่น ใต้หวัน สิงคโปร์ จึงอ่านกันมาก หลายๆ คนเชื่อว่า "Today a reader, tomorrow a leader.”
ที่นึ่เราจ่ายประมาณ 10% ของรายได้ที่ในแต่ละปีสำหรับการเรียนรู้ ซื้อหนังสือ ซื้อสื่อการเรียน คอร์ส ต่างๆ ค่ะ (สถิติส่วนตัวและคนใกล้เคียงที่รู้จัก)
ถึงการเรียนรู้จะเป็นความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลแต่ที่นี่รัฐบาลสนับสนุนการเรียนรู้แบบต่อเนื่อง ห้องสมุดจึงมีทุก district หรือทุกตำบลก็ว่าได้ สะดวกค่ะ จากห้องสมุดใกล้บ้านไปอีกห้องสมุดถัดไป ใช้เวลานั่งรถไฟ 6 นาที ประมาณนั้น หนังสือจึงมีให้ยืมเยอะแยะและแทบทุกประเภทด้วย ทั้งภาษาอังกฤษ จีน มาเลย์ ฮินดี (น่าเสียดายไม่มีภาษาไทย) หนังสือในห้องสมุดจึงทันสมัย ใหม่เอี่ยม หนังสือใหม่ๆ ออกมาวางเรียงเชิญชวนให้คนยืมไปอ่านทุกเดือน จนอ่านไม่ทัน
ตอนนี้มีห้องสมุดก็เริ่มมีระบบการอ่าน online ด้วย แต่ยังไม่ได้ใช้ค่ะ
ทุกครั้งที่ไปห้องสมุด รู้สึกดีใจที่ได้จ่ายภาษีเงินได้
แต่ไม่ว่าจะมีความพร้อมมากมายแค่ไหน หากใจไม่รักที่จะอ่านก็คงเริ่มยากค่ะ หากคนมีความสุขในการอ่านเขาก็จะขวนขวายหาอ่านเอง หากการอ่านคือความสุขของเขา
ชอบคำพูดของ Shimon Peres - If you eat three times a day you'll be fed. If you read three times a day you'll be wise :)
มีความสุขในการอ่านหนังสืออยู่กับบ้านในช่วงนี้นะคะอาจารย์หากไม่อยากออกไปเปียกน้ำน่ะค่ะ :)