ว่าด้วยการพัฒนาแนวคิด Appreciative Inquiry ด้วย Kolb's Experiential Learning

1. หน้าที่หลักของผมคือพัฒนาลูกศิษย์ให้สามารถใช้ AI ได้จริง ประมาณว่าเอาไปใช้จริงๆ..วัดจนถึงกำไร ต้นทุน...แต่นั่นมันปลายทาง..ระหว่างทางที่ลูกศิษย์ผมทำหล่ะ..มันต้องมีการวัด.จะได้รู้ทิศทาง ว่าเขาไปถึงไหน เอาแบบสอบถามอะไรมาใช้ก็ไม่เห็นภาพ..ที่สุดผมตัดสินใจว่า "จะพัฒนาระบบประเมิน" ของผมเองครับ..

2. ผมรู้สึกว่าหนังสือ Appreciative Evaluation น่าจะเป็นคำตอบ

...แนวคิดก็คือ..ถามประสบการณ์ที่ดี.(The Best of What is) ครับ...จริงๆมันก็คือ AI นั่นแหละ แต่เอามาเน้นที่การประเมิน..หนังสือเล่มนี้บอกครับ..การประเมินทั่วไป มันไม่ค่อยให้คำตอบอะไรเท่าไหร่..สังเกต ไหมครับ..ในห้องเรียน..ผมมาก่อนเวลาทุกครั้ง..ลูกศิษย์ต้องบอกเลยว่ามาสายกว่าผมครับ..แต่ไหงประเมินออกมา..สิบกว่าปีแล้ว..ผมไม่เคยได้คะแนนการ "ตรงเวลา" เต็ม 5 เลยครับ..ประสาทไหมครับ

 

นึกถึงขนมเบรก..โจทย์นี้ทุกองค์กรชอบทำประเมินครับ..แปลกไหมครับ.ประเมินกันมานับสิบปี..แต่ขนมเบรกก็ยังห่วย อาจห่วยลงเรื่อยๆ..วิธีการประเมินที่เราใช้กันมา อาจต้องการวิธีคิดใหม่..

3. ผมลองเอา Appreciative Evaluation มาผสมกับการทำ Appreciative Inquiry ของผมครับ..เริ่มจากการติดตามลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งที่มีอยู่ 5 คน (The best of waht is) ศิษย์กลุ่มนี้เก่ง กระตือรือร้นครับ..ทำให้ผมเห็นความก้าวหน้าก่อนกลุ่มอื่นๆ..แล้วผมก็มองหาจุดเปลี่ยน..เป็นจุด หรือเหตุการณ์ที่ลูกศิษย์ผม..มีพัฒนาการในการทำ AI แบบก้าวกระโดด...แล้วผมก็เจอจุดเปลี่ยนครับ แล้วผมก็ถอดรหัสสร้างระบบประเมินของผมเองไว้ดังนี้ครับ

The Enthusiast เป็นผู้มีความสนใจ AI ครับ..มีจุดเปลี่ยนคือ..เขา "สัญญา" ว่าจะทำ AI จนจบโครงการครับ..ไม่ใช่แค่สนใจธรรมดา

The Apprentice เรามาออกแบบแนวคำถาม AI แล้ว เริ่มถามไปราวๆ..20 คน ครับ ในระยะนี้เมื่อครบ 20 คน เขาจะเริ่มคิดได้เองว่าจะขยายผลสิ่งที่้คนพบได้อย่างไร..

AI Master เริ่มขยายผลตามวงจร 4-D ได้จบอย่างน้่อยหนึ่งโครงการครับ..กลุ่มนี้เริ่มทำ AI เป็นมากแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นครับ..คือไม่ถึงกับระดับออกแบบโครงการได้เอง..จะทำ 4-D แต่ละครั้ง จะกลับมาหาผม หรือ AI Champion ก่อนครับ..เรียกว่ายังพึ่งตัวเองไม่ได้

AI Champion กลุ่มหลังนี้เป็น AI Master ที่ทำจบอย่างต่ำ 5 วงจร 4-D ครับ..จนกลายเป็นผู้มีขีดความสามารถในการออกแบบโครงการ AI ได้ด้วยตนเอง..และกลายเป็นผู้สนับสนุนการทำ AI ในองค์กรของตนเอง..หรือไม่ก็ต้องบริษัท ตั้งเครือข่าย AI ขึ้นมาครับ..

จะเห็นว่าเป็นขั้นบันไดครับ..ระดับแรกสุดคือ The Enthusiast  ถ้าพัฒนาไปถูกทาง..ผู้ทำ AI จะถูกยกระดับไปเป็น AI Champion ครับ..

4. ผมทดลองเอาแนวคิดที่ผมเจอไปวัดผมลูกศิษย์อีก 20 กว่าคน..เห็นเลยครับ.ว่าแม่น..มำให้ผมจับจุดถูก..ว่าเขาติดปัญหาอะไร..จะช่วยตรงไหน..ครับ.. ตอนนี้ระบบนี้กลายเป็นมาตรฐานของผม..ผมสามารถต่อยอดการทำวิจัยได้เลย ตั้งวัตถุประสงค์ก็ง่าย วัดผลก็ง่ายๆ..ล่าสุดก็ใช้กับงานวิจัย พีึงไปนำเสนอผลงานมาครับ

 

ตอนหลังผมเพิ่มประเภทที่ห้ามาคือ The Academics หรือ The Alchemist จริงๆ คือ AI Champion ที่เป็นกลุ่มอาจารย์ครับ..คนกลุ่มนี้ เป็นอาจารย์ผมบ้าง..เป็นเพื่อนบ้าง ลูกศิษย์บ้างที่ทำ AI ในระดับวิชาการครับ...คนกลุ่มนี้มีทิศทางอีกแบบหนึ่ง..เราก็จะสนุบสนุนพัฒนาเป็นชุมชนนักปฏิบัติขึ้นมาอีกกลุ่ม เพื่อต่อยอดและบุกเบิก AI ในเชิงลึกต่อไปครับ..