ช่องว่างนี้แก้ไขได้......

 

       เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดกับเครือญาติของดิฉันเอง ที่คิดถึงขึ้นมาคราใดเกิดการเจ็บลึกๆในอกทุกครั้ง การนำมาเล่าครั้งนี้เหมือนกับการกรีดปากแผลของตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน......

  • เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ดิฉันได้พบกับน้องสะใภ้ที่มีหน้าตาเคร่งเครียด สอบถามได้ความว่า กลุ้มใจ เสียใจมากเพราะลูกชายคนโตเรียนอยู่ปวช.ปีที่๓ มาบอกว่าเรียนไม่จบ สอบถามบอกว่าเกรดไม่ออก  ๕  วิชา บอกว่าต้องลงทะเบียนเรียนใหม่อีก ๑ ปี ด้วยความรักและสงสารลูกที่อยากแก้ตัว ก็ไม่ขัดข้องอะไรได้ให้ลูกเรียนซ้ำไปอีกหนึ่งปี ...

  • ผ่านไปอีกหนึ่งปีเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ลูกมาบอกอีกว่าเรียนไม่จบ...จึงไปที่วิทยาลัยที่ลูกเรียนพบครูที่ปรึกษา และผอ.ได้รับแจ้งว่าเด็กไม่ได้ไปเรียน จึงไม่มีเวลาเรียนและไม่มีสิทธิ์เข้าสอบ...น้องบอกว่า...ใจพ่อแม่แทบแตกสลายเพราะไม่เคยรู้เลยว่าลูกไม่ไปโรงเรียน เพราะเช้ามาลูกแต่งตัวไปเรียน เย็นกลับบ้านตรงเวลาทุกวัน ไม่เคยขอเงินเพิ่ม ไม่ติดยา ไม่ติดหญิง ไม่เกเร....แล้วคนเป็นพ่อแม่จะรู้ได้อย่างไรกัน....ว่าลูกไม่ไปเรียน...เพราะพ่อต้องทำงานแม่ต้องขายของตั้งแต่เช้าถึงค่ำทุกวัน....

  • ปัญหานี้จะแก้ได้ที่ใคร น้องไม่โทษโรงเรียน...ไม่โทษครู โทษเพียงลูกตัวเองที่ไม่ใฝ่เรียน....ดิฉันเองฟังเรื่องราวแล้วเจ็บลึกในอก ไม่เคยคิดเลยว่าปัญหาเช่นนี้จะเกิดกับญาติกับน้องของตัวเอง นำกลับมาคิดทบทวนหลายรอบ ได้แต่ปลอบน้อง และแนะนำว่าเขาต้องใส่ใจกับลูกมากกว่านี้ และในความเป็นจริงหากช่องว่างระหว่างโรงเรียนกับครอบครัวใกล้ชิดกันมากกว่านี้ปัญหาเช่นนี้คงไม่เกิด และหากเกิดก็จะสามารถแก้ไขได้ทัน ถ้าผู้ปกครองกับโรงเรียนใส่ใจดูแลเด็กร่วมกัน....ก็จะไม่สายเกิน...

  • เพื่อนๆมีความคิดเห็นเช่นใดกับเรื่องนี้บ้าง เราจะอุดช่องว่างของปัญหานี้ได้อย่างไร.....ดี