ผมนี่ไม่ใช่เด็กเรียน เป็นเด็ก (555 ตอนที่เป็นเด็กวัยเรียนนะครับ) ที่ชอบกิจกรรมนักเรียนมาก ๆ ถามว่าใครเป็นไอดอล ก็ไม่มี ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม พ่อแม่ก็เป็นชาวนา แต่ลึก ๆ คิดว่าพ่อแม่เลี้ยงดี เอาไปฝากลุง ฝากวัด ฝากหอพัก แล้วสิ้นเดือนก็ด้อมๆ เอาสตางค์ไปให้ทุกเดือน บางเดือนนาน ๆ ที ก็รับกลับบ้านซ้อนท้ายจักรยานพ่อ พ่อก็สอนไปด้วย
ตอนเรียนมัธยมเอาทุกตำแหน่ง หัวหน้าหอพัก หัวหน้าห้อง ประธาน นักเรียน ไปเรียนกรุงเทพฯ พ่อก็ไม่รู้เรื่องว่าเราไปเรียนที่ไหน อย่างไร พ่อก็ส่งเงินให้เดือนละสี่ร้อยจนจบปริญญาตรี เพื่อนฝูงทำงานเลี้ยงชีพแทบตาย (พวกที่ส่งตัวเองเรียน) เราไม่ทำอะไรนอกจากกิจกรรมนิสิตนักศึกษา
แต่แปลกสิ่งที่ไม่อยากเป็นเมื่อตอนทำงานก็คือ ตำแหน่งหัวหน้า ทุกตำแหน่ง ไม่เอาด้วยนอกจากถูกยัดเยียด แต่ก็พบตัวเองว่าเวลาองค์กรเดือดร้อน ก็ต้องกระโดดเข้าไปเป็นแนวหน้าทุกครั้งไป แล้วมันอะไรกันนี่ชีวิตข้าฯ แต่ก็คิดว่ากระบวนการสอนของพ่อ ที่ให้ลูกช่วยตัวเองภายใต้การดูแลช่วยเหลือบ้าง เป็นที่มา
คิดไปคิดมา นี่ถ้าพ่อเราท่านตั้งใจจะให้เราเป็นนายกอบต. (555 ในสมัยนั้นยังไม่มี) เราก็ได้เป็นไปแล้ว แต่ก็ภูมิใจยิ่งแล้ว ที่วันนี้เป็นคนที่เขียนอะไรในโกทูโนแล้วมีคนมาอ่าน พอแล้วชีวิตนี้ 555)
เข้าถนนใหญ่ซะที……การฝึกให้ลูกเป็นนายก… น่าจะทำได้หลายวิธี เช่น (1) ทำให้ลูกรู้สึกว่า “พ่อแม่รังแกฉัน” (2) ทำให้ลูกตกระกำลำบากด้วยการอย่าร้าง (ทั้งสองข้อนี่ล้อเล่นนะครับ อ่านประวัติโอบามา มา http://www.kingdomplaza.com/scoop/newsforprint.php?nid=3346 ผู้เขียนบอกว่า “…….. เมื่อโอบามาอายุได้ 2 ขวบ พ่อก็เข้ารับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บั้นปลายท้ายที่สุด พ่อกับแม่ของโอบามาต้องแยกทางกัน ครอบครัวแตกฉานซ่านเซ็น พ่อแต่งงานใหม่เป็นครั้งที่ 3 แม่แต่งงานใหม่เป็นครั้งที่ 2…….”
(3) เป็นแบบอย่างของการเป็นผู้นำ และฝึกฝนอบรมอย่างตั้งใจ (อย่างมืออาชีพนะครับ ไม่ใช่สอนๆๆ แบบบอกให้ทำ จนลูกรำคาญและไม่เอาด้วย) ว่าลูกหลานคนนี้ต้องเป็นนายกให้ได้ ถ้ามันไม่ได้ หลานหรือเหลน ต้องเป็นให้ได้ เรียกว่าสร้างวิสัยทัศน์ไว้ก่อน แต่ก็อย่าเครียดจริงจังเกินเหตุ และก็สนับสนุนส่งเสริมให้ลูกหลานช่วยตนเอง …….แสดงออกถึงความเป็นผู้นำในวัยเรียน หัวหน้าห้อง ประธานนักเรียนต้องส่งเสริม ตรงนี้ผมคิดถึงตัวผมเองที่ชอบกิจกรรมนักเรียน และมีส่วนในการสร้างบุคลิกภาพบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ
(4) แล้วแถมด้วยส่งลูกหลานเข้าเรียนในหลักสูตรผู้นำใด ๆ ที่มีอยู่…..จริง ๆ แล้ว โรงเรียนเขาก็พยายามสอนผ่านกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี การทำกิจกรรมกลุ่มและสอนโดยไม่ได้สอนหลักการทฤษฎีอะไร จับให้ทำกิจกรรม แล้วก็จบ เหมือนดังที่ผม และท่านทั้งหลายที่ชอบทำกิจกรรมในวัยเรียนที่ผ่านมา
วันนี้บริษัทเอกชนเขามี หลักสูตร “Leadership for KIDs” https://www.facebook.com/pages/SiamHRLeadership4KIDs/177632845680171 มีหลายสาขาทั่วประเทศ ก็ลองดูส่งลูกหลานไปเรียนจากการสอนของมืออาชีพ ด้วยเจ้าของบริษัทที่คิดสร้างหลักสูตรเป็นมืออาชีพในการฝึกอบรมผู้ใหญ่ แต่มุ่งหวังให้เด็กไทยได้รับการฝึกฝนอย่างมืออาชีพตั้งแต่เยาว์วัย ด้วย
ก็ลองเข้าไปดู จับพลัดจับผลู ลูกเราหลานเราก็อาจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้นะครับ การตั้งใจให้ลูกหลานเป็นนายก….ไว้นาน ๆ ลูกหลานจะได้เป็นนายก ….. (นายกรัฐมนตรี นายก อบต. หัวหน้า… ประธาน…) ดีตลอดกาล เป็นตำนานของพ่อแม่ปู่ย่าตายายดี ที่มองอนาคตไกลไว้ให้ลูกหลานได้ดีไงครับ
นายกสมาคมลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุข มีกรรมยกมือให้เป็น ..ไม่เอา เอาเป็นแค่ดณะทำงานกรรมการสมาคมพอแล้วตอนี้ มีความสุขอีกอย่างที่ได้มาเล่าอะไรๆในชีวิต แล้วมีคนมาช่วยคิดต่อ ก็พอแล้ว
ขอบคุณครับท่านวอญ่า.... ที่เป็นอย่างนั้นเพราะภาวะผู้นำยังไม่พอ ซึ่งก็น่าเห็นใจถ้าไม่ได้ฝึกมาฝนมา แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ยังไม่พอ แต่ลูกหลานของท่านผู้นั้นอาจไปถึงระดับนายกได้เหมือนกัน เพราะได้แบบอย่างไปจากพ่อไปบ้างแล้ว
เรื่องการเป็นผู้นำคนต้องฝึกฝน เหมือนกับการฝึกฝนอื่น ๆ เช่น พ่อไทเกอร์วูดสอนกอล์ฟให้ลูก ภราดรที่พ่อสอนเทนนิสให้ตั้งแต่เล็ก ๆ แต่เรื่องภาวะผู้นำนี่ไม่ได้สอนกันลึก ๆ ตั้งแต่เด็ก ๆ ช่องว่างตรงนี้ เอกชนที่เขาเห็น จึงสร้างเป็นหลักสูตรให้เด็กได้รับการฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์สำหรับท่านไม่มีเวลาที่จะมาสอนลูกในเรื่องนี้ รอให้โตแล้วเป็นโดยไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน ก็เห็น ๆ จะให้เป็นคมชัดลึกมากกว่าคนที่เขาตั้งใจจะเป็นนายกมาตั้งแต่เล็ก ๆ ในวัยเรียนคงไม่ได้
ได้รับการบอกกล่าวจากท่านเจ้าของกิจการมาว่า หลักสูตรการฝึกเด็ก ๆ ให้มีภาวะผู้นำนี้มีอยู่ 12 ระดับ ได้แก่
ระดับที่ 1 การแนะนำตนเอง ทั้งการพูดและการเขียน ที่ถูกต้องตามหลักสากล ระดับที่ 2 การพูดแนะนำบุคคลอื่นๆ ให้ผู้ที่ได้รับการแนะนำรู้สึกประทับใจ ระดับที่ 3 การพูดแบบเล่าเรื่องทั่วไป ให้บุคคลที่รับฟังเข้าใจตามเวลาที่กำหนด ระดับที่ 4 การพัฒนาภาวะผู้นำ ด้านบุคลิกภาพของเด็กแต่ละคนในทุกมิติ (กาย วาจาใจ) ระดับที่ 5 การสร้างความโดดเด่นในการทำงานกลุ่มและการระดมสมองในห้องเรียน ระดับที่ 6 การพูดและการนำเสนอหน้าชั้นเรียนหรือในเวทีต่างๆของโรงเรียน ระดับที่ 7 การแสดงความคิดเห็นทั้งการพูดและการเขียน ในสถานการณ์ต่างๆ ระดับที่ 8 การพัฒนาด้านน้ำเสียงและภาษาท่าทางของเด็กแต่ลคน ระดับที่ 9 การพูดเรื่องต่างๆให้น่าสนใจและการสอดแทรกอารมณ์ต่างๆ ระดับที่ 10 การพูดในโอกาสต่างๆที่เป็นพิธีการอย่างถูกต้องตามหลักสากล ระดับที่ 11 การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับเพื่อน,ครู,อาจารย์,พ่อแม่และบุคคลทั่วไป ระดับที่ 12 ศิลปะในการโน้มน้าว จูงใจ ให้เพื่อนๆและบุคคลทั่วไปยอมรับ
ท่านเจ้าของเชื่อว่าถ้าจบทั้ง 12 ระดับแล้วจะมีพื้นฐานที่เข้มแข็ง เมื่อโตขึ้นจะมุ่งมั่นสู่ความเป็นผู้นำ หรือนายกทุกประเภท ใครเลือกให้เป็นนายอะไรเป็นต้องวิ่งเข้าใส่ไม่บ่ายเบี่ยง (ตรงนี้ผมช่วยใส่ไข่ให้เขาหน่อยนะท่านวอญ่า555)
นายก หรือ ผู้นำทุกประเภท เป็นคนที่อยู่ในที่สูง คนอื่น ๆ มองเห็นง่าย แต่ตนเองจะมองเห็นคนอื่นยาก ยิ่งเป็นคนหมู่มาก ก็อาจแทบมองไม่เห็นอะไรเลย เห็นแต่ความเป็นคนด้วยตานอก แต่ตาในซึ่งต้องใช้ปัญญาในการจำแนกแยกแยะให้เห็นความเป็นคนที่หลากหลาย เพื่อนำมาใช้ในการงานจึงต้องใช้ปัญญาที่ติดตัวมาแต่เกิด และปัญญาที่สร้างขึ้นมาภายหลัง ทั้งด้วยตนเอง และพ่อแม่ ที่ช่วยดูแล เป็นแบบอย่างมาตั้งแต่เด็ก
นายก หรือ ผู้นำจึงต้องพยายามเป็นคนหูตากว้างไกล ใจถึง และให้ความเมตตาต่อผู้คนรอบข้าง แม้แต่ศัตรูที่ต้องคิดเมตตาไว้ในใจ เพราะเมื่อไรที่โกรธเกรียดปัญญาอาจไม่เกิด ใครจะด่า ใครจะว่าอะไร นายกต้องนิ่งได้ ไม่ตอบโต้ แก้ตัวเป็นดีที่สุด แล้วก็ทำหน้าที่ของตัวเองไปให้สมกับความเป็นผู้นำ หรือ ตำแหน่งนายก