ธุดงค์
พศ. ๒๕๐๗ เมื่อตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็กเล็กบ้านนอก ที่อำเภอวัฒนานคร จังหวัดปราจีนบุรี (จังหวัดสระแก้วในพศ. ๒๕๕๑ นี้) ได้เห็นพระธุดงค์มาปักกลดริมทุ่งนาใกล้ๆ บ้านสองสามครั้ง พวกเราเด็กๆจะไปกุลีกุจอช่วยท่านปัดกวาดที่ทางเพื่อกางกลด ด้วยความหวังห่างๆ ว่าพระธุดงค์คงจะต้องมี ”ของดี” มาแจกพวกเราแน่นอน
แต่แล้วพวกเราเด็กๆก็ไม่เคยได้อะไรจากท่าน ...แม้เพียงด้ายผูกข้อมือสักเส้น
คงเป็นเพราะแรงบันดาลแต่วัยเด็ก ทำให้สามสิบกว่าปีผ่านมา...จึงได้มาบวชเป็นพระตามประเพณี (เพื่อทดแทนคุณพ่อแม่) แต่แม้บวชในเมือง แต่ผู้เขียนได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องหาทางออกเดินธุดงค์ให้ได้
ศาสนาพุทธดูจะเป็นศาสนาเดียวในโลกที่เจ้าศาสดาระบุไว้ในคำสอนว่า..ให้เหล่าสาวกแสวงการเดินทาง(ด้วยเท้า) ไปในดินแดนต่างๆ รวมทั้งป่าเขาลำเนาไม้ โดยไม่ใช่ไปเพื่อการเผยแพร่ศาสนา แต่ไปเพื่อปลีกวิเวก
พระแบบไทยเราก็ได้ปฏิบัติกิจธุดงค์เพื่อสืบทอดและรักษาพระธรรมวินัยกันได้ดีพอสมควร คนไทยควรภูมิใจได้ในปฏิปทาข้อนี้ของพระไทยเรา ที่ทำอะไรแบบที่ฝรั่งไม่อาจเทียบเทียมได้
หลักจากบวช และได้ลาองค์อุปปัชฌาที่วัดในเมืองที่สระแก้วมาอยู่วัดป่าที่โคราช อ.ปักธงชัยแล้ว ผู้เขียนได้แจ้งความจำนงต่อหลวงพ่อวัดป่าที่พำนักอยู่ว่า..ข้าน้อยประสงค์จะออกเดินธุดงค์ ซึ่งท่านก็มีเมตตาสูงสุด..ออกบัญชากำหนดให้พระน้องชายของท่าน (ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกท่านด้วยนามแฝงว่า หลวงพ่อแคน) เป็นพระพี่เลี้ยงพาพระนวกะ(บวชใหม่)ออกเดินธุดงค์ทันที
ลำพังจะออกเดินคนเดียวนั้นไม่ได้ เนื่องจาก “พระวินัย” (หนึ่งในสามคัมภีร์แห่งพระไตรปิฎก) ห้ามไม้ให้พระบวชใหม่ที่มีพรรษาต่ำกว่า 10 ปี เดินทางคนเดียว จะยกเว้นเป็นบางกรณีเท่านั้น เช่น ถ้าเป็นคนฉลาดเรียนรู้พระธรรมวินัยได้อย่างรวดเร็วเป็นต้น แต่รวดเร็วยังไงก็คงต้องเป็นปีขึ้นไป จะให้เพียงเดือนสองเดือนแล้วเก่งปานอรหันต์คงจะไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นด๊อกแด๊ก เคยเป็นวิศวกรวิจัยเครื่องยนต์จรวดมาจากไหนก็ตามที่เถอะ
แล้ววันหนึ่ง หลังจากออกพรรษาได้สักเดือนหนึ่ง กะว่าฝนคงจะหมดแล้ว หลวงพ่อแคนก็เดินดุ่มๆนำพระบวชใหม่ออกเดินธุดงค์ไปโดยพลัน
ท่านอายุปาเข้าไปหกสิบเอ็ดแล้ว แต่ท่านก็เดินได้ลิ่วๆ ปล่อยให้คนกลางหนุ่มกลางแก่เดินตามแทบไม่ไหว เพราะไหนจะอายุสังขาร ไหนจะสัมภาระที่ใส่ย่ามธุดงค์ขนาดใหญ่จนแปล้ ของที่เตรียมไปก็กะไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเอาให้น้อยที่สุด เพราะแม้จะเป็นพระธุดงค์อ่อนหัด แต่การเดินป่าก็เคยผ่านมาพอแรงแต่ครั้งอยู่อเมริกา ...ตระหนักดีว่าของเบาๆหลายๆอย่างมันจะรวมหัวกันโก่งน้ำหนักตัวให้รู้สึกว่าหนักขึ้นๆ ทุกทีจนอยากจะทิ้งมันเสียให้หมด
ออกธุดงค์คราวนั้นจึงจัดเฉพาะของที่จำเป็นจริงๆ ก็มีเครื่องอัฐบริขารแปดอย่างของพระ (ซึ่งยกเว้นเครื่องกรองน้ำ และหินลับมีดโกน ซึ่งหมดยุคไปแล้ว) ...ปัจจุบันนี้ก็ต้องขอเพิ่ม “สิ่งจำเป็น” อีกหลายอย่าง เช่น ไฟฉาย เทียน ไม้ขีด มีดพับ (Swiss Army) ช้อน สมุดบันทึก ปากกา กล้อง ฟิล์ม รามทั้งแผ่นใสและปากกาเขียนแผ่นใส (อ้าว เตรียมไปทำไม โปรดอ่านต่อ)
ส่วนจีวรก็เตรียมไปแค่สามผืนที่ใช้พันกายตามปกติ พระวินัยห้ามเตรียมจีวรมากกว่า ๑ ชุดเพราะจะขัดต่อธุดงค์วัตร และก็ผ้าอาบน้ำพระ (ผ้าคะม้าพระ)
ความจริงแล้วคำว่าธุดงควัตรนั้นโดยความหมายแล้วเป็นหลักปฏิบัติอย่างหนึ่ง ซึ่งจริงๆแล้วไม่ต้องออกเดินธุดงค์ก็ทำได้ เพราะเป็นการถือข้อวัตรต่างๆ เช่น ฉันมื้อเดียว นอนตามโคนไม้เรือนว่างเป็นนิจ ไม่สุงสิงพูดคุย เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัดแม้จะอยู่ในวัดกลางใจกลางกรุง
ตรงกันข้าม...การออกเดินธุดงค์ก็อาจจะไม่ได้ถือธุดงควัตรด้วยซ้ำไป ถ้าฉันวันละมากกว่าหนึ่งมื้อ และเที่ยวหานอนตามวัดที่มีกุฏิเป็นห้องแอร์เป็นต้น
แต่ส่วนใหญ่แล้วพระท่านมักจะถือธุดงค์วัตรไปด้วยในขณะออกเดินธุดงค์
(โปรดติดตามเรื่องราวการเดินธุดงค์ระยะทาง ๓๐๐ กม. เป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน ที่แสนหวาดเสียวต่อไป ...ในโอกาสหน้าที่มีเวลาว่าง.)
...คนถางทาง
"...เครื่องอัฐบริขารแปดอย่างของพระ (ซึ่งยกเว้นเครื่องกรองน้ำ และหินลับมีดโกน ซึ่งหมดยุคไปแล้ว) ...ปัจจุบันนี้ก็ต้องขอเพิ่ม “สิ่งจำเป็น” อีกหลายอย่าง เช่น ไฟฉาย เทียน ไม้ขีด มีดพับ (Swiss Army) ช้อน สมุดบันทึก ปากกา กล้อง ฟิล์ม รามทั้งแผ่นใสและปากกาเขียนแผ่นใส (อ้าว เตรียมไปทำไม โปรดอ่านต่อ)..."
I heard from someone a dhutanga bhikkhu in Thailand is travelling on a 4-wheel bike -- ATV (all terrain vehicle). I hope there are good reason reasons not to do it on foot. I don't know if dhutanga may be done on horse/elephant back; with 4-wheel drive vehicles in caravan or hitch-hiking along the road, etc.
I wonder if carrying a knife (even a Swiss army knife) is in compliance with the Vinaya. Can anyone tell?
ขี่หลังสัตว์สี่เท่า (โฟร์ตีนไดรว์) นั้น ถ้าจำไม่ผิด มีบัญญัตติห้ามไว้ในพระวินัยครับ แต่เชื่อว่าสมัยพุทธกาลยังไม่มีประเเทศสวิสครับ อิอิ
มีวัดหนึ่ง พระส่วนใหญ่ทั้งใหม่และเก่า
ล้วนศึกษาจบมาทางด้านเครื่องยนต์กลไำำก
เมื่อมาอยู่แห่งเดียวกัน เลยทำให้สำนักแห่งนี้
พัฒนาวัดได้ด้วยการพึ่งตนเอง และก็ทำได้ดี
ที่นี่พัฒนาแบบผสมผสาน มีทั้งสอนวิปัสสนา
และพระลูกวัดก็มีบทบาทหลายด้าน ทั้งเปิดค่ายอบรมเด็ก
รับบำบัดและรักษาผู้ติดยาเสพติดด้วยยาและธรรมโอสถ
พระในวัดมักมีคำศัพท์เรียกขานเป็นที่เข้าใจกันเองในหมู่พระด้วยกัน
ซึ่งฟังแล้วก็อดขำไม่ได้ รูปใดมีความรู้เชี่ยวชาญทางเครื่องยนต์
ก็จะถูกเรียนขานว่าพระอาจารย์เหมือนพระวิปััสสนาจารย์ด้วย
พระที่สอนกรรมฐานก็จะสอนเกี่ยวกับวิปััสสนาญาณต่างๆ
ส่วนพระที่สอนทางช่างยนต์ท่านเรียกกันเองในทำนองคล้ายๆกับ
พระอาจารย์ฝ่ายกรรมฐานว่าพระอาจารย์วิปัสสนายานยนต์
(ไม่ทราบเรื่องนี้เกี่ยวกับบทความของโยมไหมเนี่ย)
นมัสการ พระมหาแล อาสโย ขำสุข
I think even engines can be objects of meditation and working on engines a way to practice. The finer point is at the "reason" or intention for doing so, is it not?
I read this:
ศาสนา 'คั่นเวลา' สภาปรองดอง เปลว สีเงิน 5 เมษายน 2555 - 00:00 http://www.thaipost.net/news/050412/55045
I wonder if "dhutanga" described in there is considered 1 of 13 dhutanga practices? Here the question on "intention" is very strong, is it not?
สวัสดีครับท่าน คนถางทาง เมื่อวานเดินขึ้นบรรได สองร้อยขั้นไนมัสการ ท่านลานเทวา พระนักกวีที่เขารังภูเก็ต สนทนาทุกข์ (ทุกข์ทางการเมือง) สนทนาทำ/ธรรม(ธรรมชาติ) สนทนาทุน(ทุนทางสิ่งแวดล้อมของปักษ์ใต้) และสนทนาวรรณกรรม(คนเขียนเรื่อง เรื่องเขียนคน) ได้รับความสุที่ สุข สงบ เย็น เป็นอาภรณ์กลับมา
ตามอ่าน..
เรื่องราวการเดินธุดงค์.. มาถึงจุดเริ่มต้นแล้ว ดีใจจังค่ะ
ขอบคุณทุกท่าน ที่ตามอ่าน แสดงว่าคงจะได้ทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อสร้างสังคมศิวิไลซ์ ให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินทองผืนนี้