๒  เมษายน ๒๕๕๕
เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

วันจันทร์ที่ ๒๖  มีนาคม  ๒๕๕๕  เช้าได้รับหนังสือร้องทุกข์เรื่องการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนจากคุณครู เนื้อหาระบุว่าได้ทุ่มเททำงานมาตลอด จนผู้อำนวยการโรงเรียนคนเดิมเห็นผลงาน แสดงเจตนาเป็นหนังสือไว้ว่าควรจะปูนบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ ให้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารก่อนที่ข้าวจะสุก ปรากฎว่าเกมส์ทำท่าจะพลิก เพราะผู้บริหารคนใหม่ไปฟังคนที่ชอบร้องเรียนสนเท่ห์ ขอให้ผมพิจารณาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้วย  มอบเรื่องนี้ให้รองฯที่เกี่ยวข้องไปดูแลให้เกิดความเรียบร้อย ถูกต้องและเป็นธรรม  สำหรับหนังสือร้องเรียนที่มีมาอย่างต่อเนื่องกำลังให้เรดาห์จับทางซึ่งก็ใกล้เห็นตัวตนแล้ว  หากเป็นครูทำก็ต้องดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลและถอนใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา  เพราะคนที่จะเป็นครูได้ในสมัยนี้ต้องมีจิตใจปกติดีงาม ไม่ก่อกวนสร้างปัญหาให้หน่วยงานจนทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในวิชาชีพครู  เย็นหัวหน้ากลุ่มนิเทศติดตามผลและประเมินผลการศึกษา สพป.สมุทรปราการ เขต ๑ คุณนิรมล โพธะ และคณะ รวม ๕ คน มาเยี่ยมชมสโมสรของเขต ได้ทดสอบอุปกรณ์จนสิ้นสงสัย  สมัยผมอยู่ชุมพร เขต ๑ เธอก็ไปทดสอบอุปกรณ์ที่สโมสรชุมพร เขต ๑ เหมือนกัน วันนี้ให้คะแนนอุปกรณ์เท่ากัน ด้านสถานที่ชุมพร เขต ๑ ยังกินขาด แต่หากพิจารณาคุณภาพแบบเดี่ยวก็เป็นที่พอใจในระดับมาก

วันอังคารที่ ๒๗  มีนาคม  ๒๕๕๕  ออกจากบ้านพักตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะต้องไปประชุมผู้อำนวยการคุรุสภาเขตพื้นที่การศึกษา ที่โรงแรมรอยัลซิตี้ ย่านปิ่นเกล้า โดยปกติรถจะติดมากมาย  แต่วันนี้ผิดคาด การจราจรคล่องตัว อาจเป็นเพราะโรงเรียนมัธยมศึกษาเริ่มปิดเรียนกันแล้ว  โรงแรมนี้เคยมาพักตอนเป็นคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุขวิต รังสิตพล เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ท่านกำลังจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนจากสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายเลขานุการของท่านจึงได้เสาะหาบุคคลที่จะหาข้อมูลเพื่อชี้แจงฝ่ายค้านให้ทันเกมส์กัน จากวันนั้นก็ไม่ได้แวะมาอีกเลย  ผ่านไปผ่านมา เห็นป้ายชื่อกระทรวงวัฒนธรรม ขนาดใหญ่มาปิดไว้บนยอดตึกแปลว่า กระทรวงวัฒนธรรมเขามาเช่าเป็นที่ทำการ  ที่จอดรถชั้น ๔ สะดวกเพราะต่อลิฟท์ขึ้นไปชั้น ๙ ก็จะเป็นห้องประชุมที่นัดหมาย ไปเป็นคนแรก ตามด้วย ผอ.สพม. สมภูมิ  บ่ายเที่ยง  สักพักคนก็มากันเต็ม นาน ๆ เจอกันก็จับกลุ่มพูดคุยกันสารพัดเรื่อง ประมาณ ๑๐ นาฬิกา ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาราธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็มาเป็นประธานมอบเข็มคุรุสภาและกล่าวเปิดการประชุม  ฟังแนวโน้มในอนาคตคงจะแบ่งเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเป็นจังหวัด เพราะคุรุสภาจะได้สะดวกในการแต่งตั้งคุรุสภาเขตมัธยมศึกษา แต่ตอนนี้ต้องอาศัยเขตประถมศึกษาไปก่อน  มีการชี้แจงถึงโครงการส่งเสริมจริยธรรมสำหรับครู โดยจะส่งไปอบรมปฏิบัติธรรมที่สำนักต่าง ๆ ตามที่เขตจะกำหนด  สำหรับของปทุมธานี เขต ๑ จะส่งไปเขาใหญ่เหมือนปีที่แล้ว คุรุสภาสนับสนุนเงินให้เขตละ ๑ แสนบาท เขาจะจ่ายเป็นเช็คให้ แต่ของเราเลือกที่จะให้โอนเข้าบัญชีเขตสะดวกและปลอดภัยที่สุด   บ่ายมีซักถามกันเล็กน้อยก็ปล่อยให้ไปติดต่อราชการ เพราะนาน ๆ จะประชุมพร้อมกันทั้งประเทศ เข้ามาแล้วก็มีราชการติดต่อเป็นธรรมดา ผมเคยดำรงตำแหน่งในคุรุสภามาแล้ว ๒ ตำแหน่ง คือ ผู้อำนวยการคุรุสภาอำเภอ และผู้อำนวยการคุรุสภาจังหวัด จากนั้นก็ยุบไปกับโครงสร้างใหม่ เพิ่งฟื้นคืนชีพอีกครั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการคุรุสภาเขต เป็นเรื่องการเป็นอนิจจังของโลกจริง ๆ

วันพุธที่ ๒๘  มีนาคม  ๒๕๕๕   เช้าประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลจำนวนนักเรียนเพื่อรองรับการมอบ Tablet ของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ทุกสังกัด มีผู้แทนส่วนราชการที่มีโรงเรียนซึ่งเปิดสอนชั้น ป.๑ มาประชุมกันครบถ้วน  หลายโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนค่อนข้างนิ่งแล้ว แต่หลายแห่งก็ยังเอาแน่นอนไม่ได้ โดยเฉพาะในสังกัด สพป. แต่ข้อมูลที่ สพฐ.จะเอาต้องเป็นรายชื่อนักเรียนและมีเลขประจำตัวประชาชนด้วย ท้ายสุดที่ประชุมก็บอกว่าเอาเท่าที่ทำได้  นัดหมายส่งข้อมูลวันศุกร์เช้า  หลังเลิกประชุมขึ้นไปทำงานที่ห้องชั้น ๓  เป็นการพิจารณาความดีความชอบของข้าราชการ ความจริงในระดับโรงเรียนท่านรองฯ เขาประเมินกันมาแล้วชั้นหนึ่ง ผมมาพิจารณาเป็นอันดับสุดท้าย หากสงสัยก็เชิญมาถามข้อมูล เราพยายามที่จะมองให้เห็นคุณค่าของคนทุกคนแม้จะมีข้อจำกัดมากมาย เหมือนชายชราชาวจีนผู้หนึ่ง มีอาชีพเป็นคนหาบน้ำ ทุกวันเขาต้องไปหาบน้ำที่ลำธาร แต่เมื่อถึงหมู่บ้านถังด้านหนึ่งจะรั่วเหลือน้ำเพียงครึ่งถังเสมอ แต่ชายชรากลับมิเคยปริปากบ่น เจ้าถังน้ำที่มีรอยรั่ว โทษตัวเองว่าช่างไร้ประโยชน์ ที่ทำให้ชายชราต้องลำบาก ทนแบกหามตัวเองที่รองรับน้ำได้เพียงครึ่งเมื่อถึงบ้านมานานหลายปี แต่ชายชรากลับพูดว่า.."เจ้าถังน้ำเอ๋ย เจ้าหาได้ไร้ประโยชน์ไม่ หากเจ้าสังเกตสักนิด จะเห็นว่าตลอดทางด้านที่ข้าหาบเจ้าไว้บนบ่านั้น มีดอกไม้งดงามนานานาพันธุ์ขึ้นเต็มไปหมด นั่นเป็นเพราะข้าได้โปรยเม็ดดอกไม้ลงข้างทาง และได้น้ำที่รั่วออกมาจากเจ้าช่วยรดทุกวัน ทำให้ดอกไม้เหล่านั้นเจริญงอกงาม ถ้าหากไม่มีรอยรั่วในตัวเจ้า ข้าคงไม่มีวันได้ชมเชยดอกไม้สวยงามพวกนี้เป็นแน่ จริงไหม?"  บ่ายมีแฟ้มงานเข้ามามากก็สะสางจนหมดไปจากโต๊ะ  ลงไปเรียนภาษาอังกฤษที่ห้องประชุมเล็ก เป็นการฝึกพูดและฟังในบริบทต่าง ๆ ตามที่อาจารย์เขาสมมติให้พวกเรา เรียนมาเกือบเดือนสิ่งที่รู้สึกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ สามารถฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่องขึ้น เรียกว่าหูเริ่มหายบอด การพูดก็สามารถสื่อให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่ต้องการให้เขาทราบ  สรุปแล้วภาษาอังกฤษเป็นวิชาทักษะโดยแท้ ต้องใช้บ่อย ๆ ใช้มาก ๆ ก็จะชำนาญการไปเอง

วันพฤหัสบดีที่ ๒๙  มีนาคม  ๒๕๕๕  วันนี้ตั้งใจจะไปประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด พอถึงสโมสรต้องมอบให้ท่านรองฯ สมบัติ จันทร์มีชัย  ไปประชุมแทน เพราะมีงานด่วนเข้ามาแทรก  เป็นเรื่องการใช้ไหวพริบในข้อกฎหมายเพื่อกำราบอีกฝ่ายให้ตกใจกลัว ที่เกี่ยวเนื่องจากความเสียหายในทรัพย์สินของสหกรณ์ออมทรัพครูปทุมธานี จำกัด ได้มอบเรื่องให้นิติกรไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่  ได้ให้พรรคพวกซึ่งเป็นอัยการเชี่ยวชาญประจำกรมดูสำนวน เขาก็บอกว่ายังไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามที่กล่าวอ้าง ยังไม่ต้องดำเนินการอะไรเก็บไว้เป็นหลักฐานในสำนวนก็แล้วกัน เคยฟังนิทานที่หลวงพ่อเล่าให้ฟังสมัยเป็นเด็กวัดเป็นความงดงามที่ใช้ขัดเกลาจิตใจมีพี่น้องคู่หนึ่ง ตั้งแต่เด็กรักใคร่สามัคคีกันมาก ครั้นโตเป็นผู้ใหญ่ เนื่องจากต่างก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว พ่อแม่จึงให้พวกเขาแยกบ้านกันอยู่ แยกบ้านไม่แยกนาในสมัยก่อนเป็นเรื่องธรรมดา พี่น้องคู่นี้ก็เช่นเดียวกัน  มีอยู่ปีหนึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ต่างก็แบ่งข้าวเปลือกกันคนละครึ่ง หาบกลับไปบ้านของตนแล้วกองไว้ที่ลานจากข้าวหน้าบ้าน ตกค่ำผู้เป็นพี่ก็คิดว่า น้องชายอายุยังน้อย ลูก ๆ ก็ยังเล็กอยู่ เราควรที่ช่วยเหลือเขาให้มากถึงจะถูก เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วก็หาบข้าเปลือกหนึ่งหาบ ไปที่บ้านของน้องชายอย่างเงียบ ๆข้างฝ่ายน้องชายก็คิดเช่นเดียวกันว่า พี่ชายมีลูกหลายคน แบ่งข้าวเปลือกได้เพียงไม่กี่หาบจะพอกินได้อย่างไร? คิดแล้วก็หาบข้าวเปลือกหนึ่งหาบส่งไปที่บ้านของพี่ซายอย่างเงียบ ๆ รุ่งเช้าเขาทั้งสองต่างก็ประหลาดใจ ที่ข้าวเปลือกของตนไม่ได้ลดน้อยลงเลย พอตกค่ำเขาทั้งสองต่างก็เกิดความคิดแบบเดิมขึ้นอีกเมื่อพี่หาบข้าวเปลือกไปถึงหน้าบ้านของน้องชาย เป็นเวลาเดียวกับที่น้องชายก็กำลังหาบข้าวเปลือก เตรียมจะส่งไปให้พี่ชายเช่นกัน เขาทั้งสองเผชิญหน้ากัน เกิดความรู้สึกตื้นตันใจจนน้ำตาไหลอย่างไม่รู้สึกตัวจบนิทาน ขึ้นไปทำงานเอกสารที่ชั้น ๓   บ่ายเดินดูกลุ่มงานต่าง ๆ เท่าที่กำลังจะไหว

วันศุกร์ที่ ๓๐  มีนาคม   ๒๕๕๕  เช้านี้ไปเป็นประธานมอบประกาศนียบัตรให้นักเรียนที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ ๖  ที่โรงเรียนวัดหงส์ปทุมาวาส  พิธีชั้นในห้องประชุมชั้นล่าง ต้องชมเชยนักเรียนรุ่นนี้นั่งเงียบกริบจนเสร็จสิ้นพิธี ไม่มีการคุยเหมือนตอนประชุมผู้ใหญ่อย่างพวกเรา  ได้ให้โอวาทเป็นนิทานเรื่องเต่ากับกระต่ายภาค ๑ ภาค ๒ และภาค ๓  เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจใน ๓ เรื่อง คือ ความประมาท  กลยุทธ์ และธรรมชาติแห่งตน 

เสร็จพิธีกลับเขตทำงานเอกสารจน ๑๓ นาฬิกา เดินทางไปโรงเรียนขจรทรัพย์อำรุง มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาปีที่ ๖ และมัธยมศึกษาปีที่ ๓  ผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครูได้ฟื้นฟูโรงเรียนหลังน้ำท่วมให้กลับสู่สภาพปกติ ในบางส่วนมีการปรับปรุงดีกว่าก่อนน้ำท่วมอีก เป็นการพัฒนาด้านอาคารสถานที่ยุคใหม่  สอบถามเรื่องงบประมาณ และกระบวนการ ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง  โปร่งใส มีประสิทธิภาพ  ที่ต้องถามไถ่กันเพราะพบว่าหลายแห่งมีเรื่องให้ต้องสะสางแก้ปัญหากัน  ฉะนั้น การที่มีคนมาช่วยถือเป็นโชคดีก็ได้ หรืออาจเป็นโชคร้ายก็ได้ จะไม่ระมัดระวัง เพราะโชคดีและโชคร้ายก็หมุนเวียนกันไป ดั่งนิทานจีนสอนใจเรื่องนี้

มีชายชราคนหนึ่ง  เขาทำงานหนักมาตลอดทั้งชีวิตแต่เขานั้น นับได้ว่าเป็นผู้เพียบพร้อม …เขามีลูกชายที่ดีและแข็งแรงและมีม้าที่ดีอยู่ หนึ่งตัว  ม้าตัวนี้สามารถทำงานได้ทุกอย่างทั้งเดินทาง  ขนของ   แม้กระทั่งทำนา…….. เพื่อนบ้านของเขา ต่างก็ชื่นชมชายชราที่มีพร้อมสรรพ  อยู่มาวันหนึ่ง  จู่ๆม้าที่แสนรู้ใจ และทำงานได้สารพัดอย่าง ได้เตลิดหนีไปจากคอกของชายชรา  แน่นอนว่าเมื่อม้าหายไปชายชราก็ไม่มีม้าเหลือเลยสักตัว  เมื่อเพื่อนบ้านของเขาทราบข่าวก็มาหาชายชราและกล่าวว่า  ท่านนี้โชคร้ายจริงๆ อยู่ดีๆม้าก็หายไป….เช่นนี้ ชายชราได้ยินก็บอกว่า  ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นโชคร้าย… หลังจากม้าหายไปหนึ่งสัปดาห์  ม้าของชายชราก็กลับมา มันหิวโหย  และไม่ถนัดที่จะอาศัยอยู่ในป่า และได้พาเพื่อนม้ามาด้วยอีก ถึงสิบสองตัว  ชายชราจึงมีม้าเลี้ยงเพิ่มขึ้นจากหนึ่งตัว เป็นสิบสามตัวเลยที่เดียว… แน่นอนว่า  พอเพื่อนบ้านทราบข่าวก็มาแสดงความยินดีกับชายชรา ท่านนี้ช่างโชคดีเสียเหลือเกิน…ชายชราก็ถามเพื่อนบ้านกลับว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่าโชคดี…… สองเดือนต่อมา  บุตรชายคนเดียวของชายชรากำลังจะขี่ม้าไปซื้อของยังเมืองข้างๆ   เมื่อออกจากป่า  ม้าก็สะบัดบุตรชายของเขาตกจากหลังม้า ขาของเขาหักและ ชายหนุ่มต้องขาพิการ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา…. เมื่อเพื่อนบ้านทราบข่าว ต่างก็มาแสดงความเสียใจกับชายชรา ท่านนี้ช่างโชคร้ายเสียเหลือเกิน  ชายชราก็ถามเพื่อนบ้านด้วยประโยคเดิมว่า ท่านรู้ได้อย่างไรว่านี่คือ  โชคร้าย….. เวลาผ่านไปหนึ่งปี  ทางการประกาศเกณฑ์กำลังพลคนหนุ่ม ไปเป็นทหารรบกับข้าศึก  ชายหนุ่มในหมู่บ้านถูกเกณฑ์ไปจนหมด เหลือเพียงเด็ก  คนแก่    และผู้หญิง  คนหนุ่มคนเดียวที่ไม่ถูกเกณฑ์ไปรบ ก็คือ บุตรชายขาพิการของชายชรานั่นเอง…. การศึกครั้งนั้น  ทัพจีนพ่ายแพ้  ทำให้ชายหนุ่มที่ถูกเกณฑ์ไปรบ ต้องเสียชีวิตทั้งหมด  สร้างความเศร้าโศกเสียใจ ให้กับคนในหมู่บ้าน เป็นยิ่งนัก…… นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   เราหามีทางทราบได้ว่า  เหตุการณ์ไหนจะเป็นโชคดี หรือเป็นโชคร้ายที่แท้จริง……..  
 

                                                กำจัด  คงหนู
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑