ประชาคมจังหวัดชุมพรต้องการหารือกันเรื่องการตั้งมหาวิทยาลัยชุมพร โดยมีเป้าหมายเพื่อการวิจัย และพัฒนาท้องถิ่น คุณไอศูรย์ ภาษยะวรรณ์ ติดต่อมาในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ขอวันว่างสำหรับจัดการประชุมใหญ่ และเชิญผมไปบรรยายพิเศษ ผมบอกว่าผมจะไปเยี่ยมแม่ระหว่างวันที่ ๓ - ๕ มี.ค. ๕๕ เขาบอกว่าเตรียมงานใหญ่ไม่ทัน ขอจัดคุยภายในกันก่อน เรานัดกันที่หอการค้าจังหวัดชุมพร วันที่ ๔ มี.ค. เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.
มีการนำเสนอกิจการของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร และของ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ผมจึงได้ความรู้ว่าวิทยาเขตทั้งสองนี้มีที่ดินมาก คือของ สจล. สามพันห้าร้อยไร่ ที่อำเภอ ปะทิว ของ ม. แม่โจ้ กว่าสองพันไร่ ที่อำเภอละแม นี่คือสินทรัพย์สำคัญยิ่ง หากรวมกันเป็นมหาวิทยาลัยชุมพร
ยิ่งกว่านั้น ผมยังได้ทราบว่า ทั้งสองวิทยาเขตจัดเป็นกิจการที่เลี้ยงตัวเอง ได้รับงบประมาณแผ่นดิน น้อยมาก ของ สจล. ใช้เงินรายได้ร้อยละ ๘๕ และของแม่โจ้ก็ใช้เงินรายได้ประมาณสองในสาม นี่คือสัญญาณที่ดี ว่าบุคลากรของทั้งสองวิทยาเขตคุ้นเคยหรือมีวัฒนธรรมการทำงานเลี้ยงตัวเอง ไม่ใช่เอาแต่แบบมือของบประมาณจากรัฐ
เมื่อต้องหาทางเลี้ยงตัวเอง ก็ต้องขวนขวายร่วมมือกับท้องถิ่น คิดริเริ่มกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน เกิดประโยชน์แก่ท้องถิ่น และเกิดรายได้แก่มหาวิทยาลัย คนชุมพรบอกผมว่า ม. แม่โจ้ชุมพรที่ละแมร่วมกับ ประชาคมในจังหวัดส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ผลดีมาก วัฒนธรรม local engagement ที่เราอยากให้เข้มแข็ง ในวงการอุดมศึกษา มีหน่ออ่อนที่นี่ ผมชื่นใจมาก ที่ได้เห็นพื้นฐานดีๆ สำหรับการเริ่มต้นมหาวิทยาลัยใน บ้านเกิดของตนเอง
คุณกิตติ กิตติชนม์ ประธานหอการค้า ถามผมว่า มหาวิทยาลัยเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้ไหม เพื่อระดมทุนสาธารณะ หรือในตลาดทุน ทำให้ผมได้แนวความคิดว่า กิจการบางเรื่องของมหาวิทยาลัยชุมพร น่าจะระดมทุนในพื้นที่ได้ โดยการรณรงค์ เชิญชวนให้ประชาชนร่วมลงทุน โดยสภามหาวิทยาลัยประกาศรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ และบอก ด้วยว่าขั้นสูงคือเท่าไร เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ว่ามหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายทำธุรกิจเพื่อกำไรสูงสุด แต่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะสูงสุด แต่มหาวิทยาลัยยุคใหม่ต้องทำธุรกิจ หรือบริหารงานแบบธุรกิจ
ผมกระซิบถามคุณไอศูรย์ ว่าลูกๆ ของกรรมการหอการค้าเข้าเรียนที่สองวิทยาเขตในจังหวัดชุมพร บ้างไหม ได้คำตอบว่าไปเรียนที่อื่นหมด ซึ่งผมติดว่าเป็นเรื่องปกติ ผมบอกที่ประชุมว่า นักธุรกิจชาวชุมพร ที่มาร่วมกันจัดตั้งมหาวิทยาลัยชุมพร ไม่น่าจะมีเป้าหมายหลักในการตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อหาที่เรียนให้ลูกของตนเอง เพราะวิธีคิดแบบนั้นเป็นวิธีคิดแห่งอดีต
วิธีคิดสมัยใหม่ คือตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อยกระดับการทำมา หากิน และชีวิตความเป็นอยู่ ของคนในพื้นที่ โดยทำภารกิจหลากหลายด้านอย่างเสริมส่ง (synergy) ซึ่งกันและกัน คือภารกิจสร้างงาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่เรียกว่านวัตกรรม) โดยที่อาจเป็นธุรกิจของตนเอง หรือเป็นลูกจ้าง ภารกิจสร้างงานนี้ เชื่อมโยงกับภารกิจด้านการผลิตบัณฑิตหรือการเรียนการสอน ที่จะต้องเรียนแบบ เน้นลงมือทำ (PBL – Project-Based Learning) โดยอาจารย์ทำหน้าที่เป็น โค้ช หรือครูฝึก และต้องไม่ใช่แค่เรียน ให้ทำได้เท่านั้น ต้องเกิดความเข้าใจในมิติที่ลึกด้วย โดยอาจารย์ต้องชวน นศ. ทำ reflection หรือ AAR เปรียบเทียบผลปฏิบัติกับความรู้ทฤษฎีเป็นระยะๆ
การเรียนแบบ PBL ที่ดีที่สุดคือไปเรียนในสภาพจริงของสถานประกอบการ ซึ่งถ้าตกลงวางแผนร่วม กับสถานประกอบการให้ดี ตัว project จะเป็นการแก้ปัญหา หรือการหาแนวทางทำงานแบบใหม่ๆ กลายเป็นงานบริการวิชาการ และเป็นงานวิจัยได้ด้วย
ทั้งสองวิทยาเขตของทั้งสองมหาวิทยาลัย ต่างก็แสวงหาลู่ทางการทำงานที่สอดคล้องกับสภาพการ ทำมาหากินของคนในจังหวัดชุมพร โดย ม. แม่โจ้ชุมพร เสนอแนวทางพัฒนาไว้ ๘ ด้าน คือ
๑. ด้านการเกษตร
๒. ด้านการประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
๓. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ
๔. ด้านสมุทรศาสตร์
๕. ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย
๖. ด้านสารสนเทศทางธุรกิจและโลจิสติกส์
๗. การเลี้ยงนกนางแอ่นกินรังอย่างยั่งยืน
๘. สาขาวิชาในปัจจุบันและอนาคต : การท่องเที่ยวและการบริการ,
พืชเศรษฐกิจและพืชพลังงาน, การจัดการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม,
สารสนเทศทางธุรกิจ/โลจิสติกส์, การบัญชี,
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง, วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเล,
วิทยาศาสตร์สมุนไพร/แพทย์แผนไทยประยุกต์, รัฐศาสตร์
(ปกครองท้องถิ่น)
สจล. วิทยาเขตชุมพร จัดการเรียนการสอน ๒ ปริญญา คือ วท.บ. กับ วศ.บ. โดยมีสาขาหลัก ๒ สาขา คือ เทคโนโลยีการเกษตร กับวิศวกรรมศาสตร์ โดยแตกหลักสูตรย่อยหลายหลักสูตรทั้งหมดเน้นเพื่อการเกษตร อาหาร และพลังงาน จะเห็นว่าในอนาคตเมื่อหลอมรวมเป็นมหาวิทยาลัยชุมพรแล้ว สามารถวางยุทธศาสตร์การทำงานให้เชื่อมโยงกับการทำมาหากินของคนชุมพรยิ่งขึ้น และให้สองวิทยาเขตร่วมมือกัน เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้จากการผลิตผลงานรับใช้พื้นที่
ผมแนะนำว่า ควรใช้เวลาสัก ๒ - ๓ ปี ในการเตรียมการอย่างเข้มข้นเพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยชุมพร โดยการหลอมรวม ๒ วิทยาเขตนี้เข้าด้วยกัน ควรศึกษาข้อมูลจากประสบการณ์การหลอมรวมสถาบันอุดมศึกษา หลายแบบในจังหวัด เช่นมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ว่ามีบทเรียนอะไรบ้าง สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ โดยในสายตาของผม ควรให้ autonomy แต่ละวิทยาเขตให้มากที่สุด และให้มีคนในพื้นที่เข้ามาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิให้มากหน่อย โดยผมมีความเห็นว่า น่าจะเริ่มด้วยการเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐในกำกับเสียเลย คือไม่เป็นหน่วยราชการ
ในระหว่างเวลา ๒ - ๓ ปีที่เตรียมตัวนี้ ควรมีกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการเพื่อการพัฒนาอาชีพ ระหว่างพื้นที่ กับวิทยาเขต และให้มีอีกวิทยาเขตเข้ามาร่วมมือด้วย เพื่อให้เห็นวิธีการเพิ่มคุณค่าซึ่งกันและกัน ผ่านความร่วมมือก่อผล win – win ได้อย่างไร โดยอาจขอความร่วมมือจาก สกว. ในการเป็นที่ปรึกษาวิธีการจัดการโครงการพัฒนาอาชีพดังกล่าว ซึ่งถือเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาแบบหนึ่ง
เราตกลงกันว่า สภาหอการค้าจังหวัดชุมพรจะจัดการประชุมใหญ่ในวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ และผมจะไปกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “มหาวิทยาลัยชุมพร เพื่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมพร”
ที่จริงในการหารือกันเมื่อวันที่ ๔ มี.ค. ๕๕ ทางกรรมการหอการค้าฯ มีจินตนาการที่กว้างไกล หลากหลายมาก เป็นโอกาสที่ทีมเตรียมการจัดตั้งมหาวิทยาลัยชุมพรจะจับมาศึกษาหาลู่ทางดำเนินการต่อ ผมติดใจแนวคิดทำงานหนุนการเชื่อมต่อการค้าสองฝั่งสมุทร คือฝั่งอ่าวไทยที่ชุมพร และฝั่งอันดามันที่ระนองมาก หากมีการศึกษาโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต ๑๐ - ๒๐ ปี เอามาประกอบการเขียนโครงการจัดตั้ง ก็จะเห็นโอกาสใหม่ๆ อีกมาก แล้วจึงนำมาจัดลำดับความสำคัญ
เคล็ดลับคือ การทำงานให้ได้ผลมาก ลงทุนน้อย ใช้ความร่วมมือให้มาก กับหลายฝ่าย รวมทั้งกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้ และมหาวิทยาลัยที่ชำนาญด้านที่เราจะทำงานเป็นพิเศษ
หมายเหตุ ๙ มี.ค. ๕๕
ผมส่งบันทึกตามข้างบนไปให้คุณไอศูรย์ และ ผศ. ดร. จินดา
เจริญพรพาณิชย์ รองอธิการบดี สจล. อ่าน และได้รับคำตอบจาก ดร. จินดา
ดังข้างล่าง
ขอบคุณครับ คุณหมอวิจารณ์ ครับ
ผมอ่านแล้ว น่าสนใจมากครับ
มีประเด็นนิดหน่อยครับ คือ
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร
ครับ
ชื่อย่อ เป็น สจล. นะครับ ไม่ใช่ มจล. ของเรายังเป็นสถาบันอยู่ครับ
ไม่ได้เปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเหมือนของพระจอมเกล้าธนบุรีและพระนครเหนือ
วิสัยทัศน์ของ สจล. วิทยาเขตชุมพร เน้นสามด้านครับคือ เกษตร อาหาร และ
พลังงานครับ
มีสองสาขาหลักคือ วิศวกรรมศาสตร์ และ เทคโนโลยีการเกษตร ครับ
วิศวกรรมศาสตร์มีสาขาย่อยคือ อิเล็กทรอนิกส์ และ เครื่องกลครับ
ส่วนของ เทคโนโลยีการเกษตร มี เทคโนโลยีการประมง พืชสวน และ
สัตวศาสตร์ ครับ
ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยเรื่องข้อมูล หรือเรื่องอื่นๆ ก็ยินดีครับ
ขอบคุณครับ
จินดา
เสียดายที่ไม่ได้ส่งให้ทาง ม. แม่โจ้ชุมพรอ่านก่อนด้วย จะได้มี comment กลับมา เพราะไม่ได้ขอ อีเมล์ไว้ ของ ดร. จินดา ได้ อีเมล์ เพราะบังเอิญพักโรงแรมดียวกัน และจ๊ะเอ๋กันในเช้าวันที่ ๕ มี.ค. จึงมีโอกาสได้ขอนามบัตร
จากคำอธิบายแก้ไขของ ดร. จินดา ทำให้ยิ่งเห็นสภาพเติมเต็ม(complementary)กันของสองวิทยาเขต หากได้มาร่วมกันคิดไปข้างหน้า และร่วมกับผู้นำในฝ่ายพื้นที่ ก็จะได้วิสัยทัศน์ที่เสริมซึ่งกันและกันยิ่งขึ้น และผมได้นำคำชี้แจงของ ดร. จินดา มาแก้ไขปรับปรุงต้นฉบับด้วย
วิจารณ์ พานิช
๘ มี.ค. ๕๕ แก้ไขเพิ่มเติม ๑๐ มี.ค. ๕๕

บรรยากาศในห้องประชุม ตอนที่มีคนมาแน่นห้อง

อีกมมุมหนึ่ง ตอนเริ่มประชุม คนยังไม่มาก

อีกมุมหนึ่ง

และอีกมุมหนึ่ง
เมษานี้จะยกครอบครัวกันไปเยี่ยมปู่ที่ชุมพรค่ะ คงจะได้แวะไปดูพื้นที่มหาวิทยาลัยชุมพรด้วยค่ะอาจารย์ :)
คนชุมพรมายกมือให้กำลังใจอีกหนึ่งคนครับ
บางทีการตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ อาจจะหานักศึกษามาเรียนได้จำนวนน้อย ไม่เหมาะสมกับการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ แล้วอะไรเป็นสาเหตุละครับ 1.ทำเลที่ตั้ง พื้นที่ตั้งของชุมพรและระนองมีพื้นที่แคบ ไม่กว้างเหมือนจังหวัดนครราชสีมา ซึ่ง ม.สุรนารี ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการเดินทางที่สามารถเดินทางทุกทางเข้าจุดศูนย์กลาง ส่วนชุมพรและระนองการเดินทางได้เหนือกับใต้เท่านั้น
2.จำนวนประชากร เริ่มพิจารณาจาก จ.ประจวบ ความหนาแน่นของประชากรน้อย นักเรียนมักนิยมไปเรียน กทม. มากกว่าลงใต้ ส่วนชุมพรและระนองจำนวนประชากรน้อย ส่วนคนเก่งๆ ก็มักไปเรียนที่อื่น
3.เรื่องสถาบันความมีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยก็มีส่วนสำคัญ จากความชื่อเรื่องหลังจากจบจากสถาบันที่มีชื่อเสียงจะหางานง่ายกว่า โดยแม่โจ้ก็มีชื่อเสียงด้านการเกษตร ส่วน สจล. ก็มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรม ถ้าเปลี่ยนเป็น ม.ชุมพร คงต้องปล้ำตัวกันหน่อยนะครับ ที่จะหานักศึกษาคุณภาพดีๆ มาเรียน ลองพิจารณาดูว่าคนชุมพรเองยังส่งลูกหลานไปเรียนที่อื่นเลย
4.ปัจจัยด้านคู่แข่ง การเดินทางจากชุมพรไปเรียนที่ กทม. เป็นเรื่องไม่ยากการเดินทางสะดวก โดยพิจารณามหาวิทยาลัยที่เป็นคู่แข่ง เริ่มจากจังหวัดเพชรบุรี มี ม.ราชภัฏเพชรบุรีและ ม.ศิลปกร เพชรบุรี ที่จะดึงนักศึกษาที่จะมาเรียนหรือแย่งนักเรียนจากชุมพรกับประจวบไปเรียนแล้ว ที่ จ,ราชบุรี ก็มี ม.ราชภัฏจอมบึงและ มจธ.ราชบุรีอีก ส่วน นครปฐมมีมหาวิทยาลัยมากมาย เช่น ม.ศิลปกร ม.ราชภัฏนครปฐม ม.เกษตร กำแพงแสน ม.มหิดล ซึ่งเปิดเรียนภาคพิเศษกันหลายสาขาทั้งด้านเกษตรและวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งก็จะดึงนักศึกษาแถบภาคใต้ตอนบนไปเรียนมากพอสมควรอยู่แล้ว และยิ่งสำคัญจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็มี มอ.สุราษฎร์ธานีและ ม.ราชภัฏ สุราษฎร์ธานี อีก แล้วใครจะมาเรียนมหาวิทยาลัยชุมพรละครับ (ก็เป็นเรื่องอนาคตที่ผู้บริหารและอาจารย์ต้องคิดกันหนักๆ ครับ)
5.เรื่องการบริหารจัดการภายในองค์กร ไม่รู้แนวทางการจักการแบบ สจล. จะไปด้วยกันได้กับ ม.แม่โจ้หรือป่าวครับ รวมกันแล้วจะแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าหรือป่าวครับ
6.ส่วนแนวคิด" วิธีคิดสมัยใหม่ คือตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อยกระดับการทำมา หากิน และชีวิตความเป็นอยู่ ของคนในพื้นที่ โดยทำภารกิจหลากหลายด้านอย่างเสริมส่ง (synergy) ซึ่งกันและกัน คือภารกิจสร้างงาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่เรียกว่านวัตกรรม) โดยที่อาจเป็นธุรกิจของตนเอง หรือเป็นลูกจ้าง ภารกิจสร้างงานนี้ เชื่อมโยงกับภารกิจด้านการผลิตบัณฑิตหรือการเรียนการสอน ที่จะต้องเรียนแบบ เน้นลงมือทำ" มันเป็นเรื่องเพ้อฝันเกินไป เพราะจริงๆ แล้วแนวทางของ สกอ. ก็ยังเน้นตัว paper ที่เกิดจากการทำงานวิจัยมากกว่าเน้นเรื่องการพัฒนาวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (คล้ายๆ ๆกับนโยบายรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย หลอกชาวบ้านไปวันๆ) เพราะเมื่อสิ้นการศึกษา ระบบ SAR ก็จะถามว่าปีนี้คุณทำวิจัยกี่ชิ้น ส่งตีพิมพ์ให้ฝรั่งและญี่ปุ่นอ่านเท่าไหร่แล้ว ถ้ามีเพียงพอก็เอาตำแหน่ง ศ. ไปเลย 5555 (แล้วคนไทยทั้งประเทศได้อะไร?) ซึ่งทั้ง ม,สุรนารีและ ม.วลัยลักษ์ ก็เดินทางตามนี้เช่นกัน ถ้า ม.ชุมพร เกิดขึ้นจริงๆ ก็คงต้องไปตามแนวทาง สกอ. เช่นกัน ไม่นั้นไม่ผ่านการประเมินของ สกอ. นะครับ
7.บุคลากรจะมีความทุ่มเทมากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะบุคลากรที่มาจากต่างถิ่น อาจจะมาแค่เพียงต้องการเปิดทางสำหรับตำแหน่งเพื่อย้ายไปสถาบันหรือหน่วยงานอื่นก็เป็นได้
สุดท้ายก็ขอเป็นกำลังใจให้เกิด ม.ชุมพร (ต้องเกิดอยู่แล้วเพราะเป็นมติรัฐมนตรี) เร็วๆ ครับ เพราะผมก็เป็นคนชุมพร ที่พึ่งมีโอกาสอยู่วงการการศึกษาไทย เห็นแล้วบางทีก็ งง กับความคิดของผู้ใหญ๋(ที่เอาตัวรอดเก่ง แต่ทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลัง) ครับ