ผมเองมีโอกาสสอน Appreciative Inquiry ในหลากหลายโจทย์ และสถานการณ์ แต่ถ้าไม่เร่งรัดอะไร ผมจะสอนเรื่องจิตวิทยาบวกครับ...ก็มีสองแบบ ถ้าเป็นนักวิชาการอยากรู้ลึกก็จะว่าด้วยทฤษฎีกลุ่ม Positive Psychology ไปเลย...แต่หากเป็นพนักงาน นักปฏิบัติทั่วไป...ผมจะพาเขาไปสัมผัส..ปรากฏการณ์แห่งความสุขเลยครับ...ด้วยการทำ wrokshop เรื่อง Happy 8 หรือความสุขแปดประการของกระทรวงสาธารณสุข โดยจะใช้สภากาแฟ แต่ตั้งโจทย์แบบ Appreciative Inquiry โดยให้ทุกคนเล่าเรื่องของความสุข ในมุมมองแปดประการนั้นครับ...หลายครั้งเจออะไรดีๆ...เช่นเรื่อง "เงิน" (Happy Money)...
...
"มีความสุขครับ..แต่ก่อน ได้เงินมาพันหนึ่ง ขับรถบรื๊นเดียว เที่ยวแถวพัทยาก็หมดแล้ว...ตอนหลังเอาเงินพันหนึ่ง พาพ่อแม่ไปเลี้ยงข้าว รู้สึกมันมีความหมายมากเลยครับ อาจารย์"
.....
นี่ครับ เราก็พาทำการบ้านเลย..."ใครชอบเรื่องนี้บ้าง..เอาไปทำการบ้านเลย...ครั้งหน้ามาเล่าให้ฟังหน่อย ว่ารู้สึกอย่างไร"
.....
"ดีใจค่ะ ที่ปลดหนี้นอกระบบได้" เสียงจากสาวโรงงานแห่งหนึ่ง...
"ทำยังไงล่ะ น่าสนใจนะ...ไปทำยังไง"
ผมจำไม่ได้ว่าเธอเล่าอะไรบ้าง..ก็ประมาณแบ่งหนี้เป็นกองๆ...เจรจากับเจ้าหนี้...
...
ผมเลยถามต่อ..."ใครชอบเรื่องที่พี่คนนี้เล่าให้ฟังบ้าง"
ยกมือพรึ่บ...หลายคนเป็นหนี้นอกระบบ...เลยบอกเรามาทำการบ้านกันไหม..มาปลดหนี้นอกระบบกัน..เรามาตั้งพี่คนนี้เป็นที่ปรึกษาพวกเรากัน.."
....
มีอีกที่หนึ่ง.."อยากได้ตังค์เยอะๆค่ะ..จะเอามาส่งลูกเรียนต่อ...ลูกจะเรียนกฏหมาย.."
...
ซักกันต่อไปเรียนที่ไหน..ปรากฏว่าไปเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนในภาคอีสาน...ซึ่งแพงมาก..จนแน่.. วางแผนกันอย่างนี้..ที่สุด เราเลยเกิดโครงการการแนะแนวการศึกษาครับ...เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง...
....
กรณีนี้เราให้ข้อมูลครับ.."นี่พี่ เรียนกฏหมาย ไม่แพง มีเครือข่ายเยอะ...นี่ต้อง ที่ราม พี่"...จะเหมาะกับเขามากกว่า..กลัวเรียนไม่จบ..เข้าใจว่าที่อุดร หรือที่ไหน คนเรียนราม โดยเฉพาะกฏหมาย เขาจัดกลุ่มติวกันครับ..ก็เหมือนเรียนมหาลัยปิดนั่นแหละ...
...
บางครั้ง การขาดข้อมูลก็พาจนเหมือนกัน...
....
นี่ครับ..เงิน ที่เชื่อมโยงกับความสุข...
....
เป็นเงินที่ใช้อย่างมีความหมาย...
ผ่านข้อมูล ที่ทำให้่เกิดการตัดสินใจที่เหมาะกับสถานภาพ...
ประสบการณ์การใช้เงิน..ที่อาจช่วยแก้ปัญหาให้กับคนอื่นๆ...
....
หลายครั้งเราเรียกกันว่า เศรษฐกิจพอเพียงครับ..มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน...
...
สังคมหากใช้เงินอย่างไม่มีความหมายขาดเหตุผล..ก็เป็นโมหะนิยม หรือ ที่คุ้นๆกันก็คือ "ทุนนิยม" ครับ..นำสู่ปัญหาไม่จบ..
...
หากใช้เงินอย่างรู้เท่าทัน และมีความหมาย ย่อมนำสู่ความสุข..และนั่นคือการใช้ปัญญา หรือ ปัญญานิยมครับ..ดีกว่า "ทุนนิยม" ด้วยซ้ำ
.....
คุณล่ะคิดอย่างไร

ดีครับ AI ได้เล่า ได้ระบาย ได้ขายความคิด ได้มีความสุข
ดูแล้วเห็นแนวทางที่ถูกต้อง กับชีวิตจริงมากๆ ครับอาจารย์ หลักสูตรต่างๆ ของเมืองไทยต้องปรับหรือนำเจ้าสิ่งที่สามารถพาลูกศิษย์ไปจับต้องเงินเพื่อนำพาชีวิตและครอบครัวของเค้าไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียง ตรงนี้คือขั้นที่หนึ่ง ขั้นต่อไปก็ตอบด้วยความเจริญก้าวหน้าครับ ...ตรงนี้ ปัญหาของการจบการศึกษามาแล้วมีเพียงกระดาษหนึ่งใบนั้น มันชัดเจนมากๆ มันอาการรุนแรงครับ
มันบอกถึงการสูญเสียทรัพยากรต่างๆ ของการบริหารชีวิตของแต่ละครอบครัว เนื่องจากความฝันของพวกเค้าที่อยากให้ลูกนั้นอยู่ดีกินดี แอบคิดเรื่องเป็นเจ้าคนนายคนเข้าไปด้วย...เมื่อเราได้เห็นคนที่จะมาทำงาน หรือเข้ามาทำงานใหม่ๆ โดยเมื่อเราให้เขาลองทำอะไรสักอย่าง แบบปฏิบัติได้ ทำได้ ปรากฏว่า มันสามารถเบาบางมาก บางคนยิ่ิงแย่ไปกันใหญ่เลย แต่พ่อแม่เองก็ให้กำลังใจและก็พากันฝึก พากันฝากเข้าทำงานกันไป ส่วนไอ้เจ้าที่ไม่สามารถจะทำได้ก็ว่างงานกันไป เรียนต่อเพื่อเยียวยาจิตใจกันไป ..สภาพความเป็นจริงวันนี้ เป็นแบบนี้ การที่เรานำทฤษฎีมาตั้งแล้วสอนให้ปฏิบัติ เกิดดอกออกผลกันแบบระยะสั้น ระยะยาว ทำนองนี้ ดีมากๆ เพราะส่วนหนึ่งก็เป็นการประกันชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยไปด้วย เมื่อเหล่าศิษย์สามารถทีี่จะหุงข้าว ทำกับข้าว ทำงานในชีวิตประจำวันโดยมีเป้าหมายคือเอาตัวให้รอด พวกเขาทำแบบนี้กันทุกคน ภาพรวมสังคมก็จะดีขึ้นแน่นอน ...ต้องทำแล้วเรียนและเรียนแล้วทำ...เมื่อเก่งค่อยว่ากันต่อในระดับลึกๆ และเมื่อต้องนึกถึงอาเซียนขึ้นมาก็ยิ่งจะต้องหัดทำกันทุกอย่างเลย ว่ากันตั้งแต่กวาดบ้าน กวาดพื้น ทำเป็นทุกอย่าง เพื่อให้วันหนึ่งเกิดเรียนมาแล้วมันดันไม่มีงานทำ งานเล็กๆ น้อยๆ นี่ก็จะช่วยให้เราไม่ต้องไปจ้างคนอื่นมาทำ ก็ประหยัดเงิน ประหยัดเงินก็เหมือนได้เงิน ยังไงยังงั้น