ผู้ที่ไม่รู้จักตลาดบางลี่ มักเข้าใจผิดว่า บางลี่ เป็นชื่ออำเภอ

บางลี่ที่รัก

บางลี่ เป็นชื่อสถานที่ที่ปรากฏอยู่หลายแห่งในประเทศไทย เช่นเป็นชื่อวัด เป็นชื่อตำบลบางลี่ อยู่ในอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เป็นชื่อโรงเรียนวัดบางลี่ ชื่อวัดบางลี่เจริญธรรม และชื่อหมู่บ้านบางลี่ อยู่ในตำบลโคกหม้อ อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เป็นต้น แต่บางลี่ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นชื่อชุมชนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ตลาดบางลี่” ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองสองฤดูหรือตลาดสองฤดู ที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดสุพรรณบุรี”

            เรื่องราวของตลาดบางลี่ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นคติชนวิทยา ที่โดดเด่นมีเรื่องราวที่น่าศึกษาค้นคว้าอย่างยิ่ง ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นความเป็นปุถุชน ความเป็นวิถีชีวิตตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่เมื่อยังไม่พ้นกิเลสย่อมถูกครอบงำด้วยโลกธรรมทั้งฝ่ายอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ นั่นคือ สุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ

            ผู้ที่ไม่รู้จักตลาดบางลี่ มักเข้าใจผิดว่า บางลี่ เป็นชื่ออำเภอ ทั้งที่เป็นชื่อชุมชนตลาดขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะเป็นที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญและความก้าวหน้าในทุกๆด้าน มีท่ารถร่วมบขส สายที่ชื่อบางลี่-กรุงเทพ ไม่ใช่สองพี่น้อง-กรุงเทพ อย่างไรก็ตามมีผู้ค้นคว้าประวัติอำเภอสองพี่น้อง อ้างว่าพบข้อความในหนังสือราชกิจจานุเบกษา(ฉบับที่เท่าไรยังไม่ได้ข้อมูล)ว่าเดิมบางลี่เป็นชื่ออำเภออยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ขณะนั้นยังไม่มีอำเภอสองพี่น้อง นอกจากนี้นายทองหยด จิตตวีระ อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสองพี่น้องซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนตลาดบางลี่ เคยเขียนประวัติอำเภอสองพี่น้อง กล่าวว่าอำเภอสองพี่น้อง เคยตั้งอยู่บริเวณตลาดบางลี่ แต่จะชื่ออำเภอบางลี่หรือไม่ไม่ทราบชัดอย่างก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในหนังสือนิทานโบราณคดี และจดหมายเหตุเสด็จประพาสต้น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไม่ได้กล่าวถึงอำเภอบางลี่ เลย  กล่าวถึงแต่อำเภอสองพี่น้องว่าเป็นอำเภอใหญ่อยู่ทางใต้ของเมืองสุพรรณ

            ประวัติความเป็นมาและเรื่องราวของตลาดบางลี่ ส่วนหนึ่งผู้เขียนได้ศึกษาจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโทหัวข้อ “บางลี่ : กรณีศึกษาการเปลี่ยนแปลงของชุมชนการค้าในลุ่มน้ำท่าจีน” ของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา ๒๕๔๑ ของคุณสกุณา ฉันทดิลก อีกส่วนก็สอบถามผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ ที่อยู่ในชุมชนนี้และผู้ที่มาใช้บริการต่างๆในชุมชนนี้

            เริ่มที่ชื่อบางลี่ ว่าเหตุใดจึงเรียกบางลี่ ก็ได้รับข้อมูลดังนี้ท่านอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลสองพี่น้อง คุณชัยวัตร ฉันทดิลก ท่านกรุณาให้ข้อสันนิษฐานว่าอาจจะมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า “หมังหลี่” ท่านอธิบายว่า “หมัง”แปลว่า แห อวน หรือข่ายดักปลา
     ส่วนคำว่า “หลี่” แปลว่า ให้พ้นไป ไปให้ไกล ไม่อดตาย “หมังหลี่”จึงน่าจะแปลว่าออกไปพ้นจากที่อยู่ก็ไม่อดตายแม้ว่าจะมีแหเพียงปากเดียวหรือข่ายผืนเดียว นั่นแสดงว่าชุมชน “หมังหลี่”นั้นต้องมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรจำพวกสัตว์น้ำ จากคำศัพท์นี้จึงอนุมานว่า ชุมชนชาวจีนกลุ่มดั้งเดิมที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่     ตลาดบางลี่เป็นชาวจีนแต้จิ๋ว เมื่อมาอยู่ในถิ่นฐานที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำ คว้าแหออกจากบ้านไปก็ได้อาหารกลับมา อยู่ที่นี่ไม่อดตายจึงเรียกชุมชนนี้ว่า “หมังหลี่” เมื่อคนไทยหรือคนรุ่นหลังเรียกกันต่อๆมาก็เลยเพี้ยนมาเป็น “บางลี่”

            ในวิทยานิพนธ์ของคุณสกุณา ก็กล่าวไว้ในทำนองเดียวกัน(อาจจะได้ข้อมูลมาจากแหล่งเดียวกัน) แต่ได้อธิบาย คำหลี่ว่ามาจากคำว่า “หลี่คุยตี่เต้า” แปลว่าไปเสี่ยงโชคให้ไกลจากถิ่นเดิม และสรุปความหมายรวมของหมังหลี่ ว่า “ไปเสี่ยงโชคหาที่ทำมาหากินให้ไกลจากถิ่นฐานบ้านเกิดแล้วได้พบความอุดมสมบูรณ์ที่นี่ แม้มีแค่แห อวนหรือตาข่ายผืนเดียวก็ไม่มีทางอดตาย”  นี่เป็นการสันนิษฐานจากภาษาจีนแต้จิ๋ว

            ส่วนการสันนิษฐานจากภาษาไทยบางท่านสันนิษฐานว่าบางลี่น่าจะมาจากคำว่า “บาง”กับคำว่า “ลี่” มาประสมกัน“บาง” หมายถึง “ทางน้ำเล็กๆหรือทางน้ำเล็กที่ไหลขึ้นลงตามระดับน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง หรือทะเล หรือหมายถึงตำบลบ้านที่อยู่ริมบางหรือเคยอยู่ริมบางหรือในบริเวณที่เคยเป็นบางมาก่อน” ส่วน  “ลี่” ในความหมายที่เกี่ยวข้องนี้หมายถึง “เครื่องดักปลาชนิดหนึ่ง ทำด้วยไม้ไผ่เป็นซี่ๆถักติดกันเป็นผืน สำหรับปักล้อมดักปลาที่ทางน้ำไหล” จะเห็นว่าตำบลบ้านใกล้ๆบางลี่ ขึ้นต้นด้วยบางหลายแห่ง เช่น บางเลน บางหลวง ที่นครปฐมก็มีบางปลา เป็นต้น การสันนิษฐานนี้เป็นไปทำนองเดียวกับ ประวัติตำบลบางลี่ที่ จังหวัดลพบุรี

            ไม่ว่าจะเป็นการสันนิษฐานจากภาษาจีนหรือภาษาไทย ก็มีนัยที่ตรงกันคือ บางลี่เป็นถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาชุกชุมมาก จากอดีตถึงปัจจุบัน มีปลานานาชนิดมากมายมาวางขายที่ตลาดบางลี่ให้เลือกซื้อกันไม่เคยขาด

            มีข้อสันนิษฐานขำๆอีกว่า บางลี่ อาจจะมาจาก บางสี่ ก็ได้ บอกว่าเขียนไปๆหาง ส เสือหาย เลยกลาย เป็น ล ลิง โดยอ้างว่า  ไม่ไกลจากตลาดบางลี่ มีตลาดเก่าชื่อตลาด “บางสาม” ส่วนบางหนึ่ง บางสอง อยู่ที่ไหนคงต้องไปสืบค้นกันต่อไป

            ประวัติการก่อตั้งตลาดบางลี่มีข้อสันนิษฐานอีก ๒ เรื่อง ตามที่คุณสกุณาค้นคว้าไว้ดังนี้

             เรื่องแรกเล่าว่าตลาดบางลี่ตั้งขึ้นทีหลังตลาดอำเภอ(สองพี่น้อง)เก่า(ตั้งอยู่ใกล้ๆโรงงานผลิตน้ำดื่มโยโจ้) หรือที่คนแต่ก่อนเรียกกันว่าตลาดสาน(บางคนว่าน่าจะเรียกตลาดศาล) เพราะตลาดอำเภอเก่าแต่ก่อนนั้นตั้งอยู่ใกล้กับที่ว่าการอำเภอสองพี่น้องดั้งเดิม และสถานีตำรวจภูธรอำเภอสองพี่น้อง สมัยนั้นตลาดสานหรือตลาดอำเภอเก่าคงเป็นตลาดศูนย์กลางของอำเภอสองพี่น้อง มีพวกกองเกวียนบรรทุกของจากป่าดอนมาขาย เส้นทางจากป่าดอน ก่อนถึงตลาดสาน มีลำรางบางน้อย และลำรางบางใหญ่ กั้น ถ้าหน้าแล้งก็มาได้เลยเพราะลำรางแห้งแต่ถ้าหน้าน้ำน้ำจากคลองสองพี่น้องจะไหลเข้ามาในลำรางทั้งสองทำให้พวกกองเกวียนต้องจอดรออยู่ตรงบริเวณที่ว่างก่อนถึงลำรางบางน้อย ก็คือย่านตลาดบางลี่แถวโรงเจฮกเฮงตั๊วในปัจจุบัน มีพวกคนจีนหัวดีชวนพวกกองเกวียนเล่นการพนันและค้าขายกันที่ตรงนั้นจนเกิดเป็นชุมชนแห่งใหม่ มีการปลูกห้องแถวแห่งแรกให้พวกคนจีนเช่าอยู่อาศัยและค้าขายกัน ต่อมาได้มีชาวจีนตามมาสมทบมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ คือตลาดบางลี่ในปัจจุบัน

                     ถ้าเป็นจริงตามเรื่องนี้ตลาดบางลี่ก็จะตั้งขึ้นราวๆรัชกาลที่ ๕ เพราะอำเภอสองพี่น้อง ตั้งขึ้นราวๆปี พ.ศ.๒๔๓๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๕

เรื่องที่ ๒ เล่าว่าตลาดบางลี่ นั้นเกิดจากบรรดาพ่อค้าชาวจีนรุ่นบุกเบิกที่มาจากเมืองจีนกลุ่มหนึ่งได้มาตั้งหลักแหล่งทำเกษตรกรรมและค้าขายกันอยู่ในหมู่บ้านสองพี่น้องซึ่งเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของชาวไทยท้องถิ่น แต่หมู่บ้านสองพี่น้องเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมอยู่เป็นเวลานานทำการค้าขายไม่สะดวก จึงโยกย้ายขึ้นไปอยู่ตรงบริเวณพื้นที่ตลาดบางลี่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ดอนกว่า ผนวกกับที่เดิมเริ่มคับแคบเพราะมีลูกหลานมากขึ้น จึงต้องย้ายไปหาทำเลใหม่ที่จะค้าขายได้สะดวกขึ้น  ต่อมาพี่น้องชาวจีนจากแผ่นดินใหญ่ก็อพยพเข้ามาหาที่ทำมาหากินตามญาติๆที่มาก่อนจึงทำให้ชุมชนตลาดบางลี่กลายเป็นชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ขึ้นดังในปัจจุบัน

           

ตลาดบางลี่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มแอ่งกระทะของอำเภอสองพี่น้อง ตั้งอยู่ริมคลองสองพี่น้อง ฝั่งทิศใต้ คลองสองพี่น้อง เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติแหล่งสำคัญที่ใช้อุปโภค บริโภค กันมาแต่โบราณ และยังเป็นเส้นทางคมนาคมหลักของชาวตลาดบางลี่และชาวสองพี่น้องในครั้งอดีต คลองนี้เริ่มต้นจากจุดที่แม่น้ำท่าว้าและแม่น้ำจระเข้สามพัน มาบรรจบกันที่บ้านวัดนก อำเภออู่ทอง เมื่อรวมเป็นแม่น้ำสายเดียวกันแล้ว ก็ไหลต่อไปเรียกว่า ลำน้ำท่าไชย ผ่านบ้านท่าไชย บ้านกาโว้ บ้านบางทราย บ้านบางพลับ บ้านบางลี่ ผ่านตำบลต่างๆของอำเภอสองพี่น้องหลายตำบลไปทางตะวันออก ไปบรรจบกับแม่น้ำสุพรรณที่วัดบางสาม

         คลองสองพี่น้อง นี้มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับตลาดบางลี่ดังที่กล่าวมาใช้เป็นเส้นทางติดต่อค้าขายที่สำคัญมาแต่สมัยเมืองอู่ทองโบราณ จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นเส้นทางการติดต่อราชการและค้าขายของชาวบ้านในเขตอำเภออู่ทอง ตลอดจนชาวบ้านในจังหวัดกาญจนบุรี ที่ต้องเดินทางมายังตลาดบางลี่ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางการค้าหลักของท้องถิ่นในสมัยนั้น นอกจากนี้คลองสองพี่น้องยังเป็นประตูของการเดินทางต่อไปยังจังหวัดอื่นตามลำน้ำท่าจีน แต่ในครั้งโบราณคลองสองพี่น้องที่เป็นทางติดต่อกับทางอู่ทองนั้นทำได้ในหน้าน้ำเท่านั้น ส่วนในหน้าแล้งลำคลองบางตอนจะแคบและตื้นเขินต้องเปลี่ยนมาใช้เกวียน ใช้ม้า แทนเรือ คือใช้เส้นทางทางบกแทน

                   คุณสกุณา ฉันทดิลก เคยได้ยินเรื่องเล่าว่า สมัยก่อนเมื่อมีนักโทษจากอำเภออู่ทองที่จำเป็นต้องนำส่งศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องนำเดินทางผ่านมาทางบางลี่ก่อน(สมัยนั้นไม่มีถนนมาลัยแมนเข้าตัวจังหวัดสุพรรณบุรีได้สะดวกเหมือนเดี๋ยวนี้) โดยผู้คุมขี่ม้าพานักโทษที่ถูกตีตรวนล่ามโซ่เดินเท้ามาเรื่อยๆ พักค้างคืนระหว่างทาง ๑ คืน จึงมาถึงตลาดบางลี่ตอนบ่ายของอีกวัน แล้วจึงนำนักโทษไปล่ามโซ่ไว้กับเสาเรือ ชื่อเรือศรีสองพี่น้องซึ่งเป็นเรือที่มีเส้นทางจากตลาดบางลี่ ถึง ท่าเตียน กรุงเทพฯ โดยเรือจะออกเดินทางในเวลาบ่ายสามโมง จากท่าเรือตลาดบางลี่ แล่นไปตามลำคลองสองพี่น้องทางทิศตะวันออก ผู้คุมจะพานักโทษไปขึ้นที่ท่าเรือตลาดบางสามซึ่งอยู่ตรงปากคลองสองพี่น้องบรรจบกับแม่น้ำท่าจีน(แม่น้ำสุพรรณ) เพื่อต่อเรือแดงหรือเรือบริษัทสุพรรณขนส่งจำกัด ไปยังตัวจังหวัดสุพรรณบุรี อีกต่อหนึ่ง รวมเวลาขนส่งนักโทษ ๓ วัน ๒ คืนเต็มๆ ลองคิดดูซิว่าผู้คุมจะหนักใจเพียงใด ยิ่งถ้านักโทษ เป็นลูกน้อง เสือใบ เสือดำ เสือมเหศวรด้วยแล้วผู้คุมคงร้อนๆหนาวๆไปตลอดเส้นทาง

ลักษณะทางกายภาพที่เหมาะสม ทำให้ตลาดบางลี่กลายเป็นศูนย์กลางการค้าของท้องถิ่น เป็นชุมทางที่สำคัญ เนื่องจากตั้งอยู่ริมคลองสองพี่น้อง ที่สามารถใช้เดินทางได้ทั้งปีทางด้านตะวันออกที่จะติดต่อกับกรุงเทพฯและตัวจังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนตอนบนที่ติดต่อทางอำเภอ     อู่ทอง คลองจะแคบลงบางตอนและแห้งขอดในหน้าแล้ง ตลาดบางลี่จึงกลายเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการเดินทางทางบกของบรรดาชาวบ้าน ในบ้านป่า บ้านดอน(ที่สูงๆน้ำท่วมไม่ถึง)ที่ใช้เกวียนเป็นพาหนะกับการเดินทางของชาวบ้าน ในบ้านทุ่ง บ้านท่า ริมน้ำ(ที่ลุ่มน้ำท่วมถึง)ที่ใช้เรือเป็นพาหนะ ได้นำสินค้าและผลผลิตต่างๆมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน

       สภาพของชุมชนตลาดบางลี่ในยุคก่อตั้งยังไม่ได้ก่อรูปเป็นตลาดอย่างชัดเจนและจำนวนบ้านเรือนยังไม่มากนัก นอกจากห้องแถวไม้ที่มีผู้ปลูกให้ชาวจีนที่ย้ายเข้ามาค้าขายเช่าอยู่อาศัยแล้ว ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ปลูกบ้านไม้ เรียงรายอยู่ริมคลองสองพี่น้อง มีบางส่วนที่อาศัยอยู่ในเรือและแพริมน้ำด้วย พื้นที่การค้าจึงเริ่มขึ้นที่ริมคลองสองพี่น้องนี้เอง ในระยะต่อมาประชาชนได้อพยพย้ายเข้ามาอยู่เพิ่มมากขึ้น พื้นที่อยู่อาศัยจึงขยายขึ้นจากริมคลอง โดยมีบ้านเรือนส่วนหนึ่งมาอยู่ริมทางเกวียนบ้าง สภาพชุมชนขณะนั้นจึงเริ่มคึกคักขึ้น จากบรรดากองเกวียนที่มาจากพื้นที่ป่าดอน และจากขบวนเรือที่มาจากบ้านทุ่งบ้านท่า ริมน้ำ มาค้าขายสินค้ากันที่บางลี่

ในปี พ.ศ.๒๔๖๔ (รัชกาลที่ ๖) ตลาดบางลี่เป็นตลาดไม้ไผ่ โดยบ้านเรือนในชุมชนจะเป็นร้านค้าไปในตัว บ้านเรือนปูด้วยไม้ไผ่ลำโตมีลักษณะเป็นบ้านสองชั้น หลังจากนั้นไม่กี่ปีเจ้าของที่ดินรายใหญ่ จึงปลูกห้องแถวให้เช่า ด้วยเหตุที่ตลาดบางลี่อยู่ในพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ๔-๖ เดือนในทุกปี ทำให้ลักษณะบ้านเรือนในชุมชนจึงมีความพิเศษกว่าชุมชนอื่น เป็นเรือนไม้สองชั้นเรียงติดต่อกันเป็นแถวยาวเว้นด้านหน้าบ้าน ทั้งชั้นล่างและชั้นบน เป็นระเบียงเปิดเชื่อมต่อกันทุกบ้านสำหรับใช้เป็นทางเดินต่อกัน ในหน้าแล้งหรือที่เรียกว่าหน้าแห้งก็ใช้พื้นที่ชั้นล่างเป็นพื้นที่ค้าขาย แต่เมื่อถึงหน้าน้ำหลากชาวตลาดบางลี่ก็จะขนข้าวของย้ายขึ้นไปทำการค้าขายกันบนชั้นสอง เมื่อน้ำท่วมน้ำท่วมตลาดจึงท่วมอยู่เฉพาะพื้นที่ชั้นล่างเท่านั้นส่วนชั้นบนก็เปิดค้าขายกันเป็นปกติ ในหน้าน้ำท่วมก็จะมีเรือพายเรือแจวจำนวนมากมาจอดเรียงราย ขาย ซื้อ ของแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ดูเหมือนตลาดน้ำแบบตลาดน้ำดำเนินสะดวกทีเดียว 

ในเรื่องหน้าแล้ง หน้าน้ำนี้ บ้านผู้เขียนก็อยู่ในสภาพนี้ด้วย เพราะบ้านอยู่ใกล้ตัวอำเภอสองพี่น้องเก่า ถนนหลังบ้านเป็นถนนจากอำเภอเก่าไปสู่ตลาดบางลี่ปัจจุบันเรียกถนนราษฎร์อุทิศ เป็นพื้นที่ลุ่ม หน้าน้ำประมาณเดือนตุลาคมถึงมกราคม ถนนสายนี้ จะเปลี่ยนเป็นลำคลองเล็กๆให้เรือที่ไม่ใหญ่มากแล่นไปตลาดบางลี่ พอหน้าแล้งก็จะกลับมาเป็นถนนให้รถ ให้เกวียน แล่น แต่เดี๋ยวนี้มีการถมถนนจนสูงพ้นน้ำ สภาพบ้านเมืองก็เปลี่ยนไปในสมัยก่อนชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มจะมีเรือประจำทุกบ้าน ใช้สำหรับการเดินทางระยะใกล้ๆส่วนการสัญจรภายในตลาดบางลี่ในหน้าน้ำท่วม ก็จะมีสะพานไม้ชั่วคราวที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้นใช้เป็นทางเดินข้ามระหว่างแถวของบ้านเรือน ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๗๘ มีการจัดตั้งเทศบาลตำบลสองพี่น้องขึ้น เทศบาลจึงมีหน้าที่สร้างสะพานในฤดูน้ำหลาก การที่ชาวตลาดบางลี่ต้องโยกย้ายข้าวของสินค้าขึ้นชั้นสองในฤดูน้ำหลากและขนกลับมาขายเหมือนเดิมในฤดูแล้ง อย่างนี้นี่เอง ทำให้ ดร.สุเมธ  ชุมสาย ณ อยุธยา เรียกชุมชนตลาดบางลี่ว่า “ชุมชนสะเทินน้ำสะเทินบก” แต่บางท่านเรียกว่าตลาด “สองฤดู” คือฤดูแห้งกับฤดูน้ำ หรือฤดูแล้งกับฤดูน้ำหลาก

       ลักษณะความเป็นอยู่ของชาวบ้านตลอดจนสภาพบ้านเรือนที่เป็นห้องแถวไม้สองชั้นยังคงรูปแบบเดิมต่อเนื่องมาจนถึงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๖ (ก็คือเริ่มพ.ศ.๒๕๐๐ ขึ้นมาแล้ว) ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะยังมีฤดูน้ำหลาก น้ำแล้งเหมือนเดิม แต่ก็จะมีห้องแถวห้องเช่าให้อยู่อาศัยให้ค้าขาย เพิ่มมากขึ้น

       หลังปี พ.ศ.๒๕๒๐ เทศบาลตำบลสองพี่น้อง ได้ปรับปรุงยกระดับถนนในเขตเทศบาลให้สูงขึ้นโดยเฉลี่ย ๒ เมตรจากระดับพื้นที่ ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ ก็ได้มีการถมถนนรอบตัวตลาด และถมถนนกลางตลาด ตลาดบางลี่จึงสูงขึ้นและน้ำไม่ท่วม ทางด้านถนนสายอื่นๆกรมทางหลวงก็ปรับปรุงถมถนนจนสูงพ้นน้ำเชื่อมต่อกับถนนที่เชื่อมต่อสู่ตลาดบางลี่ นับแต่นั้นมาตลาดบางลี่ก็ได้เปลี่ยนเส้นทางที่เคยใช้ทางน้ำเป็นหลักมาเป็นการคมนาคมทางบกในปัจจุบันและสภาพตลาดสองฤดูก็จบสิ้นลง 

        อย่างไรก็ตามตลาดบางลี่ก็ยังเป็นตลาดที่มีความเจริญรุ่งเรืองมีสินค้านานาชนิดให้เลือกซื้อ มีปลาที่สดจากท้องน้ำลำคลองมากมาย มีผักสดนานาชนิด และมีสินค้าพื้นเมืองราคาถูกอีกหลากหลายจำหน่าย มีท่ารถขนส่งไปกรุงเทพฯ เป็นทางผ่านขึ้นสู่ภาคเหนือที่สะดวกและประหยัดเวลา มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีโรงเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ๒ โรงอยู่ใกล้ๆ มีธนาคารถึง ๗ แห่ง มีโรงเจที่มีพระพุทธรูปทองคำล้ำค่า มีเทศบาลที่ยกระดับขึ้นเป็นเทศบาลเมือง  

            เมื่อวันที่ ๒๕ –๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เทศบาลเมืองสองพี่น้อง ได้จัดงานเทศกาลอาหารอร่อยครั้งที่ ๔ ขึ้น โดยใช้ชื่องานว่า “บางลี่ที่รัก” ทางเข้างานได้นำโปสเตอร์ภาพยนตร์สมัยโบราณเรื่องผู้ชนะสิบทิศที่แสดงนำโดยไชยา สุริยัน มาขยายใหญ่เป็นซุ้มประตู เพื่อบ่งบอกว่า ในอดีตบรรยากาศนี้เคยมีอยู่ที่ “ตลาดบางลี่” ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนถามจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้อาวุโสชาวตลาดบางลี่ทำให้ทราบว่าที่ตลาดบางลี่เคยมีโรงภาพยนตร์ชั่วคราวที่เรียกว่าวิกหนัง ตั้งแต่สมัยหนังเงียบ ที่มีการนำดนตรีมาบรรเลงกันสดๆประกอบ จนมาถึงภาพยนตร์ ๑๖ มม. ๓๕ มม. ก่อนฉายภาพยนตร์ มีการร้องเพลงหน้าโรงหนัง นักร้องที่มีกำเนิดจากวิกหนังบางลี่ ที่เรารู้จักกันดีคือ สังข์ทอง สีใส งานเทศกาลที่สำคัญของตลาดบางลี่นอกจากงานของชาวไทยเชื้อสายจีน คืองานตรุษจีน งานกินเจ ที่มีมหรสพสำคัญคืองิ้วแล้ว สมัยก่อนชาวตลาดบางลี่ยังมีเทศกาล “งานไฟฟ้า”มักจัดในช่วงสงกรานต์ คือสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าในปัจจุบัน ชาวตลาดบางลี่จะใช้ไฟฟ้าจาก เครื่องปั่นไฟที่โรงไฟฟ้าที่บริเวณสำนักงานเทศบาลสองพี่น้อง ซึ่งบริเวณจัดงานอยู่ใกล้โรงไฟฟ้าจึงเรียกงานไฟฟ้า มีมหรสพต่างๆมากมายทั้งภาพยนตร์ ลิเก ดนตรี มวย เมื่อถามผู้อาวุโสบางท่านยังเล่าว่า ที่ตลาดบางลี่ เคยมีสนามม้า เคยมีโรงฝิ่น มีโรงแรมและมีสถานบริการทางเพศด้วย

            ....................................................................................................................................

            ตลาดบางลี่ ยังมีอะไรๆที่น่าสนใจอีกมากมายอีกหลายแง่หลายมุมทั้งอดีตและปัจจุบัน ให้พวกเรา ได้สืบสานค้นคว้า ถ้าบางลี่เปรียบเหมือนคนๆหนึ่งเธอคงเป็นคนที่น่ารักน่าติดตามและน่าจดจำ ทีเดียว