ทุกปีการศึกษา กิจกรรมที่จัดเป็นหัวใจของการเรียนสิ่งแวดล้อมในทุกๆครั้งก็คือ ศึกษาสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน ด้วยความมุ่งหวังของผมเองว่า หลังจากเรียนแล้ว นักเรียนจะเกิดความตระหนัก หรือเกิดสำนึกที่ดีต่อผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมโลกใบเดียวกันนี้

เมื่อวานบ่าย ระหว่างนั่งคุยอยู่กับ ม.6 ผู้ซึ่งจะจบการศึกษาในอีกไม่กี่วัน หลายคนสังเกตเห็นควันไฟขนาดมหึมา ฟุ้ง แผ่กระจายเต็มไปทั่วบริเวณด้านหลังหอประชุมซึ่งอยู่ไกลๆ นักเรียนชายคนหนึ่งเอ่ยเชิงกระเซ้า อาจารย์ขอยืมฉบับรายงานที่ผมส่งแล้วหน่อย

ทำไมผมถาม

..........................................

เทอมสุดท้ายวิชาชีววิทยาของ ม.6 จะเรียนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ระบบนิเวศ ประชากร และปัญหามลภาวะต่างๆ หลายปีมาแล้วที่ผมเปลี่ยนรูปแบบการสอนของเล่มนี้อย่างเต็มรูปแบบ เน้นให้เด็กเรียนรู้เอง จากประสบการณ์จริง หรือจากปัญหาสภาพแวดล้อมที่ทุกคนประสบในโรงเรียน และในชุมชนท้องถิ่นของตนเอง หนังสือเรียนจะใช้เป็นเอกสารอ่านประกอบเท่านั้น

หลักการสำคัญ หรือแนวทางจัดการเรียนการสอนที่ผ่านมา มักจะให้นักเรียนสำรวจสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วนำเสนอให้เพื่อนในชั้นได้เรียนรู้ร่วมกัน แล้วจะให้วิเคราะห์เลือกเรื่องหรือแหล่งที่จะใช้ในการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งภาคเรียน โดยพิจารณาจากความรุนแรง ผลกระทบ และความสามารถในการแก้ไข จากนั้นจะให้ออกแบบการเรียนรู้อย่างที่ตัวเองสนใจตามลำดับขั้น ได้แก่ ระบุปัญหา ตั้งสมมติฐาน ตรวจสอบสมมติฐาน เก็บข้อมูล สรุปผล บางกลุ่มเลือกจะศึกษาปัญหาสภาพน้ำเสีย บางกลุ่มศึกษาการกำจัดขยะด้วยการเผา บางกลุ่มศึกษาการพังทลายของผิวถนนเนื่องจากภาวะน้ำท่วมขังที่ผ่านมา และกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มของนักเรียนชายคนนั้น เลือกจะศึกษาสำรวสาเหตุการเผาซังในนาข้าวของเกษตรกร

พื้นที่ตำบลบ้านกร่างโดยเฉพาะรอบโรงเรียนเป็นนาข้าวแทบทั้งหมด น้ำท่าที่ใช้ในการปลูกข้าวอุดมสมบูรณ์มาก เพราะอยู่ในเขตชลประทาน ส่วนใหญ่จึงทำนากันถึงปีละ 3 หน แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่นักเรียนสังเกตเห็นก็คือ มีการกำจัดซังข้าวด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เพราะยังใช้การจุดไฟเผา ผมตั้งคำถามท้าทายว่า เกษตรกรก็คงมีเหตุผลของเขา ทั้งที่หน่วยงานราชการของรัฐก็รณรงค์อยู่ตลอด เราไม่อยากรู้หรือ?

การจุดไฟเผาซังข้าวอาจไม่ก่อฝุ่นควันมากมายเหมือนจังหวัดในภาคเหนือตอนบนที่กำลังตกเป็นข่าว แต่ก็ทำให้หน้าดินเสีย เพราะจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ถูกเผาทำลายลงไปด้วย สาเหตุปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือขณะนี้มาจากการเผาป่าด้วยน้ำมือมนุษย์เอง ถ้าถามเหตุผลแต่ละคนที่เผาคงมีหลากหลาย แต่เหตุผลหลักคงไม่ต่างอะไรกับการเผาซังข้าวในท้องนา ความไม่ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่คำนึงถึงความเสียหายส่วนรวม คิดแต่เพียงประโยชน์ตัวเองเท่านั้น น่าจะเป็นรากความคิดที่แท้จริง

(สภาพฝุ่นควันในตัวเมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2555)

ดังนั้นการสร้างความตระหนัก หรือสำนึกที่ดีต่อผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมโลกใบเดียวกันนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น การเรียนการสอนชีววิทยาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ผมกำลังดำเนินการอยู่ มุ่งหวังในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก อาจจะมากกว่าความรู้ที่เป็นทฤษฎีด้วยซ้ำไป เมื่อจุดประสงค์เป็นความตระหนักหรือเจตคติ ปัญหาจริงที่ทุกคนต่างประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็น่าจะเป็นสื่อการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันการเรียนการสอนเน้นให้นักเรียนคิดเองทำเองในลักษณะเช่นนี้ กำลังถูกสกัดกั้นโดยการวัดประเมินมาตรฐานคุณภาพโรงเรียนด้วยผลการสอบโอเน็ต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก ยิ่งบ้านเมืองเราจะต้องเข้าสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนในเร็ววันด้วยแล้ว เหตุผลง่ายๆ เพราะคุณภาพคนของเราจะสู้เขาไม่ได้

ในภาคเรียนนี้ โรงเรียนผมเองตกอยู่ในสภาพเดียวกับโรงเรียนอื่นๆเช่นกัน ทั้งนักเรียนชั้น ม.3 และ ม.6 ต้องเรียนพิเศษเตรียมความพร้อมในการสอบโอเน็ตล่วงหน้าเป็นเดือน การสอนของครูมุ่งเน้นให้นักเรียนทำข้อสอบได้ เพื่อให้โรงเรียนผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามที่ สมศ.กำหนด แทนที่ครูจะคิดหาวิธีอย่างไร จึงจะสอนให้นักเรียนมีประสบการณ์ในการเผชิญกับปัญหาต่างๆของชีวิตอย่างมีความสุข รู้เท่าทัน และฉลาดในการคิดแก้ไข แต่กลับต้องไปคิดหรือไปเกร็งว่าข้อสอบโอเน็ตจะออกอย่างไร แบบไหน ออกอะไร นักเรียนเราจะทำข้อสอบได้หรือไม่?

ยิ่งเป็น ม.6 โรงเรียนได้จัดให้ครูติวสอบ GAT PAT มาก่อนหน้านั้นแล้วด้วย เพื่อผลในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพื่ออนาคตของนักเรียน และ/หรือเพื่อชื่อเสียงของโรงเรียนนั่นเอง การจัดสอนแบบกวดวิชาทั้งเตรียมสอบโอเน็ต และเตรียมสอบ GAT PAT ส่งผลให้การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนปกติไม่สามารถดำเนินการอย่างที่ครูผู้สอนคิดหรือได้วางแผนไว้ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดของเวลา

และแล้ววันนี้ ในที่สุดการสอบโอเน็ตก็ผ่านพ้น ท่ามกลางความลุ้นระทึกถึงผลการสอบที่จะเกิดขึ้น มิใช่นักเรียนลุ้นนะครับ แต่เป็นการลุ้นของโรงเรียนและครูเสียมากกว่า(ฮา)

การสอบโอเน็ตเป็นการวัดประเมินมาตรฐานความรู้พื้นฐาน แต่ทุกปี โดยเฉพาะปีนี้ยิ่งเป็นข่าวครึกโครมเกี่ยวกับความพิกลพิการในตัวข้อสอบ ทำให้หลายฝ่าย รวมถึงนักวิชาการวิพากษ์กันหนักถึงความไม่ได้มาตรฐานของเครื่องมือวัดมาตรฐาน(การศึกษาไทยทำไมไร้คุณภาพ? ตอนที่1, ตอนที่ 2) อย่างไรก็ตามผลการสอบจากข้อทดสอบเหล่านี้ ก็จะยังเป็นเกณฑ์ใช้ตัดสินคุณภาพโรงเรียนอยู่ดี การศึกษาบ้านเราไม่ไปไหนสักที ด้วยเหตุที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องดังปฏิกิริยาลูกโซ่นี้ด้วยมั้ย?

สำหรับภาคเรียนนี้ การจัดการเรียนการสอนชั้น ม.6 วิชาชีววิทยาเรื่องสิ่งแวดล้อมของผมเอง ก็ได้รับผลกระทบจากการติวสอบต่างๆไม่ต่างอะไรกับวิชาอื่น ถึงแม้รูปแบบการสอนจะยังคงเน้นให้เด็กได้เรียนรู้เองจากประสบการณ์จริง หรือจากปัญหาสภาพแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชนท้องถิ่น แต่กิจกรรมที่คิดว่าจะให้นักเรียนทำหลายอย่างจำเป็นต้องตัดออกไป เนื้อหาสาระตามทฤษฎีที่น่าจะเป็นพื้นฐานการเรียนสิ่งแวดล้อมในระดับชั้นที่สูงขึ้น ที่คิดจะนำมาพูดถึงในชั้นเรียนบ้าง ได้ตัดออกไปเกือบทั้งหมด สรุปแล้วนักเรียนได้เรียนรู้จากกิจกรรมอะไรบ้าง?

กิจกรรมแรก เป็นการสำรวจสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง แล้วนำเสนอในชั้นเรียนคนละ 1 ปัญหา วิธีการศึกษากระทำโดยการสังเกต บันทึก พร้อมถ่ายภาพ หรือวาดภาพประกอบ จากนั้นรวมกลุ่มวิเคราะห์เลือกเรื่องหรือแหล่งที่จะศึกษา พร้อมออกแบบวิธีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตลอดทั้งภาคเรียน

กิจกรรมที่สอง เป็นการสำรวจสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนคนละ 1 ปัญหา วิธีการศึกษากระทำโดยการสังเกต บันทึก พร้อมวาดภาพประกอบ เขียนรายงานส่ง แล้วรวมกลุ่มวิเคราะห์เลือกเรื่องหรือแหล่งที่จะศึกษา พร้อมออกแบบวิธีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตลอดทั้งภาคเรียน

กิจกรรมที่สาม สำรวจระบบนิเวศในน้ำ โดยเฉพาะปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ สภาพทั่วไป เช่น สี กลิ่น และความขุ่น ความเป็นกรด-ด่าง รวมทั้งอุณหภูมิ โดยบันทึก เขียนรายงานส่ง อันที่จริงกิจกรรมสำรวจระบบนิเวศเตรียมให้นักเรียนสำรวจระบบนิเวศบนบกด้วย แต่ก็ไม่สามารถทำได้

กิจกรรมที่สี่ เป็นการสืบค้นข่าวสาร ข้อมูล หรือความรู้เกี่ยวกับสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมตามสื่อต่างๆมานำเสนอเพื่อนในชั้น พร้อมอภิปรายแสดงความเห็นในเนื้อหาสาระของข่าวสารร่วมกัน

กิจกรรมที่ห้า เป็นการนำเพื่อนทุกคนในชั้นไปเรียนรู้ระบบนิเวศหรือบริเวณที่กลุ่มของตนเองกำลังดำเนินการศึกษาอยู่ พร้อมทั้งเล่าอธิบายที่มาที่ไป สภาพปัญหา วิธีการศึกษา และผลการศึกษาให้ทุกคนฟังด้วย พร้อมกับทุกคนต้องบันทึกรายละเอียดหรือความรู้ทั้งหมด ทั้งจากฟังเพื่อนเล่า และสังเกตด้วยตนเองส่ง

กิจกรรมที่หก เป็นเรื่องความหนาแน่นของประชากร ด้วยการลงมือทำปฏิบัติการเรื่อง การสุ่มนับแบบวางแปลง โดยใช้หญ้าเป็นตัวอย่าง พร้อมบันทึก เขียนรายงานผลการทดลองส่ง

กิจกรรมสุดท้าย ของภาคเรียนนี้เป็นเรื่องความหนาแน่นของประชากรอีกครั้ง ด้วยการลงมือทำปฏิบัติการเรื่อง การสุ่มนับแบบทำเครื่องหมายแล้วจับซ้ำ โดยใช้มอดเป็นตัวอย่าง พร้อมบันทึก เขียนรายงานผลการทดลองส่ง

ทุกปีการศึกษา กิจกรรมที่จัดเป็นหัวใจของการเรียนสิ่งแวดล้อมในทุกๆครั้งก็คือ ศึกษาสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน ด้วยความมุ่งหวังของผมเองว่า หลังจากเรียนแล้ว นักเรียนจะเกิดความตระหนัก หรือเกิดสำนึกที่ดีต่อผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมโลกใบเดียวกันนี้

ที่สำคัญการเรียนสิ่งแวดล้อมด้วยกิจกรรมในภาคเรียนนี้ แม้จะอยู่บนเงื่อนไขเวลาที่จำกัด แต่ก็รู้สึกได้ว่า นักเรียนมีโอกาสฝึกทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อย่างหลากหลาย อาทิ ความรับผิดชอบในหน้าที่ การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์และคิดอย่างเป็นระบบ  การเขียนสื่อความ ความร่วมมือ การกำหนดและการแก้ไขปัญหา การกำกับตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อวานบ่าย ระหว่างนั่งคุยอยู่กับ ม.6 ผู้ซึ่งจะจบการศึกษาในอีกไม่กี่วัน หลายคนสังเกตเห็นควันไฟขนาดมหึมา ฟุ้ง แผ่กระจายเต็มไปทั่วบริเวณด้านหลังหอประชุมซึ่งอยู่ไกลๆ นักเรียนชายคนหนึ่งผู้ผ่านการศึกษาสาเหตุการเผาซังในนาข้าวของเกษตรกรมาแล้วหมาดๆ เอ่ยเชิงกระเซ้า อาจารย์ขอยืมฉบับรายงานที่ผมส่งแล้วหน่อย”  

ทำไมผมถาม

จะเอาไปให้คนที่กำลังจุดไฟอ่านนักเรียนตอบ(ฮา)

พลันได้ยินคำพูดนี้จากลูกศิษย์ ทั้งขำ ทั้งยินดีครับ เพราะชัดเจนว่า นักเรียนเรียนรู้และเกิดความตระหนักต่อสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้นมาแล้ว รวมทั้งน่าเสียดาย เพราะกรณีอย่างนี้ หรือความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ด้วย จะไม่สามารถประเมินโดยข้อสอบ (โอเน็ต)ได้เลย