...

บันทึกนี้ผมมีนัดกับท่านศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์คือท่าน อ.  สถาพร  ศรีสัจจัง เดิมทีเรานัดกันที่โรงช้าง  เป็นโรงอาหารภายใน มอ. หาดใหญ่  แต่ท่าน อ. ติดภารกิจต้องรีบส่งงานเข้าโรงพิมพ์  ผมจึงบึ่งรถไปที่สถาบันทักษิณคดีศึกษา  ด้วยการเป็นอาจารย์ร่วมกันถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้แก่นิสิต ป. โท สายไทยคดีศึกษา ของคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม. ทักษิณ  ช่วงนี้จึงถึงเวลาร่วมกันตัดเกรด  พอไปถึง อ. สถาพรกล่าวทำนองว่า

อ. สถาพร  ศรีสัจจัง

 ผมเกษียณอายุราชการแล้ว  เพื่อน ๆ นึกว่าผมว่างเลยมอบให้เขียนงาน  เราก็เผลอรับปากไปหลายคน  ทีนี้ต้องมาทำงานเร่งด่วนอย่างนี้ละ...อิ อิ อิ  ก็สนุกดีนะครับอาจารย์ หลังจากเราคุยกันพอหอมปากแล้วผมก็อำลาท่านกลับที่พักเจอสายฝนแถวสะพานป๋าเปรมตกหนักด้วยละ

 แวบหนึ่งทำให้ผมนึกถึงเพื่อนรุ่นพี่ที่เคยคุยกันเขาว่า...มีอาจารย์ท่านหนึ่งหอบเอกสารชิ้นโตมาวางให้แล้วสั่งว่า...คุณทำต่อนะผมส่งไม้ต่อให้  ผมเกษียณอายุราชการแล้วผมจะไปตามเรื่องตามราวของผม  ตั้งแต่วันนั้นไม่เห็นท่านผู้นี้อยู่ในวงการที่เคยอยู่  คือท่านมีชีวิตเหมือนชาวบ้านออกไปตกเบ็ดหาปลาสบาย ๆ ...เออ...ชีวิตของเราขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเลือกเป็นอะไรนะนี่...

และนี่คือ

คำประกาศเกียรติคุณนายสถาพร ศรีสัจจัง
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์
ประจำปี 2548

นายสถาพร ศรีสัจจัง ปัจจุบัน อายุ 55 ปี เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2493 ที่จังหวัดพัทลุง เป็นกวีและนักเขียนที่สร้างผลงานหลายประเภททั้งกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น นวยนิยาย บทความ ปกิณกะคดี และวรรณกรรมเยาวชน ผลงานหลายเรื่องได้รับการยกย่อง ได้รับรางวัล และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ เช่น บทกวี “ดาวเหนือ” เรื่องสั้น เรื่อง “คลื่นหัวเดิ่ง” วรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “เด็กชายชาวเล” เป็นต้น

สถาพร ศรีสัจจัง เป็นกวีและและนักเขียนที่เป็นนักคิด นักอุดมคติ และนักต่อสู้เพื่อสังคม ผลงานวรรณศิลป์ของสถาพร ผูกติดอยู่กับความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงทางสังคม สถาพรวัยหนุ่มอยู่ในช่วงที่ประชาชนถูกย่ำยีด้วยอำนาจอันไม่เป็นธรรม เขาเข้าร่วมกระบวนการต่อสู้นั้นด้วยพลังกาย พลังใจ และพลังปัญญาที่กลั่นออกมาเป็นเรื่องสั้นและบทกวีมากชิ้น งานเขียนของเขากล่าวแทนใจของนักต่อสู้คนหนุ่มสาวในยุคแสวงหา ผลงานของเขาจึงเป็นการสานต่อแนวคิดของกลุ่มวรรณกรรมเพื่อชีวิต และวรรณกรรมเพื่อประชาชน

 

 แม้ว่างานเขียนของสถาพร ศรีสัจจัง จะสะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่น แต่สามารถสร้างประสบการณ์ร่วมแก่ผู้อ่านทั่วไป สำหรับสถาพร ศรีสัจจัง อุดมคติ วิถีชีวิต และการสร้างสรรค์วรรณกรรมคือสิ่งเดียวกัน หากเป็นการเดินเรือ เขาหันหัวเรือเข้าสู่คลื่น ในงานวรรณศิลป์ เขาหันเข้าปะทะความไม่ถูกต้องอย่างไม่หวั่นกลัว ดังนั้น จุดเด่นในงานประพันธ์ของเขาคือ การสร้างจิตสำนึกในการต่อสู้กับความไม่ถูกต้องเป็นธรรม และการต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาโดยไม่ย่อท้อหวาดหวั่น โดยใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่งดงาม คมคาย และเข้มข้นด้วยพลังอารมณ์สะเทือนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทกวีของเขามีลีลาจังหวะ และมีพลังเสียงที่ประสานกับพลังของถ้อยคำอย่างหนักแน่น

 

บทกวีของเขาจึงมีความโดดเด่น มีน้ำเสียง เข้ม ห้วน และมีพลังแรง ราวประกาศเอกลักษณ์ของคนใต้ แต่ขณะเดียวกันมีความหวานซึ้งของอารมณ์กวี สถาพรมีความจัดเจนในถ้อยคำ เขาสามารถเล่นคำ เล่นเสียง ผสานคำท้องถิ่นและส่วนกลางได้อย่างมีรสอารมณ์ ยิ่งประกอบกับการที่เขามีความตระหนักในปัญหาของสังคม และมีความเข้าใจเห็นใจชีวิตของคนทุกข์ยากที่ถูกเอาเปรียบ

 

 กวีนิพนธ์ของเขาจึงเข้มข้นทั้งเนื้อหาและลีลาวรรณศิลป์ ขนอาจกล่าวได้ว่า กวีนิพนธ์ของสถาพร ศรีสัจจัง เป็นต้นแบบของตระกูลช่างสลักถ้อยคำ เป็นงานวรรณศิลป์ที่สืบสานต่อมาในกลุ่มกวีร่วมสมัยที่เป็นชาวใต้ เป็นนักอุดมคติที่ไฟไม่เคยมอด ด้วยฝีมือในเชิงช่างวรรรศิลป์ที่ไม่เคยตก สถาพร ศรีสัจจัง ยังสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงบันดาลใจแก่กวีและนักเขียนรุ่นน้องให้สืบต่ออุดมการณ์ความคิดและสืบสานอัตลักษณ์แห่งวรรณศิลป์ของเขาต่อมา.

ที่มา... http://www.tsu.ac.th/ists/article/sathaporn/