ไม่มีใครอยากถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนโกง” และ ไม่มีใครต้องการที่จะ “ถูกโกง”


ด้วยความที่เป็นคนโพธารามมาแต่อ้อนแต่ออกจึงค่อนข้างคุ้นหูกับคำกล่าวทีเล่นทีจริงที่ว่า    “คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง คนโกงเมืองเพชร”

คนโพธารามอย่างฉันได้ยินได้ฟังทีไร ก็ปลาบปลื้มอยู่ไม่น้อย ค่าที่ทำให้ “ดูดี” ขึ้นมาทันตา หากมีบางคนไม่เห็นด้วย ก็จะเถียงข้างๆ คูๆ ต่อไปว่า “สวยจากภายในยังไงเล่า” แต่สำหรับคนเมืองเพชรแล้ว คงไม่ชอบใจแน่กับข้อกล่าวหานี้  อย่างไรก็ตาม เมื่อไปสืบเสาะค้นหาความจริงมา ก็พบว่า “คนโกง” ในที่นี้ เพี้ยนมาจากคำว่า “คนตรง” หรือ “คนกรง” ต่างหาก นั่นหมายถึง "คนตรงเมืองเพชร" ความผิดเพี้ยนนี้สืบเนื่องมาจากสำเนียงท้องถิ่นที่มีความเป็นเอกลักษณ์อันคงเสน่ห์อยู่ลึกๆ

เหตุที่คนทุกคนไม่เฉพาะคนเมืองเพชร ไม่ชอบใจที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขี้โกงก็เพราะว่า ไม่มีใครอยากถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนโกง” และ ไม่มีใครต้องการที่จะ “ถูกโกง”

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จริง สังคมเราก็ไม่ควรมีการคอรัปชั่น  เพราะทุกคนต่างต้องระมัดระวังตัวเองที่จะไม่ไปขี้โกงใคร และไม่ยอมให้ถูกโกงโดยใคร  แต่ความจริงก็คือ คนขี้โกงทุกคน อยากโกงโดยไม่ “ถูกเห็น”(จากคนอื่น) และ คนถูกโกงทุกคน รู้ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมกลโกงที่ซับซ้อนและพลิกแพลงมากขึ้น แต่ที่ร้ายมากไปกว่านั้น ก็คือ คนถูกโกงจำนวนมาก มีค่านิยมใหม่ว่า จะถูกโกงบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าสังคมจะได้รับประโยชน์บ้าง

ทั้งๆ ที่คนสมัยก่อนมีค่านิยมที่แตกต่างจากนี้อย่างสิ้นเชิง  ซึ่งเห็นได้จากการละเล่นของเด็กไทยในอดีต  โดยพี่เนาว์ (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) ได้เล่าให้ฟังถึงการป้องกันการโกงการเล่นซ่อนหาที่มาพร้อมกับการสาปแช่งว่า  "ปิดตาไม่มิด อุตพิษเข้าตา พ่อแม่ทำนา ได้ข้าวทีละเม็ด" บ้างก็ว่า "ได้ข้าวเม็ดเดียว" เพื่อเป็นการป้องปรามไปในตัว ในขณะเดียวกันก็สะท้อนค่านิยมว่าการโกงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ 

จากการประมวลภาพการโกง พี่เนาว์ได้สรุปว่า การโกงในสังคมไทยมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ คือ 1) ดื้อตาใส หมายถึง การโกงแบบหน้าด้านๆ ไร้ยางอาย โกงกันซึ่งๆ หน้า ไม่สนใจทั้งกฎหมายและคุณธรรม, 2) ใช้ตัวช่วย คือ พวกที่โกงแบบซ่อนเร้น กลัวถูกจับได้จึงต้องพยายามหาเล่ห์เหลี่ยมทุกรูปแบบมาเป็นเครื่องมือ, และ 3) มวยล้มต้มคนดู หมายถึง การโกงแบบฮั้วกัน เรียกว่าทั้งคนโกงและคนยอมให้ถูกโกง ต่างรู้เห็นเป็นใจและพร้อมใจกันเล่นละครตบตาเพื่อโกงคนอื่นๆ อีกต่อหนึ่ง

 

ด้วยความตระหนักถึงเรื่องนี้  เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป นำโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ จึงได้ร่วมกับอีกหลายหน่วยงาน เช่น สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สำนักงานปฏิรูปเพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม ศูนย์คุณธรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ฯลฯ   จัดโครงการ “เล่าเรื่องโกง”   เพื่อให้เยาวชนและศิลปินรุ่นใหม่ได้รู้เท่าทันกลโกงและนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานผ่านเรื่องสั้น, หนังสั้นและละครเร่ ในการรณรงค์ให้สังคมไทยตระหนักถึงการสร้างความเป็นธรรมและการลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

วิทยากรแต่ละท่านล้วนถูกคัดสรรมาอย่างดี มีทั้งนักวิชาการมือปราบจอมฉมัง ข้าราชการตงฉิน นักธุรกิจ สื่อมวลชน คนถูกโกง และคนโกงระดับชาติ (ที่กลับใจแล้ว)

เริ่มจาก อ.แก้วสรร อติโพธิ ที่ตั้งคำถามง่ายๆ ก่อนว่า การโกงคืออะไร เมื่อฟังจนจบแล้ว พอจะสรุปได้ว่า ในนิยามการโกงของอาจารย์นั้น  การโกงไม่ใช่แค่การเอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช่แค่การล่วงละเมิดกฎศีลธรรม แต่กินความไปถึงโอกาสที่ไม่เท่ากัน ความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและผลประโยชน์ทับซ้อน  ซึ่งการนิยามเช่นนี้สอดรับพอดีกับที่ สว. รสนา โตสิตระกูล เล่าให้ฟังถึงการที่ภาครัฐไม่ยอมเปิดเผยความจริงเรื่องปริมาณน้ำมันที่อยู่ใต้ผืนแผ่นดินของเรา แต่มีแผนการ(ชั่วร้าย)บางอย่างที่จะเข้าไป "บริหารจัดการ" กับพลังงานอย่างชอบธรรม ตัวอย่างเช่นนี้เห็นได้มากมายจากหลายกรณี เช่น การกว้านซื้อที่ดินเพราะรู้ว่าถนนจะตัดผ่าน การทำโครงการเพื่อให้บริษัทและพรรคพวกของตนได้รับประโยชน์ การล็อกสเปคในการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นต้น

นอกจากนี้ข้อมูลที่ทุกคนทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมพูดตรงกันอย่างหนึ่งก็คือ ในการจัางงานโครงการต่างๆ ของภาครัฐและขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น จำนวนเม็ดเงินที่ลงไปกับเนื้องานจริงๆ มีเพียงแค่ร้อยละ 40-50 นั่นหมายความว่า เงินภาษีของพวกเราที่ถูกจัดสรรเป็นงบประมาณนั้น ประมาณครึ่งหนึ่งต้องถูกใช้จ่ายเป็นเบี้ยบ้ายรายทางและค่าน้ำร้อนน้ำชาให้กับผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่หัวแถวยันปลายแถว

วิกฤติของสังคมไทยในเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่า เรายอมรับได้กับการโกง ตราบใดที่คนไทยยังไม่รู้สึกร้อนหนาวและยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างหน้าชื่นตาบาน ตราบนั้นคอรัปชั่นก็ไม่มีวันหายไป

 ในเรื่องนี้ พระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม หรือนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่เคยถูกจำคุกจากกรณีทุจริตยา กล่าวว่า การปราบคอรัปชั่นต้องใช้วิธีการฆ่าตัดตอน คือ การป้องกันไม่ให้ปัจจัยต่างๆ เกิดขึ้นอย่างครบวงจร หรือครบทุกองค์ประกอบ พร้อมทั้งเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวของตนเองว่า ในอดีตนั้นก็ถูกกิเลสทั้ง โลภะ โทสะ โมหะ หลอกล่อให้พาไป กิเลสตัวใหญ่ที่สุดคือ ความโลภ เห็นนักการเมืองที่เข้ามามีอำนาจแล้ว ร่ำรวยอย่างรวดเร็ว ก็อยากรวยบ้าง มีเงินร้อยล้านแล้วก็ไม่พอ ยังอยากได้มากขึ้นไปอีก ตนจึงต้องเข้าไปใช้กรรมในคุกเป็นเวลาถึงห้าปี

อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่สุด คือ ประชาชนหรือ "เหยื่อ" ที่เป็นเป้าหมายนั้น จะต้องมีความตระหนักรู้หรือเห็นความสำคัญว่า การโกงหรือการคอรัปชั่นเป็นต้นเหตุสำคัญของความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในสังคม  และจะต้องรู้เท่าทันกลโกงด้วยโดยไม่ยินยอมให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะจริงๆ แล้ว คนที่น่าเห็นใจมากที่สุด คือคนที่ไม่รู้เรื่อง  ดังที่พี่เนาว์ได้กล่าวถึงคนกลุ่มนี้ว่า

คนไม่รู้ และไม่รู้ว่า...ไม่รู้

เขาเป็นผู้น่าสงสารพึงสรรเสริญ

ควรสอนให้เขารู้สู้เผชิญ

เขาจะได้จำเริญตามครรลอง

 

ดังนั้น สิ่งที่เราจะต้องช่วยกันปลูกฝังให้กับเด็กๆ และเยาวชน ก็คือ การเริ่มจากการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างยึดมั่นในศีลห้าโดยเฉพาะศีลข้อไม่ลักทรัพย์และไม่พูดปดหลอกลวง ด้วยการทำให้ดู ให้เห็นเป็นแบบอย่าง และการไม่ยินยอมให้มีการโกงเกิดขึ้น แม้ว่าตัวเราเองจะเป็นส่วนหนึ่งของการได้รับผลประโยชน์จากการโกงนั้นๆ