สื่อสีขาว
“เด็กๆ ในม่อนแสงดาว มีรั้วเป็นภูเขา มีท้องฟ้าเป็นหลังคาบ้าน มีต้นไม้คือครูอาจารย์ มีวิญญาณอยู่ เพียงแค่รอคอยวันตายเท่านั้น”
ท่านพระครูปลัดอานนท์ กล่าวไว้ในตอนหนึ่งขณะที่ไปร่วมสนทนาธรรมในรายการ “ธรรมะจากข่าว” ทางสถานีโทรทัศน์โลกพุทธศาสนา (WBTV) ณ วัดยานนาวา รายการดังกล่าวมีอาจารย์ญาณภัทร ยอดแก้วและฉันเป็นผู้ดำเนินรายการ ออกอากาศทุกวันจันทร์หลังข่าวภาคค่ำเป็นรายการสด ทั้งนี้ทั้งนั้นได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดียิ่งจากพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวาและกรรมการมหาเถรสมาคม
เราทำรายการนี้ ย่างเข้ามาเป็นปีที่สองแล้ว โดยมีการตรวจสอบ rating ทุกครั้ง ด้วยการเชิญชวนให้ผู้ชมได้โทรศัพท์เข้ามาตอบคำถาม เสนอแนะ ติชมกันอย่างสดๆ และก็เห็นมาโดยตลอดเช่นกันว่าจะมี ผู้ชมทางบ้านโทรศัพท์เข้ามาในรายการทุกครั้ง
ดังนั้นเมื่อกลับจากม่อนแสงดาวก็ให้บังเกิดความคิดว่า น่าจะมีการ “บอกบุญ” ไปยังผู้ชมรายการในการจัดหาจานรับสัญญาณดาวเทียมให้เด็กๆ ได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์ดีๆ เนื่องจากที่นั่นมีเพียงโทรทัศน์เก่าๆ อยู่หนึ่งเครื่อง ซึ่งใช้งานมาเกือบยี่สิบปีแล้ว ในการนี้ท่านพระครูได้เอ่ยปากมอบ “โทรทัศน์” ขนาด 50 นิ้ว ให้หนึ่งเครื่องพร้อมกับขนาด 21 นิ้วอีกสองเครื่อง ขาดอยู่ก็เพียงจานดาวเทียมเท่านั้น ปรากฏว่า ได้รับผลดีเกินคาดคิด มีเงินบริจาคเข้ามาทั้งสิ้น 10,500 บาท
"เมื่อท่านได้รับรู้แล้ว ขอจงอนุโมทนาเองเถิด หากยังไม่รับรู้ ขอให้เทวดาจงบอกด้วย"
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
เมื่อตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นโอกาสที่ครูตั้มและชาวคณะม่อนแสงดาวได้มีโอกาสมานอนพักที่วัดของท่านพระครูหนึ่งคืน พอรุ่งเช้าเราก็ทำพิธีมอบโทรทัศน์และจานรับสัญญาณดาวเทียม กันที่นั่น เพื่อนำกลับไปติดตั้งให้เด็กๆ ได้มีสื่อสีขาว อันเป็นโอกาสแห่งการซึมซับและน้อมนำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เข้ามาในชีวิต การมีวิญญาณอยู่ของพวกเขา จักไม่ใช่เพียงแค่รอวันตายเท่านั้น แต่จะต้องเป็นการอยู่ที่มี “เป้าหมาย” และ “คุณค่า”
ในวันนั้นก็ได้มีการพูดคุยกันต่อเรื่องการทำเพลงให้แก่เด็กๆ ของม่อนแสงดาว โดยมี “โยมเจ” น้องแท้ๆ ของ ดร.เสกสรร สุนันท์กิ่งเพชร แห่ง EVS เอนเทอร์เทนเมนต์ รับอาสาเป็นผู้บันทึกการแสดงสด พร้อมดูแลการผลิต และมี “คุณเหรียญทอง ลาภศรีสวสสัดิ์” รับเป็นผู้ดูแลเรื่องการตลาด ตอนนี้แค่รอให้ครูตั้มทำเพลงใหม่ให้ครบอัลบั้มและให้เด็กๆ ได้ฝึกปรือฝีมือให้เป็นที่เรียบร้อยก่อน
ถัดจากวันนั้นมาเพียงไม่กี่วัน ฉันมีโอกาสได้รับเชิญให้ไปร่วมโครงการ “เล่าเรื่องโกง” เพื่อเป็นข้อมูลและแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้นำไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น หนังสั้น หรือละครเร่ อันจะนำไปสู่การกระตุ้นและปลุกเร้าให้เยาวชนคนไทยเกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการป้องปรามและป้องกันคอรัปชั่น งานนี้จัดโดยเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปและอีกหลายๆ หน่วยงาน เช่น สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สำนักงานปฏิรูป (สปร.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นต้น โดยมี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และชไมพร แสงกระจ่าง เป็นโต้โผ วิทยากรที่ได้รับเชิญทั้งหมดได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี มีทั้งมือปราบจากปปช. นักวิชาการ นักการเมืองและข้าราชการตงฉินอย่าง อ.แก้วสรร อติโพธิ, รสนา โตสิตระกูล และนพ.วิชัย โชควิวัฒน์ นอกจากนี้ก็ยังมีนักธุรกิจหญิง สื่อมวลชน และคนโกงตัวจริง (ที่กลับใจแล้ว)
หลายคนจากที่ประชุมได้สะท้อนความคิดว่า ผู้ผลิตสื่อ เมื่อจะสร้าง “สาร” ผ่านสื่อใดๆ ก็แล้วแต่ ควรที่จะต้องช่วยกันสร้าง “น้ำใส” ไปละลายของเสียและเจือจาง “น้ำเน่า” โดยการสอดแทรกและปลูกฝังแนวคิดเรื่องการไม่ขี้โกงเข้าไปด้วย ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างเช่น การทอนสตางค์ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น ผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องช่วยกันทำลายค่านิยมที่ว่า “ถึงโกงก็ไม่เป็นไร ขอให้สังคมได้ประโยชน์บ้าง”
ความน่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่ง ก็คือ ทุกวันนี้กลยุทธการโกงได้ถูกพลิกแพลงและพัฒนาไปให้มีความซับซ้อนมากขึ้น จนหลายๆ ครั้งเราก็อาจรู้ไม่เท่าทัน ไม่เข้าใจ จนกลายเป็นความไม่รู้ตัวว่า เราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการโกงด้วย หรือกลายเป็นผู้ถูกโกงเสียเอง
เมื่อเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ก็เข้าใจว่า “ครูตั้ม” จะเกิดแรงบันดาลใจ และหยิบยกเรื่องการโกง มาเป็นประเด็นหนึ่งในการสร้างสรรค์ “บทเพลงแห่งม่อนแสงดาว” เพื่อเป็น “สื่อสีขาว” ให้แก่เด็กๆ และเยาวชนของเราต่อไป
"จากพระป่าถึงรองเกตุ ช่วยลิงไซด์ถึงม่อนเสียงดาว"
ก้าวไปถูกทิศทาง แห่งธรรมชาติวิทยา คือ การสร้างคุณค่าแห่งคุณธรรม การเมืองการปกครองจะล่มสลายไปไร้ขอบเขต ไร้หลักคุณธรรม แต่คุณภาพของคนม่อนแสงดาว มีคุณค่าทางประเพณี วัฒนธรรม ไม่ใช่นโยบายลมแล้งแห่งรัฐบาล เพื่อมาโชว์โอ้อวดว่าทำได้ แต่ท้ายสุดก็ล้มไม่เป็นท่า เพราะคนเหล่านั้นไร้อุดมการณ์ แห่งคุณธรรม เพราะเห็นค่าวัตถุมากกว่าความเป็นคน
ฉะนั้น ม่อนแสงดาวยังมีจุดยืน "คุณค่าวัฒนธรรม ประเพณี และคน" ไม่เป็นรองที่สองจากวัตถุแต่อย่างใด นั้นคือคุณภาพและศักศรี ของชาวม่อนแสงดาว ว่าข้าพเจ้าคือ "คนไทยในแผ่นดินที่แท้จริง " จะไม่ทำลายถิ่นฐานบ้านช่องที่เคยให้ชีวิตอยู่ ด้วยสัจจะที่มีให้ต่อชาวโลก จะต่อสู่ไม่ย่อท้อไม่ถอยหนี จะสร้างสรรความดีให้มีไว้ในม่อนแสงดาว
พระป่าฝากกลอน
"ถึงจะเป็นดวงดาวที่น้อยนิด ในแสงจันทรา ก็จะเป็นดวงดาวที่สุกสดใส ยืนยาวสู่ต่อไปให้สู่ต่อโลกา ถึงม้วยดินสิ้นฟ้า ความดีที่ปรารถนาจะไม่ยอมให้ลืมเลือน ก้าวแรกที่เผื่อนผิดปให้แก่ลูก ต่อสองสามที่ปลูกนั้นนำพา ว่ามั่นเรารนั่นหนาจะเดินทาคู่กับพระศาสนา นี้หละหนาปัญญาแห่งอุดมการณ์ สร้างสรรค่าจรรโลงถิ่นให้มีคุณค่า ยังความดีและความงามไว้คู่กัน ต่างเผ่าต่างดีมีดีโชว์ พวกเราจะสมัครสมานสามัคคี เป็นอนุสรณ์สถานแห่งม่อนแสงดาว"
ถึงรองเกตุผู้วิเศษแห่งความคิด ช่วยผลิตสื่อสร้างสรรค์ในพระศาสนา
ก็ศึกษาไม่ด่อยกว่าใคร ถึงไม่ใช่คนใหม่แต่ก็ไม่เก่า เพราะเรื่องเชาว์ปัญญานั้นหน้าไม่แพ้ใคร
แต่ควรที่ลุกมาปรบมือให้ เพราะมีความงามแห่งคุณค่า งามล้ำค่ากว่าความใดในโลก เพราะความงามนั้นไวร์ยกไว้เหนือเกตุเกล้า ถึงยามค่ำถึงยามเช้า อาจารย์เกตุนั้นเล่าได้แต่คิอผลิตสื่อ เพื่อสรรสร้าง สร้างสรร ทางมรรคา ให้ลูกศิษย์นั้นหนาไปได้ในความดี งานตนก็ไม่ขาด งานราษฎร์ก็ไม่ทิ้ง สมดังคำว่า ชื่อ เกศินี
พระป่า