“ความเชื่อเป็นรากเหง้าของความคิดของเรา และความคิดก็เป็นต้นตอของพฤติกรรมที่เราแสดงออกมา”
หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “พฤติกรรม” ที่เราแสดงออกมา ไม่ว่าทางกาย (การกระทำ กริยาท่าทาง) หรือวาจา (คำพูด น้ำเสียง) ต่างก็เป็นผลพวงอันเนื่องมาจากระบบ “ความคิด” ของเราทั้งสิ้น และเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปก็จะเห็นชัดว่าที่เราคิดมาเช่นนี้ก็เพราะมีระบบ “ความเชื่อ” บางอย่างล็อกเราไว้ เช่น ถ้าเราเชื่อว่านักการเมืองคนนี้ไม่ดี ขี้โกง ความคิดของเราที่มีต่อเขาก็จะออกมาในทำนองที่ว่า คนๆนี้ไม่น่าไว้วางใจ ต้องไม่เปิดโอกาสให้เป็นใหญ่เป็นโต ซึ่งการกระทำ (ที่ตามมา) ของเราก็คือ พอถึงวันเลือกตั้งเราก็ไม่โหวตให้เขา หรือถ้าเรามีโอกาสแสดงออกทางวาจาเราก็คงจะโน้มน้าวคนอื่นให้เห็นด้วยกับเราจะได้ไม่ไปเลือกเขา เป็นต้น
สรุปได้ว่า “ความเชื่อเป็นรากเหง้าของความคิดของเรา และความคิดก็เป็นต้นตอของพฤติกรรมที่เราแสดงออกมา”
ประเด็นที่น่าสนใจและอยากชวนท่านคุยก็คือ :
-
แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่าความเชื่อที่เรามีมานั้นถูกต้อง?
-
ในกรณีที่เราต้องการจะเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์บางอย่างของเรา เราจะสร้าง “ความเชื่อใหม่” ให้เข้ามาแทนที่ ”ความเชื่อเก่า” ได้อย่างไร?
1. การจะเชื่อ และคิด นั้น ควรหาข้อมูล อย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ ข้อมูลต้องเป็นกลางและหลากหลายไม่ใช่เลือกแต่เฉพาะที่ถูกใจ ถูกจริต ต้องฟัง อ่าน แล้วคิดวิเคราะห์ตามด้วย ไม่ตามกระแส
2. เราต้อง"รู้" ก่อนว่า "ความคิดเก่า" ของเรานั้นไม่ถูกต้อง ถ้าเรายังไม่รู้ตัวเอง ใครจะมาบอกเราได้
เมื่อรู้แล้วก็ต้องหาความรู้ใหม่ ความรู้ใหม่นี้ก็ต้องรู้จักคิดตาม วิเคราะห์ได้ว่าสิ่งที่ได้มานั้นถูกต้องหรือเอนเอียงอย่างไร
คนเรานั้นเมื่อยึดอยู่กับโลก ก็จะเกิดกิเลสที่เราไม่รู้ตัวคือ เสพแต่สิ่งที่ชอบ รักแต่สิ่งที่ถูกใจ ใครมาว่าเรา ตำหนิเราก็โกรธ ไม่เคยเผื่อใจไว้ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ยอมรับความผิดหวัง ไม่ยอมรับความเป็นจริง ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง.
* ในภาพรวมแล้วเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก...เหมือนเป็นการประเมินความเชื่อของตนเอง เพื่อพัฒนาไปสู่ความเชื่อที่ถูกต้อง..
* แต่เมื่ออาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องนักการเมืองทุจริต ..พี่ถึงทางตันค่ะ
* ชวนชมภาพดอกไม้ขาวๆหอมๆ สบายใจกว่า..
เรารู้ได้อย่างไรว่าความเชื่อที่เรามีมานั้นถูกต้อง?
- สลัดความเชื่อทั้งหมดที่มีอยู่ทิ้งไป และอย่าเพิ่งสร้างความเชื่อใหม่ ในชั่วขณะนั้น เราจึงจะรู้ได้
(คำตอบนี้ก็เป็นความเชื่อหนึ่ง ที่ต้องทดลอง)
ในกรณีที่เราต้องการจะเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์บางอย่างของเรา เราจะสร้าง “ความเชื่อใหม่” ให้เข้ามาแทนที่ ”ความเชื่อเก่า” ได้อย่างไร?
- สลัดความเชื่อทั้งหมดที่มีอยู่ทิ้งไป และอย่าเพิ่งสร้างความเชื่อใหม่ ในชั่วขณะนั้น เราจึงจะเกิดพฤติกรรมใหม่ได้อย่างแท้จริง
(กรณีถามต่อว่าแล้วต้องทำอย่างไรจึงสลัดความเชื่อเก่าทั้งหมดลงได้ .. ถ้าความเชื่อเป็นผลของอดีตจริง เราก็อยู่กับปัจจุบันขณะ น่าจะช่วยได้)
ขอแสดงความคิดเห็นข้อ1ก่อนนะครับ กับความเชื่อของแต่ละคนนั้น หรือของผมเองก็ตาม ผมก็ไม่รู้ว่าความเชื่อของผมนั้นถูกหรือผิดครับ แต่ผมได้เลือกที่จะเชื่อแล้วว่าสิ่งที่ผมเชื่อจะทำให้ผมมีความสงบมีความสุข ผมเชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้นและผมเลือกที่จะทำมันอย่างเต็มที่ โดยผมไม่ได้หวังให้ใครเชื่อตามผมครับ
ขอแสดงความคิดเห็นข้อ2ต่อเลยครับ ผมเคยมีพฤติกรรมที่ไม่ดีมาก่อนครับ จนวันนึ่งผมคุยกับตัวเองในกระจกครับ คุยไปคุยมา ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ชีวิตเราต้องการความสุขหรือความทุกข์?" ผมก็ตอบตัวเองว่า "ความสุข" แล้วผมก็พูดเตือนตัวเองในกระจกว่า "ใช่นายต้องการความสุข นายเกิดมาต้องการความสุขเท่านั้น" แล้วผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองอีกว่า "ในโลกนี้มีคนกี่ประเภท" ผมก็ตอบว่า "มีคนสองประเภท คือคนดีกับคนเลว" แล้วผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า "คนประเภทไหนมีความสุขอย่างแท้จริง" ผมก็ตอบตัวเองว่า "คนดี" หลังจากนั้นผมก็เริ่มศึกษาคำสอนศาสนาเกือบทุกศาสนา ผมก็มาสรุปตามความหมายเป็นนิยามของผมว่า "คนดี คือ คนที่คิดดี ทำดี พูดดี ต่อตัวเองและผู้อื่น ไม่คิดร้ายใคร ไม่ทำร้ายใคร ไม่พูดว่าร้ายใคร" เพียงแค่นี้ละครับที่ผมยึดเหนี่ยวผมไว้ครับ ผมก็จะตั้งคำถามกับตัวเองและเตือนตัวเองทุกวัน กาลเวลาก็ทำให้ คำถามและคำเตือนมีพลังมากขึ้น ตอนเช้าหลังแปรงฟัน ผมจะเตือนตัวเองหน้ากระจกทันทีว่า "เอก นายต้องมีความสุขมากกว่าเมื่อวาน วันนี้นายต้องมีความสุขมากมาก" แล้วผมมีการชื่นชมตัวเองด้วยนะครับ หลังจากเตือนตัวเองแล้วก็ต่อด้วยชื่นชมตัวเองว่า "เอกเรารักนายนะ เรารักนายมากมาก เพราะนายมันเป็นคนดี ดีมากมากด้วย นายมันเก่ง นายไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ จำไว้นะ นายจะมีเราอยู่เคียงข้างนาย เราคอยเป็นกำลังใจให้นายตลาดไป เรารักนาย เราจะไม่ทำให้นายเสียใจ เราจะดูแลนายเอง เรารักนายมากที่สุดในโลก" ผมจะใช้น้ำเสียงที่ดูจริงจังมากมากครับ อาจจะมีการชี้หน้าตัวเองในกระจกและกำมือด้วยนะครับ ทำแล้ว รู้สึกสุดยอดเลยครับ ระหว่างวัน ผมจะใช้เตือนตัวเองในใจเสมอคือ "เราเป็นคนดี เราเป็นคนดี เราเป็นคนดี" เมื่อเจอเหตุการณ์ที่อาจจะทำให้ผมกระทำสิ่งไม่ดีได้ เช่น คิดนอกใจแฟนเพราะมีผู้หญิงมาคุยด้วย ผมก็จะท่อง "เราเป็นคนดี เราเป็นคนดี เราเป็นคนดี เราเป็นคนดี" ผมก็จะไม่คิดนอกใจแฟนผมเลยครับ คำเตือนว่า "เราเป็นคนดี" ใช้ได้กับผมทุกสถาณการณ์ครับ ก่อนจะนอนก็มานั่งทบทวนตัวเองครับว่าระหว่างวันได้ทำสิ่งดีๆอะไรไปบ้าง แล้วก็ชื่นชมตัวเอง สุดท้ายก็เตือนตัวเองว่า "เราต้องการความสุขเท่านั้น" นี้คือสิ่งที่เป็นทำทุกวันตลอดสิบกว่าปีมานี้ครับ ถนนที่ผ่านมาของผมสายนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เพราะมีพลังของคำถาม คำเตือน คำชม ที่ทำให้ทุกวันของผมมีแต่ "ความสุข"
ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ..ความเชื่อในเรื่องใดก็ตาม ส่วนใหญ่มักจะมีจุดเริ่มมาจากอุปนิสัยส่วนตัวซึ่งอาจมีผลจากครอบครัวและสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมนี้รวมถึงสังคม การศึกษา และการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น คนที่อยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายของผู้คน จะเรียกว่ามีมิติซับซ้อนกว่าก็ได ประกอบกับเป็นคนที่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่สม่ำเสมอ ก็จะมีแนวโน้มที่จะเป็นคนที่ปล่อยให้ความเชื่อเดิมของตัวเองถูกแกว่งบ้าง เพื่อท้าทายความเชื่อของตัวเองว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะความเชื่อบางอย่างอาจถูกต้องในเวลาหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปความเชื่อนั้นอาจกลายเป็นความเชื่อที่ผิดได้หลังจากผ่านการพิสูจน์ด้วยเหตุการณ์และ ยุคสมัย ในขณะที่คนที่มีนิสัยยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตน อยู่ในสังคมที่ไม่เห็นความแตกต่างชัดเจน ก็จะมีแนวโน้มที่จะไม่เปิดโอกาสรับรู้ รับฟังสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจขัดแย้งกับความเชื่อเดิม และจะปิดประตูตายไม่ยอมรับการทดสอบความเชื่อของตนเองแต่อย่างใด โดยวิสัยคนปกติ ถ้าความเชื่อของตนได้รับการรับรองหรือเห็นได้ชัดว่ามีคนหลายคนเชื่อในทิศทางเดียวกัน ก็จะยิ่งตอกย้ำว่าความเชื่อของตนนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คนประเภทนี้จะใช้ปริมาณของคนที่คิดเห็นตรงกันเป็นเกณฑ์ในการสรุปความถูกต้องของความเชื่อนั้น ๆ ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับจำนวนคนที่เชื่อเหมือนกันมากไปกว่า คุณภาพของคนที่มีความเชื่อในเรื่องนั้น ๆ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ทางสังคมบางเหตุการณ์ บางครั้งเป็นการยากที่คนทุกคนจะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลระดับเดียวกัน คนที่ไม่สามารถตัดสินใจว่าควรเชื่อในบุคคลใดหรือเหตุการณ์ใด ก็มักจะมองหา "ผู้ช่วย" ที่จะทำให้ตัวเองตัดสินใจเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ๆ ได้ง่ายขึ้น ผู้ช่วยในที่นี้ก็คือ คนที่ตนเองมีความเชื่อถือ ศรัทธา หรือยกย่องว่าน่าจะเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์นั้น ๆ ได้ดีกว่าตนนั่นเอง ผู้ช่วยนี้หาได้ตั้งแต่สังคมที่เล็กที่สุด คือในครอบครัว จนถึงสังคมใหญ่ระดับชาติ
ส่วนเรื่องที่ว่าจะทำให้ความเชื่อใหม่ เข้ามาแทนความเชื่อเก่าได้อย่างไรนั้น อย่างที่อาจารย์ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า ความคิดพัฒนามาจากความเชื่อ ในขณะเดียวกัน ความเชื่อก็พัฒนามาจากความคิดด้วยเช่นกัน การจะรับความเชื่อใหม่เข้ามา เราไม่จำเป็นต้องกำจัดหรือสลัดความเชื่อเก่าทิ้งทั้งหมด สิ่งที่ควรทำคือ การเปิดประตูแห่งความคิดให้กว้าง เปิดรับความเชื่อใหม่ ๆ เข้ามา ไม่ว่ามันจะมาจากเส้นทางใด หรือความเชื่อแบบใด จากนั้นพินิจพิเคราะห์ ไตร่ตรองความเชื่อนั้นว่าน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นความเชื่อที่สามารถหาหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ได้ก็ควรทำก่อนที่จะสรุปว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ถ้ายังหาข้อสรุปหรือหลักฐานมาสนับสนุนหรือคัดค้านความเชื่อนั้นไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเชื่อหรือคัดค้านความเชื่อนั้น เช่น คนที่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง กับคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่สามารถพิสูจน์หรือหาหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อของตนเองได้เช่นกัน ถ้าไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา เราก็ไม่ควรด่วนตัดสินความเชื่อใด ๆ หลายครั้งเมื่อไม่สามารถหาหลักฐานหรือผู้ช่วยมาสนับสนุนความเชื่อได้ เวลาจะกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ความเชื่อนั้นเอง
สุดยอดจริงๆ ครับ . . ยังเปิดรับฟังจากทุกๆ ท่าน . . เม้นท์มากันมากๆ . . จะได้มา "จัดการความรู้" กัน
เชื่ออย่างไร สามารถทำได้และได้อย่างที่เชื่อเสมอ
ขออนุญาตต่อข้อสองครับ พึ่งได้สังเกตุตัวเองว่า เวลาผมท่อง "เราเป็นคนดี เราเป็นคนดี เราเป็นคนดี" ก็ต่อเมื่อผมคิดหรือแสดงออกหรือมีการกระทำการพูดออกไปครับ และยังมีประโยคที่ท่องประจำเมื่อก่อนนี้คือ "เราต้องมีความสุข เราต้องมีความสุข เราต้องมีความสุข" เมื่อมีความทุกข์เข้ามานะครับ เช่น ความกลัว เสียใจ น้องใจ โกรธ โมโห หงุดหงิด เครียด เข้ามาในจิตใจผม ผมก็จะท่อง " เราต้องมีความสุข เราต้องมีความสุข เราต้องมีความสุข" จนความทุกข์ดับไปเลยครับ
และผมพึ่งสังเกตุว่า การที่ผมตั้งเป้าหมายนั้น จากการตั้งคำถามว่า "ชีวิตเราต้องการความสุขหรือความทุกข์?" แล้วผมก็ตอบว่า "ความสุข" คำตอบก็คือเป้าหมายของผม เป้าหมายก็คือความเชื่อ เมื่อผมเชื่อว่า "ใช่นายต้องการความสุข นายเกิดมาต้องการความสุขเท่านั้น"ผมก็เลือกที่จะทำมันอย่างจริงจัง แต่สุดท้ายแล้วผมก็ไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่ผมทำนั้นจะถูกหรือผิด เพราะมีแรงส์ต่อต้านวิธีคิดของผมจากกลุ่มศาสนาต่างๆ พอสมควรครับเพราะผมนำคำสอนที่ผมเห็นว่าจะสนับสนุนผมได้มาใช้บางข้อเท่านั้นครับ ผมเลยต้องออกจากกลุ่มศาสนา แต่ผมไม่แคร์เลยสักนิด พวกเขาทำให้ผมทุกข์ผมเลยตัดออกจากชีวิตผมเลย ผมก็หมดทุกข์เลยครับ ผมได้ตัดสินใจแล้วว่าชะตาชีวิตของผม ผมเลือกทางเดินเองได้และผมเชื่อว่าผมจะมีความสุขในสังคมที่ผมต้องการด้วยมือของผมเอง ผมก็ตัดสินใจทำทันทีไม่รอเวลาเพราะผมรู้อีกว่า ชีวิตผมมีจุดเริ่มต้น ก็ต้องมีจุดจบ ซึ้งไม่รู้ว่าจะมาวันไหน ก่อนเกิดมาก็มาแต่จิต พอถึงเวลาไป ก็ไปแต่จิต จุดนี้ถึงทำให้ผมพอใจกับสิ่งที่มี ผมเลยมีความสุขได้โดยไม่ต้องท่ิองประโยคที่ว่า "เราต้องมีความสุข" อีกเลยครับ เพราะเมื่อผมมีความสุขตลอดเวลาแล้ว ความทุกข์ในทุกๆเรื่องก็ไม่สามารถเข้ามาในจิตใจผมได้อีกเลย จนมีน้องคนนึ่งที่อยู่ที่บริษัทขออนุญาติ ถามผมต่อหน้าเพื่อนๆเขาเมื่อ3ปีที่แล้วว่า "คุณจ๊อดค่ะ หนูไม่เคยเห็นคุณจ๊อดเครียดเลยค่ะ นู๋เห็นคุณจ๊อดยิ้มตลอดเลย คุณจ๊อดทำได้อย่างไงค่ะ" ผมก็ถามเขาว่า "พี่ขอถามหนูนะว่า หนูเกิดมาแล้ว หนูต้องการความสุขหรือความทุกข์อะไรมากกว่ากัน?"เขาก็ตอบผมว่า "ความสุขค่ะ" ผมก็ถามเขาอีกว่า "ทุกลมหายใจเข้าออกของหนูมีแต่ความสุขตลอดเวลา หนูคิดว่าดีไหม?" เขาก็ตอบว่า "ดีซิค่ะ" ผมก็บอกเขาว่า ""ใช่ดีแน่นอน ชีวิตหนูต้องการความสุข หนูเกิดมาต้องการความสุขเท่านั้นใช่ไม?" เขาก็ตอบว่า "ใช่ค่ะ" ผมก็บอกเขาว่า "หนูกลับไปท่องนะว่า เราต้องมีความสุข เราต้องมีความสุข เราต้องมีความสุข ท่องได้ทุกที่ทุกเวลา ถ้าอยู่คนเดียวก็ูพูดออกเสียงออกมาเลยนะ เวลามีเรื่องเครียดๆก็ท่องเลย ท่องในใจจนความเครียดหายไปเลยนะและเวลาที่หนูท่อง หนูก็ยิ้มนิดนิดด้วยนะ แล้วหนูก็จะมีแต่ความสุขตลอดไปครับ ลองทำดูนะอย่าลืมยิ้มด้วยล่ะเวลาท่อง"
ชีวิตผมประสพความสำเร็จได้ด้วยประโยคง่ายๆแค่สองประโยคเองนะครับ "เราเป็นคนดี" และ "เราต้องมีความสุข" ท่องง่ายๆแค่นี้เองครับ
เราเป็นคนดี" และ "เราต้องมีความสุข"
เราเป็นคนดี คือ กล้าต่อสู้ เพื่อความถูกต้อง
มีศักดิ์ศรี จุดยืน บนพื้นฐาน เพื่อส่วนรวม
เป็นตัวของตัวเอง และเราจะมีความสุข ค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์
สมมติฐานสำหรับผมแล้ว ความเชื่อ มีจุดเริ่มต้นมาจาก สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นครูผู้สอนเราตั้งแต่เราเกิด ไม่ว่าผู้สอนนั้นจะตั้งใจสอนหรือไม่ก็ตาม รวมถึงตัวเราเองผู้เรียน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ว่ากำลังเรียนรู้อยู่ และการสอน การเรียนรู้ เบื้องต้นนั้น มักอยู่ในกรอบที่จับต้องได้เสียเป็นส่วนใหญ่ อาจจะเรียกได้ว่า รูปธรรมมากกว่า ทั้งที่จริงเราก็เรียนรู้เรื่องนามธรรมไปด้วยนั่นแหละ เพียงแต่เราไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง ไม่มี Output ให้เห็นชัดเจนเท่า
ส่วนสาเหตุว่าทำไมจึงอยู่ในกรอบแบบนี้ เพราะผู้สอน หรือผู้เรียน อันนี้ผมก็ไม่ทราบ แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นกระแสของสังคมส่วนใหญ่อีกที ผมเองก็ยังรู้สึกว่าตัวเองก็ยังอยู่ใน mode ของความโน้มเอียงความเชื่อไปทางรูปธรรมมากกว่า ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะเรียกมันว่าวิทยาศาสตร์ ส่วนความเชื่ออีกด้านหนึ่ง ผมขอเรียกว่าเป็นความเชื่อทางนามธรรม ในที่นี้ผมขออ้างอิงความเชื่อทางศาสนาเป็นหลัก(ศาสนาพุทธ) เพราะผมไม่เคยรู้ว่าศาสนาอื่นเขาสอนอะไรบ้าง ฟังแต่คนอื่นพูดมาว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี
สุดท้ายครับที่อาจารย์ตั้งประเด็นมาว่า ความเชื่อที่เรามานั้นถูกต้องหรือไม่ ผมคิดว่าถ้าเราตอบข้อแรกได้ ก็จะเป็นคำตอบข้อที่สองได้ด้วยแต่ปัญหาคือผมตอบไม่ได้ตั้งแต่ข้อแรกนี่สิครับ
ด้วยความเคารพและนับถือ
สวัสดีครับอาจารย์
ขอแสดงความเห็นอันน้อยนิดนะครับ ออกตัวก่อนว่าเป็นสิ่งที่ได้เคยฟังมาว่า...
ความเชื่อมาจากการได้รับรู้ เมื่อเกิดรับรู้ได้ก็เกิดความเชื่อขึ้นมา
การรับรู้ที่จะทำให้เกิดความเชื่อได้มี 3 แบบ
1. รู้จากการได้ยินได้ฟังมา --> ความเชื่อที่เกิดขึ้นเป็นแบบไม่อาศัยเหตุ/ผล หรือหลักตรรกะ ก็ได้ เชื่อตามอย่างเดียว
2. รู้จากการได้คิด คิดเองก็ดี คิดจากสิ่งที่ได้ยินได้ฟังก็ดี --> ความเชื่อที่เกิดขึ้นเป็นแบบ อาศัยหลัก เหตุ/ผล และ ตรรกะ
3. รู้จากการเห็นสิ่งนั้นซ้ำๆ --> ความเชื่อที่เกิดเป็นแบบไม่อาศัยเหตุ/ผล แต่ก็ไม่ใช่การเชื่อตาม เชื่อแบบเห็นอย่างไรก็เชื่ออย่างนั้น
อาจจะเป็นความต่ำต้อยที่ผมคิดต่างอยู่ ในเรื่องของพฤติกรรม
ผมเข้าใจว่า "พฤติกรรม" เป็นการกระทำที่อาจใช้ หรือ อาจไม่ใช้ "ความคิด" ก็ได้
ทีนี้พอเป็นพฤติกรรมที่ไม่ได้คิด ก็ทำไปเพราะว่าเคยชิน อย่างเช่น ผมชอบใช้คำว่า "จริงหรอ? จริงดิ" ทุกครั้งที่มีคนเล่าอะไรให้ฟัง แล้วก็ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนจนแฟนทักว่ามันน่ารำคาญเหมือนคนกวนๆ พยายามเปลี่ยนแปลงแต่ก็ไม่ได้ตลอด
ส่วนพฤติกรรมที่อาศัยความคิด ผมก็ยังเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับความเชื่อ เพราะผมก็เชื่อว่าการทำดีย่อมได้ผลกรรมที่ดี แต่ผมก็ไม่สามารถจะมีแต่พฤติกรรมหรือคำพูดที่ดีได้
ถ้าจะสรุปให้เห็นความเห็น (ส่วนตัว/อัตโนมติ) ก็บอกว่า คนทำดีต้องพยายามและมีสติที่จะทำให้มันออกมาดี อย่าอาศัยธรรมชาติของตัวเองหรือพฤติกรรมจะถูกต้องกว่าครับ
ความเชื่อเป็นรากเหง้าของความคิดเรา ซึ่งความคิดเราเป็นสิ่งที่กำหนดลักษณะการแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่างๆ ดังนั้นการที่คนบางคนมีพฤติกรรมที่ดี ก็มีต้นตอมาจากความคิดและความเชื่อ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปลูกฝังความเชื่อที่ถูกต้องจะนำพาไปสู่ความคิดที่ดีทำให้มีการแสดงออกทางพฤติกรรมที่ดี ตามหลักแนวคิดของผมผมจะสร้างความเชื่อที่ดีให้แก่ตนเอง เพื่อการอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข
การกระทำต่าง ๆ ย่อมเกิดมาจากความคิดที่เรากลั่นกรองออกมา การตัดสินใจในการกระทำนั้นย่อมประกอบไปด้วยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อหรือประสบกาณ์จากการลองผิดลองถูกในอดีต ดังนั้นความเชื่อที่เราได้รับการปลูกฝังมา หรือได้ยินมาจนยอมรับความเชื่อนั้น ย่อมมีผลต่อการกระทำและความคิดของเรา เพราะความเชื่อมีผลต่อแนวทางในการคิดและการกระทำของเรา สามารถเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ การกระทำต่าง ๆ หรือการเลือกทางเดินในการดำเนินชีวิตได้
การกระทำต่าง ๆ ย่อมเกิดมาจากความคิดที่เรากลั่นกรองออกมา การตัดสินใจในการกระทำนั้นย่อมประกอบไปด้วยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อหรือประสบกาณ์จากการลองผิดลองถูกในอดีต ดังนั้นความเชื่อที่เราได้รับการปลูกฝังมา หรือได้ยินมาจนยอมรับความเชื่อนั้น ย่อมมีผลต่อการกระทำและความคิดของเรา เพราะความเชื่อมีผลต่อแนวทางในการคิดและการกระทำของเรา สามารถเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ การกระทำต่าง ๆ หรือการเลือกทางเดินในการดำเนินชีวิตได้
1.ความเชื่อมาจากการอบรมของพ่อเเม่ที่จะปกป้องภายอันตรายหรือเข้าใจสิ่งที่เราอยากรู้ จึงมีความเชื่อขึ้น2.ความเชื่อรู้ว่าถูกผิดจากสิ่งนั้น ผิดศีลธรรมหรือไม่ เเละถูกตามหลักนิติธรรมเเละหลักนิติวิทยาศาสตร์หรือ ไม่ ถ้าไม่มี 2ใน 3 ความเชื่อนั้นก็ผิดเเต่ถ้ามี2ใน3ความเชื่อนั้นก็ถูก3.ความเชื่อจะเเก้ไขได้ จากต้องมีความเชื่อหรือข้อมูลที่rejectได้ ถ้าrejectเราก็ยอมรับได้เอง
1.ความเชื่ออาจเกิดจากประสบการณ์ที่เราสั่งสม หรือข้อมูลที่เราได้รับมาเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่มีข้อมูลอื่นมาลบล้าง จึงทำให้เราปักใจคล้อยตามข้อมูล นั้นจนกลายเป็นสิ่งที่เราเชื่อในที่สุด 2.ความเชื่อใดจะถูกต้องต้องไม่ก่อให้เกิดรูปแบบความคิดหรือพฤติกรรมในทางที่ผิดต่อศิลธรรมอันดีงาม 3.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดี เราต้องวางใจให้เป็นกลางและลบล้างความเชื่อเดิมที่มี พร้อมรับข้อมูลหรือสารใหม่ๆที่เห็นว่าดีกว่าเข้ามาแทน จนกลายเป็นความเชื่อใหม่ที่ก่อให้เกิดชุดความความคิดและพฤติกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม
1.ความเชื่อมาจากการอบรมของพ่อเเม่ที่จะปกป้องภายอันตรายหรือเข้าใจสิ่งที่เราอยากรู้ จึงมีความเชื่อขึ้น2.ความเชื่อรู้ว่าถูกผิดจากสิ่งนั้น ผิดศีลธรรมหรือไม่ เเละถูกตามหลักนิติธรรมเเละหลักนิติวิทยาศาสตร์หรือ ไม่ ถ้าไม่มี 2ใน 3 ความเชื่อนั้นก็ผิดเเต่ถ้ามี2ใน3ความเชื่อนั้นก็ถูก3.ความเชื่อจะเเก้ไขได้ จากต้องมีความเชื่อหรือข้อมูลที่rejectได้ ถ้าrejectเราก็ยอมรับได้เองเพื่อจะเป็นคนดีในสังคมได้โดยความเชื่อไม่ผิดเพี้ยน
6110710044 คณะเภสัชศาสตร์.1.ความเชื่ออาจเกิดจากประสบการณ์ที่เราสั่งสม หรือข้อมูลที่เราได้รับมาเป็นระยะเวลาหนึ่งโดยไม่มีข้อมูลอื่นมาลบล้าง จึงทำให้เราปักใจคล้อยตามข้อมูล นั้นจนกลายเป็นสิ่งที่เราเชื่อในที่สุด 2.ความเชื่อใดจะถูกต้องต้องไม่ก่อให้เกิดรูปแบบความคิดหรือพฤติกรรมในทางที่ผิดต่อศิลธรรมอันดีงาม 3.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดี เราต้องวางใจให้เป็นกลางและลบล้างความเชื่อเดิมที่มี พร้อมรับข้อมูลหรือสารใหม่ๆที่เห็นว่าดีกว่าเข้ามาแทน จนกลายเป็นความเชื่อใหม่ที่ก่อให้เกิดชุดความความคิดและพฤติกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม
ความเชื่อของคนในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่คุณครู ความเชื่อมีความหมายไว้ดังนี้