ความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ..ความเชื่อในเรื่องใดก็ตาม ส่วนใหญ่มักจะมีจุดเริ่มมาจากอุปนิสัยส่วนตัวซึ่งอาจมีผลจากครอบครัวและสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมนี้รวมถึงสังคม การศึกษา และการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น คนที่อยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายของผู้คน จะเรียกว่ามีมิติซับซ้อนกว่าก็ได ประกอบกับเป็นคนที่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่สม่ำเสมอ ก็จะมีแนวโน้มที่จะเป็นคนที่ปล่อยให้ความเชื่อเดิมของตัวเองถูกแกว่งบ้าง เพื่อท้าทายความเชื่อของตัวเองว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะความเชื่อบางอย่างอาจถูกต้องในเวลาหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปความเชื่อนั้นอาจกลายเป็นความเชื่อที่ผิดได้หลังจากผ่านการพิสูจน์ด้วยเหตุการณ์และ ยุคสมัย ในขณะที่คนที่มีนิสัยยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตน อยู่ในสังคมที่ไม่เห็นความแตกต่างชัดเจน ก็จะมีแนวโน้มที่จะไม่เปิดโอกาสรับรู้ รับฟังสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจขัดแย้งกับความเชื่อเดิม และจะปิดประตูตายไม่ยอมรับการทดสอบความเชื่อของตนเองแต่อย่างใด โดยวิสัยคนปกติ ถ้าความเชื่อของตนได้รับการรับรองหรือเห็นได้ชัดว่ามีคนหลายคนเชื่อในทิศทางเดียวกัน ก็จะยิ่งตอกย้ำว่าความเชื่อของตนนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คนประเภทนี้จะใช้ปริมาณของคนที่คิดเห็นตรงกันเป็นเกณฑ์ในการสรุปความถูกต้องของความเชื่อนั้น ๆ ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับจำนวนคนที่เชื่อเหมือนกันมากไปกว่า คุณภาพของคนที่มีความเชื่อในเรื่องนั้น ๆ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ทางสังคมบางเหตุการณ์ บางครั้งเป็นการยากที่คนทุกคนจะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลระดับเดียวกัน คนที่ไม่สามารถตัดสินใจว่าควรเชื่อในบุคคลใดหรือเหตุการณ์ใด ก็มักจะมองหา "ผู้ช่วย" ที่จะทำให้ตัวเองตัดสินใจเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ๆ ได้ง่ายขึ้น ผู้ช่วยในที่นี้ก็คือ คนที่ตนเองมีความเชื่อถือ ศรัทธา หรือยกย่องว่าน่าจะเป็นคนที่เข้าใจสถานการณ์นั้น ๆ ได้ดีกว่าตนนั่นเอง ผู้ช่วยนี้หาได้ตั้งแต่สังคมที่เล็กที่สุด คือในครอบครัว จนถึงสังคมใหญ่ระดับชาติ

ส่วนเรื่องที่ว่าจะทำให้ความเชื่อใหม่ เข้ามาแทนความเชื่อเก่าได้อย่างไรนั้น อย่างที่อาจารย์ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า ความคิดพัฒนามาจากความเชื่อ ในขณะเดียวกัน ความเชื่อก็พัฒนามาจากความคิดด้วยเช่นกัน การจะรับความเชื่อใหม่เข้ามา เราไม่จำเป็นต้องกำจัดหรือสลัดความเชื่อเก่าทิ้งทั้งหมด สิ่งที่ควรทำคือ การเปิดประตูแห่งความคิดให้กว้าง เปิดรับความเชื่อใหม่ ๆ เข้ามา ไม่ว่ามันจะมาจากเส้นทางใด หรือความเชื่อแบบใด จากนั้นพินิจพิเคราะห์ ไตร่ตรองความเชื่อนั้นว่าน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นความเชื่อที่สามารถหาหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ได้ก็ควรทำก่อนที่จะสรุปว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ถ้ายังหาข้อสรุปหรือหลักฐานมาสนับสนุนหรือคัดค้านความเชื่อนั้นไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเชื่อหรือคัดค้านความเชื่อนั้น เช่น คนที่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง กับคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่สามารถพิสูจน์หรือหาหลักฐานมาสนับสนุนความเชื่อของตนเองได้เช่นกัน ถ้าไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา เราก็ไม่ควรด่วนตัดสินความเชื่อใด ๆ หลายครั้งเมื่อไม่สามารถหาหลักฐานหรือผู้ช่วยมาสนับสนุนความเชื่อได้ เวลาจะกลายเป็นเครื่องพิสูจน์ความเชื่อนั้นเอง